เปิดความในใจ ‘น้องเบนซ์’ เหยื่อเบนซ์หรู เคยเปรย ‘หนูอยากจะบวชเป็นพระ’

เปิดความในใจ ‘น้องเบนซ์’ นักศึกษาปริญญาโท หนึ่งในเหยื่อเบนซ์หรู เคยเปรย ‘หนูอยากจะบวชเป็นพระ’ 

จากกรณีอุบัติเหตุรถเบนซ์หมายเลขทะเบียน ษง 3333 คนขับชื่อ นายเจนภพ วีรพร อายุ 37 ปี พุ่งชนรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด เฟียสต้า บนถนนพหลโยธิน เป็นเหตุให้ นายกฤษณะ หรือ โต้ง ถาวร อายุ 32 ปี กับ น.ส.ธันฐภัทร์ หรือ เบนซ์ ฮ้อแสงชัย 2 นักศึกษาปริญญาโทเสียชีวิต เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมา ตามข่าวที่เคยนำเสนอไปแล้วนั้น

‘น้องเบนซ์’ เหยื่อเบนซ์หรู เคยเปรย ‘หนูอยากจะบวชเป็นพระ’

ล่าสุด น.พ.พรชัย พิญญพงษ์ ประธานองค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวถึง น.ส.ธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย หรือ น้องเบนซ์ ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุดังกล่าว ระบุว่า

ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่อ่านข่าวแล้วอดเสียดายโอกาสในการสร้างบุญบารมีต่อ ของน้อง Benz ไม่ได้ ทั้งที่ใจบุญมาก หลับให้สบายหนูเบนซ์ ลูกพระกลางใจของพวกเรา “พระอาจารย์ครับ ผมได้สูญเสียพระของผมไปแล้ว เพราะลูกสาวของผมใช้ชีวิตเหมือนพระรูปหนึ่ง” นี่เป็นคำกล่าวของพ่อหนูเบนซ์ หรือนางสาวธันฐภัทร์ ฮ้อแสงชัย ที่เปรยพร้อมทั้งน้ำตาหน้าห้องเก็บศพที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ รังสิต

ส่วนตัวได้ปลอบใจว่า “ไม่จริงหรอก!!! โยมได้เสียลูกสาวไปแต่โยมกำลังได้พระรูปหนึ่งกลับคืนมา” เหตุผลที่บอกแบบนั้นเพราะว่า หนูเบนซ์เปรยมาตลอดเวลาที่รู้จักว่า “หนูอยากจะบวชเป็นพระ” และในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะมีพระสงฆ์ที่ทรงคุณค่าเกิดขึ้นให้โลกได้พึ่งพาอาศัย พระที่แปลงร่างจากหนูเบนซ์จนกลายเป็นร่างของพระรูปใหม่

เพราะเหตุใด?? เด็กสาวที่พรั่งพร้อมด้วยสมบัติภายนอกและสมบัติภายใน จึงมุ่งมาตรปรารถนาเป็นพระอย่างแรงกล้า หนูเบนซ์เกิดในตระกูลสัมมาทิฐิ โดยมีคุณแม่และคุณพ่อเป็นกัลยาณมิตรนำพาลูกสร้างบุญกุศลแต่เยาว์วัย มีการศึกษาที่ดี จบปริญญาโทจากสวีเดน เรียนหลักสูตรผู้นำเมืองยุคใหม่ สถาบันพระปกเกล้า และตั้งใจเรียนปริญญาโทอีกใบสาขาสันติศึกษา มหาจุฬาฯ เหตุผลของการเรียนหลักสูตรสันติศึกษาเป็นการตอกย้ำห้วงความคิดที่แสวงหาคุณค่าของความเป็นพระที่ต่อการแสวงหาความเยือกเย็น และออกไปใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ในฐานะวิศวกรสันติภาพ

