เครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ร้องสอบเส้นทางการเงิน “บริษัทไร่ส้ม-สรยุทธ” ได้ทรัพย์สินมาโดยชอบหรือไม่
วันที่ 4 มีนาคม น.ส.ภคอร จันทรคณา กรรมการผู้จัดการบริษัท ชีวานันท์ กรุ๊ป จำกัด และกรรมการมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น พร้อมด้วย นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น เดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อยื่นหนังสือถึง พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. ขอให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของ บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2546-2559 ว่าได้ทรัพย์สินมาโดยชอบหรือไม่ตามพ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมทุกฉบับ

น.ส.ภคอร กล่าวว่า สำหรับการร้องเรียนดังกล่าวถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรมของผู้ทำหน้าที่สื่อมวลชน อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเพิ่มเติม คือ 1.รายละเอียดของสัญญาของ อสมท กับบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ว่าได้เขียนครอบคลุมถึงประเด็นการรักษาผลประโยชน์ของราชการหรือไม่ 2.ที่มาของสัญญาได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 3.ต้องตรวจสอบว่าสัญญาในลักษณะเดียวกันมีสัญญาที่ได้กับภาครัฐมากกว่า 1 สัญญาหรือไม่ และ 4.การกำหนดรายละเอียดลักษณะในทีโออาว่าคณะกรรมการร่างสัญญาในทีโออาได้กำหนดคุณลักษณะดังกล่าว เป็นไปในทางที่รักษาผลประโยชน์ขงราชการหรือไม่
ด้าน พ.ต.อ.สีหนาท กล่าวว่า ในส่วนของ ปปง. เมื่อมีความผิดมูลฐานที่เกิดขึ้นชัดเจนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ปปง.จะรับเรื่องมาตรวจสอบเส้นทางการเงินในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาพอสมควรเพราะทางผู้ร้องต้องการให้ปปง.ตรวจสอบย้อนหลังไปหลายปี และมีข้อมูลจำนวนมาก ทั้งนี้ สิ่งที่จะตรวจสอบคือ 1.ตรวจสอบตามคำพิพากษาของศาลว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร มีการคืนเงินมากน้อยเพียงใด ซึ่งการได้มาของทรัพย์สินก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง และ 2.จะมีการตรวจสอบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นใหม่หรือไม่ ซึ่งกรณีนี้หน่วยที่เกี่ยวข้อง หรือภาคเอกชนจะต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่าเป็นความผิดหรือไม่ ถ้าเป็นความผิดเราก็จะดูเรื่องเส้นทางการเงิน หากไม่ผิด จะดูไปตามข้อเท็จจริง
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการตรวจสอบคดีทุจริต มีกระบวนการไม่เหมือนกับคดีทั่วไป ซึ่งเป็นคดีที่จะต้องตรวจสอบยืนยันให้แน่ชัดว่ามีการกระทำความผิดที่เป็นการทุจริตเกิดขึ้นจึงจะดำเนินการได้ ดังนั้น ความชัดเจนของมูลฐานภาคเอกชนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำให้เกิดความชัดเจน ปปง. ถึงจะดำเนินการได้ ทั้งนี้ ในส่วนของยึดทรัพย์นั้น ถ้ามีการคืนทรัพย์ไปแล้วครบถ้วน ก็หมายความว่ามีการดำเนินการตามมาตรการอื่นไปแล้ว ก็ไม่ต้องใช้มาตรการตามกฎหมายฟอกเงิน เหมือนหลายคดีที่ผ่านมา
ขอบคุณข้อมูล มติชน
MThai News