รักใดเท่าแม่!แม้ป่วยหนักไม่หาหมอ ขอสู้-ดูแลลูกพิการ

ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง! ประหนึ่งคล้ายเสียงบางอย่างกำลังปะทะผนังบ้านไม้เก่า เมื่อก้าวเข้าข้างใน ปรากฎร่าง “หญิงสาว” ซูบผอมราวหนังติดกระดูก อยู่ในสภาพเปลือยกายนั่งตัวสั่น หันศรีษะไปมากระแทกเข้าฝาบ้าน ยิ่งกว่านั้น สองมือซ้ายขวาล้วงเข้าเบ้าควักลูกตาห้อยโตงเตง ผู้เป็นแม่ไม่รีรอ เกรงลูกอันตราย โผกอดแนบกายคว้าผ้าห่มคลุมตัว ก่อนช่วยลูกนำ “ดวงตา” กลับเข้าที่เดิม

สองมือประคองปลอบ สองแก้มแปะเปื้อนคราบน้ำตาไหลลงบนหน้าผากลูก คุณแม่ระเบียบ สุตะวิบูลย์ (อี๊ด) อายุ 64 ปี เล่าย้อนความทุกข์ยากของครอบครัวด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า น.ส.วันเพ็ญ สุตะวิบูลย์ (นุช) อายุ 35 ปี  ลูกสาว มีความผิดปกติพิการซ้ำซ้อนโดยกำเนิด ทั้งตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ และโรคหัวใจ เนื่องจากคลอดก่อนกำหนดประกอบกับขณะตั้งครรภ์ ตนเองป่วยเป็นโรคหัดเยอรมัน ส่งผลให้คุณนุชต้องเกิดมาในสภาพเช่นนี้

“หมอบอกให้ทำใจ ถามจะเอาไว้ไหม ด้วยความเป็นแม่ รักเขาสงสารเขา จึงขอเอาไว้ หวังออกมาอาจปกติเหมือนลูกอีก 3 คนก่อน แต่ไม่เป็นดั่งหวัง ก็ต้องเลี้ยงเขาต่อไปให้ได้ เอาสมบัติทั้งหมดมารักษาเขา ขายทุกสิ่งจนหมดตัว จนเขาได้ 2 ขวบ หมอบอกว่าพอเถอะ พอแล้ว หมดหนทางรักษาแล้ว”

 
ย้อนไปหลาย 10 ปีก่อน คุณป้าอี๊ด มีลูกทั้งหมด 4 คน เป็นลูกสามีเก่า 2 คน และลูกสามีใหม่ 2 คน ซึ่งทั้ง 3 คนคลอดออกมาและเติบโตใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ยกเว้น ลูกคนสุดท้อง คือ คุณนุช เมื่อต้องหมดเงินสิ้นเนื้อประดาตัวไปกับค่ารักษาอาการป่วยของลูก เคราะซ้ำสามีใหม่ก็มาทอดทิ้ง หอบลูกอีกคนหนีตีจากไป ขณะที่สามีเก่าและลูกอีก 2 คนก็ไม่เคยแวะเวียนมาดูดำดูดีใดๆ ปล่อยหญิงชราและลูกพิการต้องเผชิญชะตากรรมต่อสู้-อยู่ลำพังมาถึงวันนี้

“เชื่อไหม ลำพังเงินรับจ้างหาเช้ากินค่ำยังไม่พอเลย บางวันไม่มีเงินสักบาท ต้องไปขอข้าววัดข้าวชาวบ้านมากินกับลูก หอบลูกไปอาศัยอยู่กับใคร เขาก็รังเกียจ จำต้องออกมาหาที่อยู่เอง และหายืมเงินกู้พวกหมวกกันน๊อค พอไม่มีจ่ายก็ถูกซ้อม ยิ่งซ้อมยิ่งเจ็บยิ่งเจ็บยิ่งไม่มีกำลังทำงานแทบไม่ได้ ถูกซ้อมจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล แต่โชคยังเข้าข้างบ้าง เขาตัดสินให้ผ่อนจ่ายแต่เงินต้นได้ ก็หามาโป๊ะเรื่อยๆกว่าจะหมด หมดแล้วก็เป็นหนี้เพื่อปากท้องอยู่ดี”