หนูเบนซ์ เป็นนักปฏิบัติธรรมที่มุ่งมั่น และเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่เยาว์วัย โดยการ “นำธรรมไปทำ” พระพุทธศาสนาจึงเป็นวิถีชีวิตและลมหายใจของหนูเบนซ์ ทุกช่วงเวลาของชีวิตคือการทุ่มเท ปฏิบัติธรรมและสร้างบุญบารมีตลอด เพราะสิ่งที่เธอมุ่งมั่นจะเป็นคือ “พระ” เคยถามลูกศิษย์ว่า ทำไมจึงไม่คิดจะแต่งงานอายุ ๓๔ เพราะคุณแม่มุ่งมาตรปรารถนาจะให้มีครอบครัวตามแนวทางการใช้ชีวิตทางโลก

เธอตอบว่า หนูจะรักษาร่างกายนี้ให้สะอาด เพื่อจะสามารถรองรับการเป็นพระในภพภูมิหน้าได้อย่างบริสุทธิ์และเต็มภาคภูมิ สิ่งหนึ่งที่จะสามารถตอกย้ำปณิธานที่มุ่งมั่นคือ “การจาริกแดนพุทธภูมิตามรอยสันติภูมิ” ที่หลักสูตรปริญญาโท สาขาสันติศึกษาได้จัดให้นิสิตไป “แสวงบุญ แสวงสันติธรรม” ร่วมกัน ณ ประเทศอินเดีย ในระหว่างวันที่ ๑๙-๒๙ มีนาคม ๒๕๕๙ เพราะนั่นถือเป็นสิ่งที่เธออธิษฐานมาตั้งแต่เยาว์วัยว่าจะไปกราบดินแดนของพ่อที่ให้เกิดทางจิตใจ เพื่ออธิฐานใจให้เกิดเป็น “พระ” ในพระพุทธศาสนา

๑๒ มีนาคม ๒๕๕๙ ในฐานะลูกสาวคนโต เธอได้เตรียมรีดผ้าให้คุณแม่และคุณพ่อ หลังจากนั้น เธอเชิญชวนพ่อแม่และน้องๆ สวดธรรมจักกัปปวัตนสูตร ที่เคยปฏิบัติมา เพื่อตอกย้ำก่อนการเดินทางไปเมืองพาราณสีซึ่งเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมะบทนี้ และเช้าตรู่ของวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๙ เธอได้ขวนขวายหุงหาอาหาร และเตรียมจตุปัจจัยไทยทาน แล้วแต่งตัวในชุดเสื้อขาวสดใส แล้วพาคุณแม่และคุณพ่อไปใส่บาตร

หลังจากนั้น เธอจึงได้ร่ำลาคุณแม่คุณพ่อ ไปขึ้นรถน้องชายที่ชื่อ “โต้ง” ไปมหาจุฬาฯ วังน้อย เพื่อไปเตรียมความพร้อมและจัดการสิ่งต่างๆ ก่อนเดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดีย การรีดผ้า การหุงหาอาหาร การพาคุณแม่และคุณพ่อไปทำบุตรตักบาตร การกอดลา และกล่าวลาครั้งนี้ ได้กลายเป็นละครบทสุดท้ายที่ “ลูกพระ” คนนี้ ได้แสดงต่อคุณแม่และคุณพ่อในฐานะพระพรหมของลูก เพราะเธอทราบดีว่า การแสดงความกตัญญูที่ประเสริฐที่สุด คือ การพาท่านไปหาศรัทธา ทาน ศีล และภาวนา และเธอได้ทำสิ่งเหล่านี้มาตลอดชีวิตของการเป็นลูก และด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ จึงทำให้พ่อได้ได้เปรยทั้งน้ำตาหน้าห้องเก็บศพว่า “ผมได้สูญเสียพระ” ไปอย่างไม่มีวันกลับ

