รบ.ใจดีออก พ.ร.ก.เว้นตรวจภาษีย้อนหลังSME

รัฐบาลมอบของขวัญปีใหม่ ออก พ.ร.ก.นิรโทษภาษี เว้นตรวจภาษีย้อนหลัง SME หวังการจัดเก็บภาษีเงินได้บริษัทมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 59 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ.2558 โดยมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา มีเนื้อหาดังนี้

SME, เว้นเก็ยภาษีSME

มาตรา 1 พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2558”

มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป

มาตรา 3 ในพระราชกำหนดนี้ “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ

“ภาษีอากร” หมายความว่า ภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 และอากรแสตมป์ตามหมวด 6 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา 4 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งมีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมา และมีกำหนดครบ 12 เดือน โดยวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2558 ได้รับยกเว้นจากการตรวจสอบ ไต่สวน ประเมิน หรือสั่งให้เสียภาษีอากร และความผิดทางอาญา ตามประมวลรัษฎากร

สำหรับรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีวันเริ่มต้นก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 หรือมูลค่าของฐานภาษี รายรับ หรือการกระทำตราสารที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่กรณีดังต่อไปนี้
(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอยู่ระหว่างการตรวจสอบภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรโดยมีหมายเรียกที่ออกก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

(2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 88/3 แห่งประมวลรัษฎากรที่ดำเนินการก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

(3) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีปลอมหรือเป็นผู้ใช้ใบกำกับภาษีปลอมหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรโดยแสดงรายจ่ายอันเป็นเท็จต่อกรมสรรพากร

(4) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีในชั้นพนักงานสอบสวนชั้นพนักงานอัยการหรือชั้นศาล

“รายได้” ตามวรรคหนึ่งหมายความว่า รายได้จากการประกอบกิจการหรือเนื่องจากการประกอบกิจการซึ่งคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร การได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่งจะต้องปรากฏด้วยว่าเจ้าพนักงานประเมินยังไม่ได้เริ่มดำเนินการประเมินหรือสั่งให้เสียภาษีอากรหรือยังไม่ได้ดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับภาษีอากรนั้นๆ

มาตรา 5 ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 4 ยื่นคำร้องขอคืนภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ที่เกี่ยวกับรายได้ มูลค่าของฐานภาษี รายรับ หรือการกระทำตราสารที่ได้รับยกเว้น เพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร ให้เจ้าพนักงานประเมินซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับภาษีอากรมีอำนาจทำการตรวจสอบภาษีอากรที่ขอคืนหรือออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบภาษีอากรที่ขอคืนไต่สวนประเมินหรือสั่งให้เสียภาษีอากรทั้งนี้ ตามที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้แล้วแต่กรณี

มาตรา 6 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะได้รับการยกเว้นตามมาตรา4ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) ทำการจดแจ้งต่อกรมสรรพากร ว่าเป็นผู้ได้รับยกเว้นตามพระราชกำหนดนี้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และภายในเวลาที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

(2) ยื่นรายการในการคำนวณภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล พร้อมชำระภาษี สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่มีวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาในการยื่นรายการ ในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป

(3) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะ แล้วแต่กรณี ในกรณีบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่ต้องยื่นตามที่ประมวลรัษฎากรบัญญัติไว้ พร้อมชำระภาษี ถ้ามี ทั้งนี้ สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการที่ต้องกระทำในเดือนมกราคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป

(4) ยื่นแบบขอเสียอากรเป็นตัวเงิน สำหรับตราสารที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้ชำระอากร เป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร และต้องชำระเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป

(5) มีการจัดทำ บัญชีและงบการเงินให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2559 เป็นต้นไป

(6) ไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นการหลีกเลี่ยงภาษีอากรนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

มาตรา 7 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 6 ให้อธิบดีกรมสรรพากรมีคำสั่งเพิกถอนการได้รับยกเว้นตามมาตรา 4 ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เมื่อมีการเพิกถอนการได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ไม่เคยได้รับยกเว้นการใดๆ ตามพระราชกำหนดนี้ และให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจในการตรวจสอบ ไต่สวน ประเมิน หรือสั่งให้เสียภาษีอากร และดำเนินความผิดอาญาเกี่ยวกับรายได้ มูลค่าของฐานภาษี รายรับ หรือการกระทำตราสารตามที่กำหนดในมาตรา 4 ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร

