รวบ 3 ผู้ต้องหาอ้างเป็นเทพ จับชาวบ้านแก้ผ้า ทำร้ายร่างกาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกสูง จ.สระแก้ว รวบ 3 ผู้ต้องหา อ้างเป็นเทพ บอกชาวบ้านผีเข้า 7 คน จับแก้ผ้าทำร้ายร่างกาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกสูง จังหวัดสระแก้วได้รับเเจ้งเหตุจากกรณีมีชายหญิงรวม 3 คน ห่มชุดขาว อ้างตนเป็นเทพ จับเพื่อนบ้าน จำนวน 7 คน แก้ผ้านั่งกลางถนน และทำร้ายร่างกาย อีกทั้งใช้ตาข่ายล้อมไว้

681554-01

โดยกล่าวหาตามความเชื่อว่า บุคคลเหล่านั้นเป็นผีปอบเข้าสิง เบื้องต้นเหตุเกิดบ้านหลังหนึ่งใน ต.หนองม่วง เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โคกสูง รุดที่เกิดเหตุตรวจสอบ เเละควบตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 3 ไว้ได้ จึงได้ตัวนำตัวส่ง สภ.โคกสูง เพื่อสอบสวนต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทราบว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นพี่น้องกันทราบชื่อ นายธงชัย กันชม อายุ 50 ปี น.ส.พรพันธ์ กันชม อายุ 42 ปี และ นางศรีนาค บุญเนื่อง อายุ 44 ปี ส่วนผู้บาดเจ็บทั้ง 7 ราย นำส่งโรงพยาบาล ตรวจร่างกายแล้ว

ที่มาINN

อนาคต ‘ทีวีดิจิทัล’ ปี59 ใครจะร่วง ใครจะรอด !?

เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงการออกรายการโทรทัศน์จาก ‘ระบบอนาล็อก’ ให้เป็นโทรทัศน์ ‘ระบบดิจิทัล’ โดยเริ่มจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีการจัดประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในเดือนธันวาคม 2556 หลังจากนั้นจึงมีช่องรายการทีวีดิจิทัลเกิดขึ้น และปัจจุบันมีช่องรายการทีวีดิจิทัลเหลือเพียง 22 ช่อง

tvdigital-450x300

ดูเหมือนว่าพิษธุรกิจ ‘ทีวีดิจิทัล’ กำลังสร้างความอกสั่นขวัญหาย โดยระยะเวลาที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวงการ ‘ทีวีดิจิทัล’ ได้เกิดปัญหาต่างๆ มากมายมาโดยตลอด ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ที่พบ เป็นเรื่องของการที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนที่มีราคาสูงมาก จนไม่สอดคล้องกับกำไรที่ได้มา และปัญหาเหล่านี้

ส่งผลให้เมื่อเดือนพฤษภาคมของปี 2558 ที่ผ่านมา นางพรรพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยทีวี จำกัด หรือ เจ๊ติ๋ม ต้องขอยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการช่องไทยทีวี และ โลก้า จนนำไปสู่การประกาศปิดตัวในที่สุด โดย เจ๊ติ๋ม ยืนยันว่า “การที่ธุรกิจของเธอไปไม่ถึงฝัน ถือว่าเป็นความผิดของกสทช.”  ซึ่งการทำงานของกสทช.ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และคำสัญญาที่ให้ไว้ในสัญญาประกอบกิจการ จนทำให้เกิดความเสียหายมากมายกับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล

ต่อมาไม่นานกระแสที่ทำให้ช็อควงการสื่อ นั่นคือ สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ได้ประกาศปลดพนักงานแบบฟ้าผ่า โดยให้เหตุผลว่า ต้องการลดภาระของบริษัทที่มีผลประกอบการขาดทุน และต้องการปรับโครงสร้างการบริหารให้มีความกระทัดรัดคล่องตัวมากขึ้น จากการเปิดเผยผลประกอบการพบว่าสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ได้ขาดทุนมากถึงกว่า 170 ล้านบาท นั่นแสดงให้เห็นว่า แม้สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์จะยังไม่ได้มีการปิดตัวลง แต่การประกาศปลดพนักงานเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายนั้น ก็สามารถเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าธุระกิจทีวีดิจิทัลกำลังมีปัญหาหรือไม่

และสิ่งที่ตอกย้ำความย่ำแย่ของธุรกิจทีวีดิจิทัลเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ สถานีโทรทัศน์วอยซ์ ทีวี ประกาศปลดพนักงานเช่นเดียวกัน โดยอ้างว่าเป็นการปรับโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมต่อการทำงานในภาวะเเข่งขันธุรกิจทีวีดิจิทัล ทั้งนี้ ในการจัดเรตติ้งของเอซี นีลสัน ที่มีผู้เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย พบว่า เดือนมกราคม 2559 ที่ผ่านมา วอยซ์ ทีวี ซึ่งอยู่ในหมวดหมู่ช่องรายการข่าวและสาระ ถูกจัดอยู่ในอันดับสุดท้าย คือ อันดับที่ 25 โดยมีค่าเรตติ้งอยู่ที่ 0.027

