“นิพิฏฐ์” โต้แย้ง อดีตอัยการสูงสุด เหตุไม่ยื่นฎีกา “ธรรมรักษ์” คดีจ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง ชี้ “ไทยรักไทย” รอดเพราะความลำเอียง?
ภายหลังที่ศาลฎีกาได้ตัดสินคดีจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นข้อยุติว่าไม่มีคนของพรรคไทยรักไทยคนใดกระทำผิดกฎหมาย ขณะที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทยซึ่งตกเป็นจำเลยข้อหาว่าจ้างพรรคเล็กให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากเห็นว่าไม่มีมูลความจริง และอัยการไม่ฎีกา คดีจึงเป็นที่สิ้นสุด เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา
วันที่ 10 ก.พ.59 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวโต้แย้ง นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด (อสส.) นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด ที่แถลงว่า เหตุที่ไม่ยื่นฎีกาพลเอกธรรมรักษ์ ในคดีร่วมกับพรรคพัฒนาชาติไทย จ้างให้เจ้าหน้าที่ กกต.แก้ไขเอกสารทางทะเบียน กรณีจ้างพรรคเล็กให้ลงสมัครนั้น

โดยอ้างว่า เป็นเพราะในชั้นศาลจำเลยที่ร่วมกระทำผิดกับพลเอกธรรมรักษ์ กลับคำให้การว่า พลเอกธรรมรักษ์ ไม่ได้ร่วมกระทำผิดด้วย (ทั้งที่ในชั้นปปช.ให้การว่าได้ร่วมทำผิดกับพลเอกธรรมรักษ์) เห็นว่า เมื่อจำเลยกลับคำให้การ จึงมีมติให้ยุติคดีของพลเอกธรรมรักษ์
ซึ่งตนไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของอดีตอัยการสูงสุด เพราะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ปกติศาลจะไม่ให้น้ำหนักคำเบิกความของจำเลยด้วยกัน เพราะจำเลยเป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน อาจเบิกความช่วยเหลือกัน เช่น จำเลย 5 คนถูกฟ้องว่าไปข่มขืนเขามาด้วยกันทั้ง5คน(อันเป็นการโทรมหญิง)
หากในชั้นศาลจำเลยคนหนึ่งบอกว่าตนทำผิดเพียงคนเดียวศาลไม่ต้องปล่อยจำเลยที่เหลืออีก4คนไป ทั้งที่ผู้หญิงเขาถูกข่มขืนจากคน 5 คน ถ้าเป็นเช่นนั้น จำเลยที่รวยก็อาจจ้างจำเลยที่เป็นคนจนให้รับผิดแทนตนได้ ความยุติธรรมก็จะเสียไป
เช่นเดียวกันในคดีที่อัยการสูงสุดฟ้องให้ยุบพรรคไทยรักไทย อัยการสูงสุดก็เชื่อพยานเหล่านี้และนำพยานเหล่านี้แหละมาเบิกความจนศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย แต่พอมาฟ้องพลเอกธรรมรักษ์กับพวกให้รับโทษทางอาญาอันสืบเนื่องมาจากการยุบพรรค กลับไม่เชื่อในพยานเหล่านี้
ทั้งนี้ ความเห็นส่วนตัวในทางวิชาการ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจของบุคคลในกระบวนการยุติธรรมและเพื่อให้นักกฎหมายได้วิพากษ์กันต่อไป คงเป็นเพราะการใช้ดุลยพินิจกลับไปกลับมาของ อดีตอัยการสูงสุด เมื่อมีการยึดอำนาจจึงถูกคำสั่งให้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ในสำนักนายกรัฐมนตรี
ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com
MThai News