Stepmother disabled children

เมื่อหมดหนทางรักษาลูก-ชีวิตถูกทอดทิ้ง สองมือหอบลูกร่อนเร่กลับมายังบ้านเก่าย่านซอยเรวดี หวังตั้งรากฐานชีวิตใหม่ โชคยังดีที่ฟ้าเมตตาประทานเพื่อนบ้านมีน้ำใจ คุณบุญช่วย อ่ำสอน (หลี) อายุ 68 ปี ผู้ให้เช่าบ้านราคาถูกเพียง 1 พันบาท พร้อมช่วยดูแลลูกเมื่อออกหางานนอกบ้าน แต่ก็ไม่มีใครอยากได้ “หญิงชรา-ป่วยโรคกระดูกทับเส้น” เข้าทำงาน

พี่สาวป้าหลีจึงเอื้อเฟื้อเปิดพื้นที่หน้าบ้านติดถนนให้ตั้งโต๊ะค้าขายผลไม้ แต่รายได้ก็ไม่พอจ่าย ยังต้องกู้หนี้ยืมสินอยู่ดี ชีวิตยิ่งวิกฤตหนักเมื่อปี 2554 เกิดน้ำท่วมใหญ่ บ้านที่เขาให้เช่ากลับถูกน้ำท่วมเสียหาย ต้องหอบลูกหนีไปอาศัยอยู่ที่อื่น

ด้วยความเวทนา 2 แม่ลูก ป้าหลีพร้อมเพื่อนบ้านรายอื่นๆได้แจ้งเรื่องความช่วยเหลือไปยังเทศบาลนครนนทบุรี ทางเทศบาลฯจึงเข้ามอบสิ่งของยังชีพพร้อมซ่อมแซมบ้านเช่าที่ถูกน้ำท่วมหนักให้ตามโครงการบ้านท้องถิ่นไทยเทิดไท้องค์ราชัน และส่งเจ้าหน้าที่ติดตามความเป็นอยู่

“ตอนน้ำท่วมใหญ่ ชีวิตลำบากมาก ต้องระหกระเหินไปหาที่อยู่ ไปอยู่ไหนใครก็ไล่ แต่ดีที่ป้าหลีและเพื่อนบ้านแจ้งเทศบาลฯมาช่วย โดยเฉพาะซ่อมบ้านและติดเหล็กดัดให้ เพื่อป้องกันคนเข้ามาทำไม่ดีต่อลูก เพราะลูกแก้ผ้าเดินอยู่ในบ้านตลอด ช่วงนั้นเป็นห่วงมาก เพราะเคยเกิดเหตุบ่อย ก็ได้เพื่อนบ้านที่ช่วยกันสอดส่อง”

เปิดใจ…คุณแม่ระเบียบ

เมื่อบ้านเช่าซ่อมแซมเสร็จประกอบกับมีเพื่อนบ้านใจดี ป้าอี๊ดก็กลับมาปักหลักอยู่บ้านหลังเดิม พร้อมกับของใช้เก่าๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ พัดลมที่ไว้ดับร้อนให้กับลูก พัดลมเพดานและพัดลมตั้งพื้น ได้รับบริจาคจากเพื่อนบ้าน และได้ทางการไฟฟ้ามาช่วยติดตั้งให้ พร้อมกำชับข้อห่วงใย ห้ามเปิดพัดลมตัวเดียวตลอดทั้งวัน หมั่นสลับใช้ตัวอื่น กังวลว่าบ้านหลังนี้อาจเสี่ยงไฟไหม้

เรื่องกลิ่นเหม็นคละคลุ้งทั่วบ้านจากการขับถ่ายของลูก เป็นอีกข้อกังวลของป้าอี๊ด ที่ไม่ค่อยมีเวลาทำความสะอาดบ้าน เพราะต้องออกไปตลาดคลองถมแต่หัวรุ่งเพื่อหาซื้อผลไม้มาขาย กว่าจะได้กลับเข้ามาบ้านแต่ละวันก็มืดค่ำ ทำได้เพียงแค่แวะมาดูลูกที่บ้านได้ไม่กี่นาที และการมาแต่ละครั้งต้องนั่งวินมอเตอร์ไซค์ไป-กลับ เสียเงินราว 20 บาทต่อครั้ง แม้ระยะทางจากที่ขายของถึงตัวบ้านห่างเพียงไม่ถึงกิโลเมตร ก็ไม่สามารถเดินเหินมาได้ เนื่องจากเจ็บปวดจากโรคอาการกระดูกทับเส้น

“ทุเรศตัวเองนะ แต่ละวันแค่จะแว๊บไปดูลูก ทางไม่ถึงโล ยังแทบเดินไปไม่ได้ ต้องมาเสียค่าวินฯนั่งไปกลับอีก เจ็บแค่ไหนก็ต้องแบกร่างไปหาลูกให้ได้ ห่วงไปหมด กลัวใครมาทำอะไร กลัวเขาหกล้มเจ็บหรือทำร้ายตัวเองอีก กลัวไฟไหม้ กลัวสารพัด เหตุผลที่ไม่ไปหาหมอมากว่า 10 ปี ก็เพราะเราเป็นห่วงเขามากมากกว่าเราห่วงตัวเอง