ด้วยค่าใช้จ่ายที่ทีวีดิจิทัลต้องแบกรับไว้ ในวงเงินประมูลที่สูงพุ่งเกินราคาขั้นต่ำกว่าเท่าตัว ทำให้ภาระการจ่ายค่าสัมปทานเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยอย่างต่ำผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจะต้องจ่ายถึงปีละ 1,000 ล้านบาท อีกทั้งเมื่อมีความวาดฝันว่าโฆษณาจะทำให้เม็ดเงินเข้าสถานี แต่ความเป็นจริง คือ ส่วนแบ่งเงินโฆษณายังอยู่ในช่องอนาล็อกเดิมเนื่องจากความนิยม เพราะฉะนั้นรายได้กับรายรับจึงไม่สมดุล

อนาคตของวงการทีวีดิจิทัลจะเป็นอย่างไรต่อไป เมื่อผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินค่าใบอนุญาตที่มหาศาล และอีกทั้งผลประกอบการของแต่ละค่ายยังไม่ดีนัก ด้วยปัจจัยด้านการลงทุน การแข่งขันในธุรกิจ และความไม่พร้อมในการขยายโครงข่าย ทำให้วันนี้ พบว่ายังมีอีกหลายช่องที่กำลังพยายามปรับตัวเพื่อให้ช่องของตนเองอยู่รอด

ซึ่งหากในอนาคตยังไม่สามารถแก้วิกฤตเหล่านี้ได้ ธุรกิจทีวีดิจิติทัลอีกหลายช่อง อาจต้องมีมาตรการลดต้นทุน ซึ่งนั้นหมายถึงการต้องลดบุคลากรในบริษัทตามมา จนนำไปสู่การปิดตัวลง “และนี่ถือเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ กสทช.ต้องหันกลับมาดูว่าจะเร่งแก้ปัญหาการขาดทุนของทีวีดิจิทัลได้อย่างไร”

ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy

MThai News

เรือท่องเที่ยวจีนจมทะเลแหลมฉบัง จนท.เฝ้าติดตามคราบน้ำมัน

เรือท่องเที่ยวจีนขนาดใหญ่ จมทะเลแหลมฉบัง ทหารเรือเฝ้าติดตามคราบน้ำมัน หวั่นกระทบสิ่งแวดล้อม

จากกรณีที่มีเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ชื่อ OCEAN DREAM จากประเทศจีน มาจอดทอดสมอ บริเวณอ่าวแหลมฉบัง โดยมีสภาพเรือเอียงกราบซ้าย โดยชาวประมงหวั่นจะจมลง ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่สำนักงานควบคุมการจราจรความปลอดภัยทางทะเล จ.ชลบุรี ได้ประสานเจ้าของเรือ เพื่อให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเรือเอียง ให้กลับมามีสภาพตรงเหมือนเดิม นอกจากนั้นจะมีแผนเข้าซ่อมบำรุงตามแผนที่วางไว้

681533-01

เรือท่องเที่ยวจีนจมทะเลแหลมฉบัง

ล่าสุด วันนี้ (27 ก.พ. 2559) รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ชลบุรี ว่า เรือลำดังกล่าวได้จมลงเมื่อประมาณเที่ยงคืนที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะมีน้ำทะเลไหลเข้าสู่ตัวเรือ ทำให้เรือลำดังกล่าวจม สำหรับบริเวณที่เรือจมนั้น จอดอยู่ห่างจากฝั่งท่าเรือแหลมฉบัง ประมาณ 2 กิโลเมตร น้ำลึกไม่มาก ทำให้เรือที่จมโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำในลักษณะเอียงฝั่งซ้าย ขณะนี้ กรมเจ้าท่า ได้ประสานเจ้าของเรือ เพื่อวางแนวในการกู้เรือลำดังกล่าวต่อไป และกองทัพเรือ โดยทัพเรือภาคที่ 1 พล.ร.ท.รังสฤษดิ์ สัตยานุกูล ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 และ ผอ.ศรชล.เขต 1 ได้สั่งการให้นำอากาศยาน จากหมวดบินเฉพาะกิจทัพเรือภาคที่ 1 ขึ้นบินสำรวจ เพื่อติดตามสภาพของเรือจม ตลอดจนเฝ้าดูคราบน้ำมันภายในเรือที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในทะเล

ที่มา INN

MThai News