สั่งเดินหน้า ‘อีเพย์เม้นท์’ ภายใน 1 ปีครึ่ง ต้องแล้วเสร็จ

สั่งเดินหน้า ‘อีเพย์เม้นท์’ ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีครึ่ง ใช้บัตรประชาชน-เลขโทรศัพท์ ชำระเงิน ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน Nationnal e-Payment ว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เดินหน้าระบบ อีเพย์เม้นท์ (e-Payment) ทั้งระบบให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีครึ่ง โดยแยกเป็น 5 โครงการ ประกอบด้วย โครงการระบบการชำระเงินแบบใช้หมายเลขใดก็ได้ หรือ Any ID โดยเบื้องต้นจะใช้เลขที่บัตรประชาชน หรือ หมายเลขโทรศัพท์ในการโอน จ่าย ชำระเงิน ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

อย่างไรก็ตามในส่วนของโครงการแรกนั้นคาดว่าจะเริ่มให้ประชาชนลงทะเบียนในการใช้หมายเลขได้ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ และธนาคารจะเริ่มปรับระบบและมีความพร้อมในการให้บริการภายในเดือนกันยายน 2559 ส่วนโครงการที่สอง คือ การขยายการใช้บัตร โดยจะทำให้ร้านค้าต่างๆทั้งขนาดใหญ่และเล็ก มีเครื่องรูดบัตร หรือ อีดีซี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเข้าถึงการใช้ได้ง่านและครอบคลุมทั่วประเทศ

ขณะที่ โครงการที่สาม คือ ในส่วนของระบบภาษีของสรรพากร โดยภาคเอกชนที่ขึ้นทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ก็สามารถนำส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรได้โดยไม่ต้องส่งเป็นเอกสารเช่นเดียวกับการหักภาษี ณ ที่จ่ายของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะทำให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น โดยจะมีอธิบดีกรมสรรพากรในการดูแลในเรื่องดังกล่าว

โครงการที่สี่ คือ โครงการอีเพย์เม้นท์ภาครัฐ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เมื่อภาครัฐจะจ่ายเงิน หรือรับเงิน จะเปลี่ยนเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ส่วนที่สอง คือ การบูรณาการสวัสดิการ จะทำให้ผู้ที่มีรายได้น้อย สามารถรับเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยกระทรวงการคลังจะเร่งเดินหน้าในส่วนดังกล่าวต่อ โดยในเรื่องนี้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล

และโครงการที่ห้า คือ การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ โดยจะ ให้สิทธิประโยชน์ สำหรับผู้ใช้ในช่วงเริ่มต้น ที่จะทำให้เกิดความสนใจในการใช้บริการดังกล่าว โดยจะมีเป้าหมาย เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงิน ให้มีประสิทธิภาพ และลดการหลีกเลี่ยงภาษี โดยคาดว่าการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้รัฐสามารถจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

นายอภิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ภายใน 6 เดือน โครงการแรกน่าจะแล้วเสร็จ ซึ่งที่ผ่านมาได้เดินหน้ามาแล้ว และมีการประสานงานกับธนาคาร และสมาคมธนาคารไทย และผู้ว่าการธนาคาร ส่วนโครงการที่จะขยายเครื่องนั้น ตั้งเป้าขยายเครื่องรับบัตร อีเพย์เม้นท์ 2 ล้านเครื่อง จากปัจจุบันมีเครื่องรับบัตร อยู่ที่ 100,000 เครื่อง


ครม. หนุนคนไทย ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสด

ครม. เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสด หวังให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงระบบการเงินได้มากขึ้น

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ เพื่อผลักดันให้การใช้เงินสดในประเทศลดน้อยลง และหันมาใช้ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเพย์เม้นท์มากขึ้น ซึ่งจะเป็นประเทศแรกในโลก ที่มีระบบอีเพย์เม้นท์ที่ดีที่สุด และสามารถครอบคลุมการดำเนินชีวิตอย่างครบวงจร

044

นอกจากนี้ ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงระบบการเงินได้มากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้หมายเลขตามบัตรประชาชน, หมายเลขโทรศัพท์ หรือ หมายเลขตามบัตรอื่น ของธนาคารพาณิชย์ เป็นตัวเชื่อมโยง ซึ่งประชาชนจะใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อในการรับเงินช่วยเหลือ และนำไปใช้จ่ายผ่านร้านค้า หรือนำไปใช้กับบริการต่าง ๆ ของภาครัฐตามที่รัฐบาลจะกำหนดต่อไป

สำหรับการใช้อีเพย์เม้นท์นั้น ยังทำให้การจัดเก็บภาษีดีขึ้น จนนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของประเทศ และทำให้ประเทศประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น เพราะธุรกรรมทางการเงิน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว และยังสนับสนุนนโยบายอื่นของประเทศ ทั้งนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล โครงการระบบตั๋วร่วมของกระทรวงคมนาคม นโยบายกองทุนการออมแห่งชาติ นโยบายการส่งเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในกรณีต่าง ๆ ของภาครัฐ โดยรัฐบาลจะพยายามดำเนินโครงการนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีครึ่ง

ด้าน นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า การเข้าสู่ระบบอีเพย์เม้นท์ครั้งนี้ จะใช้เงินลงทุนเบื้องต้น 3,000 ล้านบาท แต่จะทำให้ประเทศประหยัดค่าใช้จ่ายได้รวมกันถึงปีละ 75,000 ล้านบาท แยกเป็นด้านระบบธนาคารพาณิชย์ 30,000 ล้านบาท ด้านธุรกิจอีก 45,000 ล้านบาท โดยจะใช้ระบบของประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย เป็นต้นแบบ ซึ่งต้องทำใน 5 โครงการ คือ ระบบการชำระเงินแบบใช้หมายเลขใดก็ได้หรือ แอนนี่ ไอดี ,การขยายการใช้บัตร, การระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ , โครงการอีเพย์เม้นท์ภาครัฐ และการให้ความรู้และส่งเสริมการใช้อีเพย์เม้นท์