Stepmother disabled children

เมื่อพูดถึงอาการป่วยของลูก คุณนุชป่วยพิการซ้ำซ้อนตั้งแต่ ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ โรคหัวใจ ลมชัก  ร่างกายร้อนตลอดเวลาถึงขั้นใส่เสื้อผ้าไม่ได้มากกว่า 30 ปี

และทีมข่าวถึงกับตกใจ ขณะเมื่อสัมภาษณ์ป้าอี๊ด คุณนุชได้พยายามควักลูกตาออกมา จนป้าอี๊ดต้องช่วยนำใส่เข้ากลับที่เดิม ซึ่งเป็นอีกอาการป่วยที่น่าเป็นห่วง เพราะคุณนุชมักควักลูกตาออกอยู่บ่อยครั้ง

“ไม่ต้องตกใจหรอก เป็นเรื่องปกติ เขามักจะควักลูกตาออกมาเล่นประจำ เพราะเขาอยากมองเห็น ความมืดมันน่าเบื่อน่ากลัวสำหรับเขา ไม่อันตรายแล้ว แรกๆที่เขาควักออกมาป้าและใครๆก็ตกใจ เขาก็ไม่มีอาการเจ็บและไม่มีเลือดหรืออะไรไหลออกมาแล้ว เพราะตาเขามันทั้งบอดและไร้ความรู้สึกใดๆมานานแล้ว”
อ่างปูนหน้าประตูบ้าน มีน้ำใส่ไว้อยู่ครึ่งอ่าง แต่เหตุใดน้ำกลับไม่สะอาดและมีกลิ่นเหม็น? ป้าอี๊ดบอกว่า อ่างนี้คืออีกหนึ่งสิ่งแสนเวทนาสำหรับลูก เพราะนอกจากเขามักขับถ่ายบนที่นอนของตนเองเป็นประจำแล้ว แต่ในบางครั้งเพื่อรอแม่กลับมาจากทำงาน เขาจะนั่งแก้ผ้ารอและลงไปขับถ่ายอยู่ในอ่างนั้น หากป้าอี๊ดยังล่าช้าไม่กลับมา เพื่อประทังความหิวโหย น้ำผสมสิ่งขับถ่ายนั้น คือ อาหารของเขาในทันที

“สุดเวทนาเลย วันไหนป้ากลับมาช้า เขารอไม่ไหว เขาก็จะกิน (ฉี่-อึ) ของเขาเองในอ่างน้ำ ป้าเคยกลับมาเห็นต่อหน้า ถึงกับร้องไห้วิ่งเข้ากอดลูกเลย และขอโทษลูกเสมอที่ป้ากลับมาช้า และโทษตัวเองที่ต้องทำให้ลูกตกอยู่ในสภาพนี้”

Stepmother disabled children

สิ้นเสียงร้องไห้ มือซ้ายปาดน้ำตา มือขวาลูบคลำลำตัวลูก พร้อมพูดว่า ป้าอี๊ดจะไม่มีวันทิ้งลูก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม จะอยู่ดูแลกันไปจนวันตายจาก ไม่สนคำครหาที่ว่า “รังแกลูก” ไม่ปล่อยให้ใครมารับลูกไปดูแล ไม่ว่าจะเป็นแต่สถานสงเคราะห์หรือสถานที่ใดๆ เพียงหวังความเข้าใจในหัวอกของคนเป็น “แม่” แม้จะลำบากยากเข็ญเพียงไร ก็ไม่มีวันทอดทิ้งลูก และ หวังให้สังคม “เห็นใจ” หากใครมีเมตตา-ให้ความช่วยเหลือ

“ขอบคุณ MThai ที่มา และ ขอบคุณผู้ใจบุญทั้งหลาย หากได้ดูและอยากช่วยเหลือพวกเรา และอยากให้สังคมเข้าใจป้า เพราะรักลูก จึงไม่อยากให้ใครเอาไป ไม่วางใจว่าใครจะดูแลและรู้ใจเขาได้เท่าเรา และที่สำคัญ เพราะความเป็นแม่ ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม ป้าก็ทิ้งเขาไม่ได้ ไม่มีวัน เราจะตายจากไปด้วยกัน” 

