ชีวิตต้องสู้! พ่อใส่สูทเดินร้องเพลงขายผลไม้ ส่งลูกเรียน

ชีวิตต้องสู้! พ่อใส่สูทเดินร้องเพลงขายผลไม้ ในตลาดอาเขต ต.เวียง อ.เมืองพะเยา ชาวบ้านแห่ซื้อ เผยเพื่อส่งลูกเรียนระดับมหาวิทยาลัย

วันนี้ 16 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่ บริเวณตลาดสดอาเขต ต.เวียง อ.เมืองพะเยา ชาวบ้านต่างพากันรุมซื้อมะม่วงยำ ของนายนายสมัย ทองสีสุข อายุ 43 ปี ที่เดินร้องเพลง ถือถุงมะม่วง เดินขายตามตลาดในตัวเมืองพะเยา ด้วยการแต่งกายชุดสุภาพสวมเสื้อสูท อย่างดี พร้อมกับร้องเพลงโดยมีไมค์ เล็กติดตัว เพื่อให้ผู้คนที่ไปได้ยินเสียงเพลงที่ร้องได้ชัดเจนขึ้น จนเป็นขวัญใจพ่อค้าแม่ขายในตลาดเมืองพะเยา

จากการสอบถามนายสมัย ทองสีสุข กล่าวว่า ตนเองขายมะม่วงยำ และผลไม้รวม ขายมา 3 ปี โดยได้นำมาขายถุงละ 30 บาท เท่านั้น วันหนึ่งก็ขายประมาณ 100 ถุง เนื่องจากที่ผ่านมาตนเองป่วยเป็นโรคกระดูกทับเส้นนอนมาปีกว่า ลุกไม่ได้เลย จึงหัดร้องเพลง หลังจากนั้น ก็ได้ทำกายภาพบำบัดจนเดินได้

จึงเอาผลไม้รวมและมะม่วงที่คุณแม่ทำมาก่อนแล้ว เอามาขายด้วยการเดินขายและร้องเพลงไปด้วย ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจนเป็นที่รู้จักในหลายจังหวัดโดยเฉพาะภาคเหนือให้การอุดหนุนอย่างดีและขายได้ดีมากการขายจะเริ่มขายตั้งแต่เช้าตรู่เวลา 04.00 น. -19.00 น.ทุกวัน ที่สำคัญขายผลไม้ก็เพื่อหาเงินส่งให้ลูกเรียนในระดับมหาวิทยาลัยด้วย โดยเอาจุดขายเดินร้องเพลงไปด้วยขายไปด้วยจนได้รับการอุดหนุนเป็นอย่างดี

46

41

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News

ไขข้อสงสัย ภาพทหารนั่งบนอาสนะสงฆ์

พ.ต.สุธี สุขสากล อนุศาสนาจารย์ กรมการทหารสื่อสาร โพสต์เฟซบุ๊คชี้แจง หลังชาวเน็ตวิจารณ์ ภาพทหารนั่งบนอาสนะสงฆ์

วันนี้ (16ก.พ.) กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ชาวสังคมออนไลน์อยู่ในขณะนี้ สำหรับภาพเจ้าหน้าที่ทหาร นั่งบนอาสนะสงฆ์ พร้อมทำท่าทางคล้ายพระสงฆ์กำลังประกอบพิธีกรรม ชาวเน็ตจึงพากันสงสัยว่า ด้วยเหตุใดเจ้าหน้าที่ทหารถึงขึ้นไปทำพิธีกรรมบนอาสนะแทนพระสงฆ์ ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่เหมาะ แต่หลายคนก็ตั้งข้อสังเกตว่า ภาพนี้อาจเป็นการจำลองเหตุการณ์ หรือการสาธิตของเจ้าหน้าที่ทหารเท่านั้น

ทหารนั่งบนอาสนะสงฆ์

ทหารนั่งบนอาสนะสงฆ์

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ทางด้าน พ.ต.สุธี สุขสากล อนุศาสนาจารย์ กรมการทหารสื่อสาร เคยโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงว่า ภาพที่เผยแพร่คือภาพ “คณะอนุศาสนาจารย์ ทหารบก ฝึกอบรมศาสนพิธีการ ณ ห้องประชุมพระพุทธสิงห์ชัยมงคล กองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก” ด้วยกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นหน่วยงานกำกับดูแลงานด้านการพัฒนาจิตใจกำลังพล ผ่านการอบรม การสอน ศีลธรรมและวัฒนธรรมทหาร ตลอดจนอำนวยการ ดำเนินการด้านศาสนพิธี

