นักวิทย์จ่อ โคลนนิ่งซากลูกสิงโต ‘ยุคน้ำแข็ง’ ให้มีชีวิตอีกครั้ง

นักวิทยาศาสตร์เตรียม โคลนนิ่งซากลูกสิงโตใน ‘ยุคน้ำแข็ง’ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

FROZEN CAVE LIONS-2-must credit The Siberian Times, queries Will Stewart 007 985 998 94 00.jpg
(รูปภาพ: ไซบีเรียไทม์)

หลังจากกรณีที่มีการค้นพบซากลูกสิงโตถ้ำ ซึ่งน่าจะมีชีวิตอยู่ในยุคน้ำแข็ง (Ice age) ที่สูญพันธุ์จากโลกไปแล้ว ทั้งยังมีอวัยวะส่วนต่าง ๆ อยู่ในสภาพสมบูรณ์ อาทิ ขนหู เนื้อเยื่ออ่อน ไปจนถึงหนวดในธารน้ำแข็งที่ไซบีเรีย

ทั้งนี้หลังจากที่ ‘ไซบีเรีย ไทม์ส’ รายงานถึงการค้นพบที่น่าทึ่งดังกล่าว ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการโคลนนิ่ง เดินทางไปยังเมือง ยาคุตสค์ ที่ประเทศรัสเซีย หลังจากที่มีโครงการนำส่วนต่าง ๆ ของซากสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปจากโลก มาทำให้พวกมันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ทว่าสิงโตถ้ำ เป็นสัตว์ที่มีชีวิตในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ โดยซากลูกสิงโตที่มีการค้นพบครั้งนี้ น่าจะมีวัยได้เพียง 1-3 สัปดาห์ เพราะยังไม่มีแม้แต่ฟันน้ำนม และน่าจะตายเพราะแม่ของมันนำมาซ่อนไว้ในถ้ำ เพื่อปกป้องจากการถูกล่าแต่ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ ทำให้สามารถรักษาสภาพของซากสัตว์ให้มีความสมบูรณ์แม้จะผ่านมาเป็นเวลานานก็ตาม

อย่างไรก็ตาม การโคลนนิ่ง (Cloning) คือ การสร้างสัตว์ตัวใหม่ขึ้นมาโดยไม่ใช้เซลล์สืบพันธุ์ของสัตว์เพศผู้หรืออสุจิของสัตว์เพศผู้ เป็นเหมือนการคัดลอก หรือการทำซ้ำ ให้มีลักษณะเหมือนเดิมทุกประการ กระบวนการสืบพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศชนิดหนึ่ง โดยสิ่งมีชีวิตที่ถูกโคลนออกมาจะมีลักษณะทางพันธุกรรม โดยรวมถึงมีลักษณะทางกายภาพ เหมือนกับสิ่งมีชีวิตต้นแบบ หรือ สัตว์ที่มีชีวิตที่มีอยู่แล้วทุกประการ

ST. PETER-ORDING, GERMANY - MAY 31: A replica of an ice age lion is seen during the "Giganten Der Eizeit" exhibition opening on May 31, 2011 in St Peter-Ording, Germany. Europes biggest ice age exhibition opens on 3rd of June. (Photo by Krafft Angerer/Getty Images)
ภาพจำลองสิงโตในยุคน้ำแข็ง  (Photo by Krafft Angerer/Getty Images)

MThai News
ที่มา  metro
ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

ตร.-ทหาร บุกกลางงานแถลง คุมตัวแกนนำเครือข่ายพุทธ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร กว่า 20 นาย เข้าคุมตัวแกนนำเครือข่ายพุทธ หลังจัดงานแถลงแสดงจุดยืนเพื่อแสดงท่าทีต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ปมการตั้งสมเด็จพระสังฆราช