คำวิงวอนขอความช่วยเหลือ…คุณแม่ระเบียบ

MThai News ขอเป็นกำลังใจกับครอบครัวคุณแม่ระเบียบ และหากผู้ใดใจบุญต้องการให้ความช่วยเหลือ สามารถบริจาคเงินผ่านบัญชี นาง ระเบียบ สุตตวิบูลย์ เลขที่ 057-1-39218-6 ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา สาขา ติวานนท์ (แคราย) หรือ มอบสิ่งของบริจาคได้บ้านเลขที่ 77/35 ม.4 ซ.เรวดี ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี หรือ โทรติดต่อ 086-972-3758 (ป้าระเบียบ) / 086-339-0876 ป้าหลี (เพื่อนบ้านช่วยเหลือป้าระเบียบ)

ชัยพัฒน์ แกล้วทนงค์ รายงาน / ภาพ 

แจ้งเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ช่วยเหลือสังคม ได้ที่ news.mthai.com@gmail.com

ติดตามสกู๊ปข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

Stepmother disabled children

Stepmother disabled children

Stepmother disabled children

เกลียดยันเงา ! โสมใต้ยิงเตือนเรือโสมแดง ฐานบุกพื้นที่พิพาท

ทางการเกาหลีใต้ ยิงเตือนเรือเกาหลีเหนือที่แล่นเข้ามาในพื้นที่พิพาท หลังยิงขีปนาวุธ 1 วัน

677188-01
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน เกาหลีใต้ยิงเตือนเรือเกาหลีเหนือที่แล่นเข้าสู่น่านน้ำ ในเขตพิพาท โดยเรือเกาหลีเหนือแล่นเข้าสู่น่านน้ำชายแดนในทะเลเหลืองเมื่อ เวลา 06.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หนึ่งวันหลังจากที่เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธ ส่งดาวเทียมเข้าพื้นที่

อย่างไรก็ตาม หลังทางการเกาหลีใต้ยิงเตือน เรือของเกาหลีเหนือก็ล่าถอยไปไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ก่อนที่จะกลับมาแล่น ในแนวกำหนดเขตทางเหนือ ซึ่งเป็นเส้นแบ่งที่กำหนดขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามเกาหลีเมื่อปี 1953

ภาพและเนื้อหาจาก INN

พ่อคลั่ง! คว้าปืนยิงลูกดับ 4 ศพ เหตุง้อเมียไม่สำเร็จ

เกิดเหตุสลด! พ่อคลุ้มคลั่งคว้าปืนยิงลูกตัวเอง 4 คนเสียชีวิตคาบ้านพักใน จ.ตรัง เหตุตามง้อเมียไม่สำเร็จ ตำรวจเร่งไล่ล่าหวั่นยิงตัวตามหนีความผิด

วันนี้ 8 ก.พ. ตำรวจ สภ.ปะเหลียน จ.ตรัง ได้รับแจ้งเหตุยิงกันตาย ภายในที่บ้าน 270 หมู่ 2 ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง โดยผู้ก่อเหตุคือ นายพรพิชิต หยงสตาร์ เป็นเจ้าของบ้านเกิดเหตุ หลังคลุ้มคลั่งใช้อาวุธปืนยิงลูกของตัวเอง เสียชีวิตภายในบ้านรวม 4 คน ประกอบด้วย ลูกหญิง อายุ 14 ปี ลูกชาย อายุ 12 ปี ลูกหญิง อายุ 7 ปี และลูกชาย อายุ 3 ปี หลังก่อเหตุได้ซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านพัก

03aca9

จากการสอบสวน นายสมชาย ท้ายหวน กำนัน ต.ท่าข้าม ให้การเบื้องต้นว่า นายพรพิชิต ผู้ก่อเหตุได้มีเหตุทะเลาะกับภรรยาอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ทั้งสองต้องแยกทางกันอยู่ โดยผู้ก่อเหตุได้ไปทำงานที่ต่างจังหวัดประมาณ 2-3 ปี ก่อนจะกลับมาเพื่อขอคืนดีกับภรรยา แต่ฝ่ายภรรยาไม่ยอมคืนดีด้วย ทำให้ทั้งสองเกิดทะเลาะกันอย่างรุนแรง ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา

จนกระทั่งเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ 8 ก.พ. นายพรพิชิต เกิดอาการคลุ้มคลั่งใช้อาวุธปืนยิงลูกเสียชีวิตและจะยิงภรรยา แต่ภรรยาวิ่งหนีไปได้ขณะเกิดเหตุ ล่าสุดตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 30 นาย เข้าตรึงกำลังทั่วบริเวณบ้านเกิดเหตุ พร้อมทำการเกลี้ยกล่อมให้มอบตัวเนื่องจากเกรงว่าจะยิงตัวตายหนีความผิด

ขอบคุณ TNN24

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News