“หลับตาให้สบาย อย่าเกร็ง ค่อยๆ ดูเวทนาที่กำลังเกิดขึ้น และเกาะกัดกินรูปคือร่างกายของเรา การปวดเป็นหน้าที่ของกาย ส่วนการกำหนดความปวดคือหน้าที่ของใจ กายปวดใจไม่ปวด จำไว้ดีๆ นะหนูเบนซ์” นี่คือสิ่งที่ย้ำกับเธอในขณะที่เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และวันหนึ่งเธอเข้ามาพบและบอกในขณะสอบอารมณ์ทั้งน้ำตาว่า “พระอาจารย์ค่ะ หนูกำหนดทุกขเวทนาได้แล้ว ความปวดของกายทำอะไรใจหนูไม่ได้แล้ว หนูมีปีติ และมีความสุขแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต”

ภาพที่เธอปล่อยร่างส่วนบนลงมาจากรถฟอร์ดทางประตูด้านขวาอย่างผ่อนคลาย ในขณะที่ไฟกำลังโหมไหม้ขาท่อนล่างของ “หนูเบนซ์” หลังจากถูก “รถเบนซ์” ชนและแก๊สระเบิดนั้น ทำให้ไม่สงสัยอีกแล้วว่า เธอสามารถเข้าถึงสภาวะดังกล่าวจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานหรือไม่

“เราขอจบความแก่เอาไว้ ณ วัย ๓๔” คือคำกล่าวครั้งสุดท้ายกับโจ้ย เพื่อนสนิทจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เรื่องราวชีวิตของเธอจบลงแล้ว แต่เรื่องราวที่งดงามของเธอยังคงได้รับเล่าขาน และการเดินทางของเธอจะยังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อไปตามหาสิ่งที่เธอได้ตั้งจิตอธิษฐานและปรารถนาจะเป็น “พระ” ครั้งหนึ่งเคยย้ำเตือนกับเธอว่า “หนูเบนซ์ไม่ต้องเฝ้าที่จะเป็นพระในภพภูมิหน้าแล้ว เพราะเธอได้กลายเป็นพระในใจของคุณแม่คุณและคุณพ่อ รวมไปถึงถึงการมีดวงจิตและวิถีชีวิตที่เป็นพระ ซึ่งหมายถึงความประเสริฐ ทั้งการคิด พูด และทำในสิ่งที่ประเสริฐตลอดชีวิตและทุกลมหายใจ”

ขอให้หนูเบนซ์หลับให้สบาย ชีวิตนี้ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงวัย ๓๔ นั้น หนูได้สร้างเหตุปัจจัยที่พรั่งพร้อมที่จะเกิดเป็น “ลูกพระ” ทั้งทางร่างกาย และจิตใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระอาจารย์และครอบครัวสันติศึกษา ขอให้สิ่งที่หนูมุ่งมาตรปรารถนาสำเร็จผลในภพภูมิต่อไป โดยเกิดมาเป็นพระที่ดีและสมบูรณ์แบบ เพื่อจะร่วมสร้างสันติบารมีกับพระอาจารย์และครอบครัวสันติศึกษาดังที่เราได้ตั้งสันติปณิธานร่วมกันในห้องก่อนเรียนทุกเช้าว่า

“ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าขอบำเพ็นสันติบารมี พัฒนาชีวีให้รู้ตื่นและเบิกบาน ร่วมประสานมนุษย์และสังคม ให้อุดมด้วยสันติสุข ในทุกลมหายใจ ตลอดไปเทอญฯ”

ด้วยพลังแห่งสันติธรรม

พระอาจารย์มหาหรรษา ธมฺมหาโส
ผู้อำนวยหลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอก
สาขาสันติศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”

หลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ บรรดาชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นอาลัยต่อการจากไปของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุดังกล่าวจำนวนมาก