วันนี้ 7 มี.ค. ที่ห้องประชุมศูนย์วัดศรีสุดาราม เขตบางขุนนนท์ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่วัดศรีสุดาราม หลังภาคีเครือข่ายองค์กรชาวพุทธ เปลี่ยนสถานที่แถลงข่าวจากโรงแรม S.D.Avenue ย่านปิ่นเกล้าเป็นศูนย์ประชุมวัดศรีสุดาราม เพื่อแสดงท่าทีต่อผู้ตรวจการแผ่นดินหลังออกมาที่ผู้ตรวจการแผ่นดินออกมาชี้ว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ทำผิดขั้นตอนการเสนอนามสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช และได้ส่งผลวินิจฉัยไปยังรัฐบาลแล้ว

11-9

โดยหน้าวัดศรีสุดาราม มีทหารและตำรวจ ยืนตรวจรถเข้าออก จำนวนหนึ่ง ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 20 นาย ได้นิมนต์พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนพิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ) พระเทพประสิทธิมนต์ เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม และเชิญนายเสถียร วิพรมหา นายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ) ซึ่งเป็นแกนนำของภาคีเครือข่ายชาวพุทธ เข้าหารือในก้องประชุมกว่า 30นาที โดยไม่อนุญาตให้กองทัพสื่อมวลชนบันทึกภาพ

ทั้งนี้ภายหลังจากคุมตัวแกนนำเครือข่ายองค์กรพุทธเข้าไปพูดคุยกันในห้องประชุมเป็นเวลา 30 นาที จากนั้น พระเมธีธรรมจารย์ (ประสาร จฺนทสาโร) เลขาธิการ ศพศ ได้มายังห้องแถลงข่าว โดยระบุว่าอาตมาไม่สามารถแถลงข่าวได้ โดยมอบให้พระอีกรูปหนึ่งแถลงเกี่ยวกับอำนาจของผู้ตรวจการแผ่นดินว่าไม่มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องของคณะสงฆ์ แต่หลังจากทั้ง 2 รูป แถลงข่าวได้เพียง 5 นาที ก็รีบออกจากห้องประชุม จากนั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจประกบตัว พร้อมทั้งนำตัวออกไปจากวัดศรีสุดาราม

ขอบคุณ มติชน

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

แนนซี เรแกน อดีตสตรีหมายเลข 1 สหรัฐ เสียชีวิตแล้ว

แนนซี เรแกน ภริยาของอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน เสียชีวิตแล้วด้วยอาการหัวใจล้มเหลว รวมอายุ 94 ปี 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า  นางแนนซี เรแกน ภริยาของอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ได้เสียชีวิตแล้ว ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มี.ค.ตามเวลาสหรัฐ หรือในช่วงเช้าตรู่วันนี้ตามเวลาประเทศไทย ที่บ้านพักลอสแองเจลิส  โดยเจ้าหน้าที่จะนำร่างของนางแนนซีฝังไว้เคียงข้างกับอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ซึ่งได้ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2547

แนนซี เรแกน, NancyReagan, โรนัลด์ เรแกน, ข่าวสหรัฐ
แนนซี เรแกน

สำหรับ แนนซี เรแกน เกิดที่นิวยอร์ก เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2464 เดิมชื่อแอนน์ ฟรานเซส รอบบิน แต่คนรู้จักเธอในชื่อแนนซีมาตั้งแต่ยังเล็ก บิดาเป็นเซลส์ขายรถยนต์ แยกกันอยู่กับมารดาตั้งแต่ก่อนเธอเกิด พออายุได้หกขวบ มารดาซึ่งเป็นนักแสดงละครเวที สมรสอีกครั้ง แนนซีเติบโตมาในชิคาโก