มาตรา 8 เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร ให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินการที่จำเป็น เพื่อให้สถาบันการเงินที่อยู่ในกำกับดูแล ใช้บัญชีและงบการเงินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแสดงต่อกรมสรรพากรในการยื่นรายการภาษีเงินได้เป็นหลักฐานในการทำธุรกรรมทางการเงินและการขออนุมัติสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2562 เป็นต้นไป

และ มาตรา 9 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

ทั้งนี้การให้มีการตราพระราชกำหนดยกเว้น และสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรฉบับดังกล่าว ขึ้นมา เนื่องจากต้องการให้ระบบการจัดเก็บภาษีเงินได้สำหรับบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นการสนับสนุนให้มีการจัดทำบัญชีให้สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงของกิจการ

ซึ่งหากไม่ดำเนินการโดยเร่งด่วนจะส่งผลให้รัฐต้องสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีอันจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศประกอบกับเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรที่ต้องพิจารณาโดยด่วนและลับ

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

หลักฐานชัด! ลังเบียร์เกลื่อนจุดฝากของอุทยานฯ ช่วงปีใหม่

หลักฐานชัด! ลังเบียร์เกลื่อนจุดฝากของในอุทยานฯ แห่งหนึ่ง ช่วงเทศกาลปีใหม่

กลายเป็นเรื่องราวที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ สำหรับภาพลังเบียร์เกลื่อนในสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ช่วงเทศกาลวันปีใหม่

ลังเบียร์เกลื่อนจุดฝากของอุทยานฯ แห่งหนึ่ง

โดยผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ Teera Saengsuradej ได้โพสต์ภาพเผยให้เห็นลังเบียร์ และสิ่งของวางเกลื่อนพื้นที่ ผู้โพสต์ระบุว่า “ดูกันชัดๆ สิ่งของที่อุทยานฯ ให้ฝากไว้ก่อนเข้าไปพักค้างแรมในช่วงเทศกาลปีใหม่”

ลังเบียร์เกลื่อนจุดฝากของอุทยานฯ แห่งหนึ่ง

หลังจากที่ภาพดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตต่างเข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มองว่าไม่เหมาะสม ทั้งยังเห็นว่าอุทยานควรมีความเข้มงวดมากขึ้น

จุดฝากของอุทยานฯ แห่งหนึ่ง

ล่าสุด ผู้โพสต์ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าภาพดังกล่าวถูกส่งในไลน์กลุ่ม โดยไม่ได้ระบุอะไร ตนเข้าใจว่าเป็นภาพอุทยานฯ ปางสีดา แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นที่อื่น จึงขออภัยในความผิดพลาด มา ณ ที่นี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวไม่สามารถทราบได้ว่าเกิดขึ้นในสถานที่ใด

ขอบคุณภาพ Teera Saengsuradej

ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

7 วันอันตราย วันที่ 6 ตาย 340 เจ็บ 3,216

‘ม.ล.ปนัดดา’ แถลง 7 วันอันตราย 6 วัน เกิดเหตุ 3,029 ครั้ง ตาย 340 ราย โคราชแชมป์ 15 ราย สาเหตุหลักเมาแล้วขับ

วันนี้ (4 ม.ค. 59) ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวผลการดำเนินงานลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 ว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 โดยเฉพาะช่วงควบคุมเข้มข้นระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2558 – 4 มกราคม 2559 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่าย

14

ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 3 มกราคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ 6 ของการรณรงค์ มีการเกิดอุบัติเหตุจำนวน 339 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 48 ราย และมีผู้บาดเจ็บจำนวน 361 คน ซึ่งเมื่อรวมทั้ง 6 วัน มีการเกิดอุบัติเหตุสะสม 3,092 ครั้ง ผู้เสียชีวิตสะสม 340 ราย และมีผู้บาดเจ็บสะสม 3,216 คน โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด คือ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 125 ครั้ง 

ส่วนจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด คือ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 15 ราย และจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด คือ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 125 คน

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เมาสุรา ร้อยละ 19.79 ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 16.17 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 79.26 โดยส่วนใหญ่เกิดในเส้นทางตรง ร้อยละ 68.73 บนถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 40.71 ซึ่งช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01 – 20.00 น. ร้อยละ 33.92 โดยผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยแรงงาน ร้อยละ 51.26