เพื่อบำรุงขวัญเป็นสำคัญ และดำเนินการกิจการนี้มา 96 ปีแล้ว จากพระมหากรุณาธิคุณในล้นเกล้ารัชกาลที่ 6  และเพื่อให้อนุศาสนาจารย์ใหม่ ตลอดจนข้าราชการทหารที่สนใจฝึกฝนงานด้านศาสนพิธี จึงมีการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อความแม่นยำ ไม่คลาดเคลื่อน ทั้งวัสดุอุปกรณ์ในพิธี และลำดับพิธีการ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิด “พิธีการฐานแห่งระเบียบวินัย”

เหตุดังนี้ การฝึกอบรม ซึ่งดำเนินการเป็นการภายใน “เฉพาะกลุ่ม” จึงได้กำหนดบทบาทสมมติ สถานการณ์จำลอง เพื่อความเข้าใจตรงกันของผู้เข้ารับการฝึกอบรม โดยใช้สถานที่ภายในหน่วย และสิ่งอุปกรณ์การฝึกของหน่วย (กองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก) โดยสมมติบทบาทของผู้ฝึก เป็นพิธีกรบ้าง เป็นเจ้าหน้าที่บ้าง เป็นประธานบ้าง เป็นผู้ร่วมพิธีบ้าง และรวมไปถึงเป็นพระสงฆ์บ้าง ทั้งนี้อยู่บนพื้นฐานคารวธรรม ไม่มีเจตนาลบหลู่ดูหมิ่นแม้แต่น้อย เพราะโดยเจตนาปรารภก็เพื่อรักษา สืบทอด ประเพณีพิธีการต่าง ๆ ไม่ให้ผิดเพี้ยนจากที่บรรพชนประพฤติปฏิบัติกันมา

ไข

MThai News

หยุดแชร์! หัวหน้าทีมข่าวแจงปมผู้ประกาศข่าวกีฬา อ่านข่าวไม่รู้เรื่อง

หยุดแชร์! หัวหน้าทีมข่าวแจงปมผู้ประกาศข่าวกีฬา อ่านข่าวไม่รู้เรื่อง เป็นเพราะไม่สบาย แต่บอกว่ายังไหว

จากกรณีที่โลกออนไลน์ มีการแชร์คลิปการอ่านข่าวของผู้ประกาศข่าวกีฬาช่วง “สปอร์ต อัพเดต” รายการข่าววันใหม่ ทางไทยทีวีสีช่องสาม ซึ่งออกอากาศเมื่อ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยจะสังเกตได้ว่าการอ่านข่าวนั้นผิดพลาด เนื่องจากจับใจความไม่ได้ และวกไปวนมา ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโซเชียลนั้น

หัวหน้าทีมข่าวแจงปมผู้ประกาศข่าวกีฬา อ่านข่าวไม่รู้เรื่อง

ล่าสุดวันนี้(16 ก.พ.) นายกฤษฏิน สุวรรณบุปผา ผู้ประกาศข่าวกีฬา และบรรณาธิการข่าว ได้โพสต์ข้อความชี้แจงกรณีดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Keng Krisdin ระบุว่า

“มีผู้ชมและเพื่อนๆ นักข่าวถามมาเยอะ เรื่องคลิปผู้ประกาศข่าวกีฬาช่วงข่าววันใหม่ ขอความกรุณาอย่าแชร์เลยครับ นักข่าวคนนี้คือคนที่เดินทางทำข่าวแบบไม่หยุดหย่อน จนบ้านกับที่ทำงานแยกกันไม่ออก ทั้งหมดเพื่อส่งข่าวให้เรารับชม

ในวันที่ไม่สบายก็อัดยาเป็นกำแล้วทำงานต่อโดยไม่รู้ลิมิตของตัวเอง ใครทักก็บอก “ยังไหว” ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของเจ้าตัวว่าร่างกายคนเรามัน “น็อค” กันได้ “ใจ” ไหวแต่ “สติ” มันไม่ไปก็เป็นอย่างที่เห็น

ในฐานะหัวหน้างานผมเองก็ผิดที่ไม่สอดส่องดูแลลูกน้องให้ทั่วถึงกว่านี้ สำหรับผู้ชมทางบ้านผมสัญญาว่าหน้าจอของเราจะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นอีก ผมต้องขออภัยแทนน้องด้วยนะครับ และเชื่อว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ให้โอกาสคนขยัน คนเก่ง คนดีครับ”

MThai News