ทั้งนี้การดำเนินการจะเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 59 เป็นต้นไป โดยเฉพาะใน 2 โครงการแรกทั้งแอนนี่ไอดี ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย และธนาคารพาณิชย์ ทั่วประเทศจะรับไปดูแล โดยให้ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้รับลงทะเบียน ขณะที่การส่งเสริมการใช้บัตรนั้นสถาบันการเงินทั้งหมดจะเป็นผู้ดำเนินการในการจัดหาและขยายเครื่องรูดบัตร หรือเครื่องอีดีซี ให้ครอบคลุมทั้งร้านค้าขนาดใหญ่และขนาดเล็ก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเข้าถึงการใช้ได้ง่ายและครอบคลุมทั้งประเทศ

ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy

MThai News

อุจอาจ! เหตุยิงกัน ในมธ.รังสิต ตร.เร่งล่ามือปืน(คลิป)

อุจอาจ! เหตุยิงกัน ใน ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต เจ็บสาหัส 1 ราย มือปินหลบหนี ตร.เร่งล่าตัว 
วันที่ 5 ก.พ.59 เวลา 08.45น. เกิดเหตุบุคคลยิงกันภายในใต้อาคารสำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยผู้บาดเจ็บคือ นายอำนาจ นิยมศักดิ์ อายุ 58ปี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่งานบริการนักศึกษาพิการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้บาดเจ็บถูกยิงเข้าหน้าอกด้านขวาอาการสาหัส ถูกนำส่ง รพ.แล้ว

11-11

ส่วนมือปืนคือ ส่วนมือปืนคือนายสมนึก แก้วธรรม อายุ55ปี อยู่บ้านเลขที่27/2 ต.เชียงรากน้อย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นคนงานสวนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อก่อเหตุได้หลบหนีไป

โดยนายเทพฤทธิ์ มอระนงษ์ อายุ 45ปี ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ผู้ก่อเหตุและคนเจ็บ เป็นเพื่อนกัน และมีปากเสียงกันเถียงกันไปมาพูดจาถากถาง คนเจ็บซึ่งมีอายุมากกว่าจึงท้าผู้ก่อเหตุต่อย โดยท้าให้ออกมาจากตัวอาคารไปต่อยบริเวณสนามหญ้า ไม่ทันสิ้นเสียงพูดผู้ก่อเหตุได้ควักอาวุธปืนลูกโม่ไม่ทราบขนาดขึ้นมาจากเอว พร้อมพูดว่าไม่ต้องไปด้านนอกเอาตรงนี้เลยจากนั้น ได้ยิงปืนใส่ผู้บาดเจ็บจนล้มลงก่อนที่จะขึ้นจยย.หลบหนีไปอย่ารวดเร็ว

11-10

ด้านพ.ต.อ.สุนทร หิมารัตน์ ผกก.กก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี เผยว่า หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าหลังก่อเหตุผู้ได้รับบาดเจ็บได้ขับจยย.แบบหญิงสีแดง ขับหลบหนีออกไปทางบริเวณประตู2 ถนนบางขัน-เชียงราก ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ออกติดตามตัวอย่างกระชั้นชิดและได้เชิญผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์มาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News

ประหลาด! พบ ‘จิ้งจก 3 หาง’ เกาะป้ายบ้านเลขที่ เชื่อให้โชค

ฮือฮา! พบ ‘จิ้งจก 3 หาง’ เกาะป้ายบ้านเลขที่ ชาวบ้านใน จ.สมุทรสาคร เจ้าของบ้านเชื่อให้โชค

วันนี้ 5 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า พบจิ้งจก 3 หาง ที่บ้านเลขที่ 10/103 หมู่ที่ 7 ต.โคกขาม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นบ้านของนายวิมล ลักษณะวงษ์ หรือ พรามหณ์วิมล จากการตรวจสอบ เจ้าของได้ยกเอากล่องพลาสติกใส ภายในมีจิ้งจก 1 ตัว ลักษณะลำตัวอ้วนขาว ใส ส่วนที่ปลายหางของจิ้งจก มีแฉก 3 แฉก ความยาวประมาณ 1 เซนติเมตรเศษ

14546639601454664147l

ทางด้านนายวิมล เล่าว่า เมื่อประมาณ 3 วันที่ผ่านมา ตนเห็นจิ้งจกมาเกาะอยู่ตรงป้ายบ้านเลขที่บ้าน จึงไปดูก็พบว่าเป็นจิ้งจกมีลักษณะเป็น 3 หาง หลังจากนั้นก็คอยเฝ้าดูเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อคืนวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา จิ้งจก 3 หาง ก็มาเกาะตรงป้ายบ้านเลขที่อีก ตนจึงค่อยๆ จับใส่กล่องพลาสติกไว้ ซึ่งจากการดูแล้วคาดว่าน่าจะเป็นจิ้งจกตัวเมียและกำลังท้องอยู่ด้วย เพราะลักษณะตรงช่วงท้องกลมและใสมาก โดยหลังจากนี้ก็จะปล่อยไว้ที่บริเวณรูปปั้นพระราหู เพื่อให้จิ้งจก 3 หางตัวนี้ ได้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตามเมื่อประมาณปี 2557 ก็เคยพบจิ้งจก 2 หางที่บ้านแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งก็นับเป็นความโชคดีของตนและครอบครัว ที่มีสัตว์นำโชคตามความเชื่อมาปรากฏในบ้านพัก

ขอบคุณ ข่าวสด

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News