แนนซี เข้าวงการฮอลลีวูด ในชื่อแนนซี เดวิส มีผลงานภาพยนตร์ 11 เรื่อง ในช่วงปี 2489-2502 เธอพบกับโรนัลด์ เรแกน เมื่อปี 2494 เขาเพิ่งหย่าขาดจากภรรยาคนแรกมาใหม่ๆ ทั้งสองทำงานร่วมกันในภาพยนตร์เรื่อง Hellcats of the Navy จากนั้นอีกหนึ่งปีก็สมรส มีลูกชายกับลูกสาว ขณะที่นายเรแกนเองมีลูกติดมาสองคน หลังแต่งงาน นางเรแกนก็ยุติบทบาททางการแสดงและอุทิศตนให้ครอบครัว ใช้ชีวิตเคียงบ่าเคียงไหล่สามี กระทั่งเขาได้เป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย และขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

แนนซีถูกมองว่าพยายามทำตัวเทียบเคียงตัวเองกับแจ็คกี เคนเนดี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนก่อนหน้า เธอสั่งปรับปรุงตกแต่งทำเนียบฯ เสียใหม่ ซึ่งทำให้เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเรื่องเครื่องแต่งกาย กับการจัดงานสังคม ทำให้ชาวอเมริกันที่ยังเผชิญภาวะว่างงานอย่างมากในขณะนั้นไม่พอใจ

ภาพพจน์ที่ถูกมองว่าเป็นคนเย็นชา มักพึ่งพาโหราศาสตร์ กับการแทรกแซงเรื่องการบริหารงานบุคคลในทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้นายเรแกน ต้องคอยแก้ต่างว่าภริยานั้นไม่ใช่ “สตรีประเภทเจ้าแม่มังกร” นางเรแกน เป็นที่รู้จักในฐานะนักรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด แต่ทว่าวัยรุ่นอเมริกันกลับไม่แยแสกับคำขวัญของเธอที่ให้ปฏิเสธ “Just say no” และเลือก “yes” กับการเสพยาเสพติด

ตอนที่นายเรแกน ประกาศเมื่อเดือน พ.ย.2537 ว่าเขาเป็นอัลไซเมอร์ระยะเริ่มแรก นางเรแกนคอยประคบประหงมสามีไม่ห่าง ขณะที่คนอเมริกันโศกเศร้าไปกับเธอเมื่อนายเรแกนถึงแก่อสัญกรรม เมื่อเดือนมิถุนายน 2547 ในวัย 93 ปี

นางเรแกนรณรงค์ให้รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับเซลล์ต้นแบบ ซึ่งทำให้ไม่ลงรอยกับประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่คัดค้าน นางเรแกนไม่ปฏิเสธว่าโหยหาสามี เธอยอมรับคำวิจารณ์ถากถางเรื่องพึ่งพาโหราศาสตร์ แต่เธอบอกว่าชีวิตมาถึงจุดที่ ”ไม่แคร์” เสียแล้ว นางเรแกนบอกกับโทรทัศน์ซีบีเอส เมื่อปี 2543 ว่าขาดคนคอยร่วมระลึกความหลังที่เคยมีมาด้วยกัน

สำหรับมุมมองด้านนโยบายการเมืองนั้น นางเรแกนคัดค้านการให้กัญชาและการทำแท้งเป็นสิ่งถูกกฎหมาย แต่สนับสนุนการลงโทษประหารชีวิต รับไม่ได้กับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ทั้งที่ตอนเข้าพิธีแต่งงานตัวเองตั้งครรภ์มาแล้วสามเดือน

หลายคนมองว่านางเรแกนนั้นอ่อนหัดทางการเมือง แต่ก็มีผู้ที่มองเหมือนกันว่าขณะมีชีวิตอยู่เธอเป็นตัวบงการและมีอำนาจในทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ มากขึ้นทุกขณะ ไม่ว่าจะอย่างไร นางเรแกนคือบุคคลสำคัญในชีวิตการเมืองของสามี และเป็นผู้ที่ไม่เคยย่อท้อกับการคอยเกื้อหนุนนายเรแกน บุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็น “นักสื่อสารผู้ยิ่งใหญ่” #NancyReagan

ข้อมูลบางส่วนจากเพจ บีบีซีไทย – BBC Thai

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

แบบตั้งกึ่งกลาง(fwdderr)