ภาพจาก น.พ.พรชัย พิญญพงษ์

MThai News

สิ้นสุดการรอคอย! ขอนแก่นเตรียมสร้างรถไฟฟ้ารางเบา คาดใช้ได้ปี 63

สิ้นสุดการรอคอย! ขอนแก่นเตรียมสร้างรถไฟฟ้ารางเบา หลังผ่านการอนุมัติหลักการจากรัฐบาลแล้ว คาดใช้ได้ปี 63 

วันนี้(21 มี.ค.) มีรายงานว่า โครงการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าระบบรางเบา จังหวัดขอนแก่น ผ่านการอนุมัติหลักการจากรัฐบาลแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่น จะทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบ ก่อนจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในขั้นตอนต่อไป หากได้รับการอนุมัติ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี ซึ่งไม่เกินปี 2563 จะสามารถเปิดให้บริการได้

ขอนแก่นเตรียมสร้างรถไฟฟ้ารางเบา

นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ได้สนับสนุนงบประมาณให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาโครงการรถไฟฟ้าระบบรางเบา ถึงความคุ้มทุน รูปแบบการดำเนินการ และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ คาดว่าการศึกษาจะใช้เวลาอีก 10 เดือนจะแล้วเสร็จ

จากนั้นผลการศึกษาจะถูกนำเสนอให้ คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก และคณะรัฐมนตรีพิจารณา หากได้รับการอนุมัติจะใช้เวลาในการก่อสร้าง 2 ปี คาดว่าในช่วงปลายปี 2562 ถึงต้นปี 2563 จะสามารถเปิดให้บริการได้ ส่วนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน นอกเหนือจากการทำประชาพิจารณ์ จะมีการดำเนินการในรูปแบบการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมของชาวขอนแก่น โดยใช้วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นผู้ดำเนินการนำรายละเอียดโครงการลงพื้นที่ไปสอบถามความคิดเห็นประชาชนร้อยละ 70 ของชาวขอนแก่น แล้วนำข้อมูลกลับมาวิเคราะห์

ทั้งนี้ โครงการมีเป้าหมายว่าจะนำโครงการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะทำให้เป็นโครงการที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งจังหวัดขอนแก่นและประเทศไทย และถือเป็นจังหวัดแรกของไทย ที่มีระบบขนส่งมวลชนเป็นของตนเองนอกเหนือจากกรุงเทพมหานคร

สำหรับโครงการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าระบบรางเบา จังหวัดขอนแก่น จะใช้รถรางเบาขนาดเล็ก ความกว้างประมาณ 2 เมตร 60 เซ็นติเมตร ความจุ 3 ตู้โดยสาร 180-200 คน ระยะแรก สายสีแดง วิ่งจาก เทศบาลตำบลสำราญ-เทศบาลตำบลท่าพระ ระยะทาง 26 กิโลเมตร เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทางจังหวัดขอนแก่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ที่มีแนวคิดจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัด ทำให้มีการระดมทุน 200 ล้านบาท จาก 20 บริษัทในจังหวัดขอนแก่น

ที่มา krobkruakao / ภาพ เพจขอนแก่นมหานคร เมืองหลวงแห่งอิสาน

MThai News

อุตุฯ เผย ทั่วไทยยังร้อนจัด! กทม.สูงสุด 38 องศาฯ

กรมอุตุฯ เผยไทยตอนบนร้อน ภาคเหนือตอนล่าง อีสาน ภาคกลาง ตะวันออกตอนบน ร้อนจัด ขณะที่ กทม.สูงสุด 38 องศาฯ

วันนี้(21 มี.ค.) กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุ สภาพความกดอากาศต่ำ เนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศร้อนโดยทั่วไป กับมีอากาศร้อนจัดในภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกตอนบน และมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน

ทั่วไทยยังร้อนจัด! กทม.สูงสุด 38 องศาฯ

สำหรับ กรุงเทพฯ และปริมณฑล อากาศร้อน กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียส สูงสุด 35-38 องศาเซลเซียส

MThai News