ศาลสั่งจำคุก 14 เดือน ‘หนุ่มยิงหมาตาย’ หน้าห้างดังปี 58

ศาลพิพากษา จำคุก 14 เดือน ปรับ 7,500 บาท หนุ่มยิงหมาตาย หน้าอิมพีเรียลลาดพร้าว  เมื่อปี 58 สารภาพ รอลงอาญา

วันนี้ 24 มี.ค. ศาลอาญา รัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษา ในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวิชา บุญลือลักษณ์ ในความผิดฐานกระทำการอันทารุณกรรมสัตว์ ฆ่าสัตว์โดยให้ได้รับทุกขเวทนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490

687409-01

จากกรณีเมื่อวันที่ 13 ม.ค.58 นายวิชา จำเลยใช้อาวุธปืนยิงสุนัขตาย หน้าห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล สาขาลาดพร้าว โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้ นายวิชา จะให้การอ้างว่าได้รับอนุญาตให้มีและใช้ปืน แต่ไม่ได้นำสืบว่าเป็นปืนกระบอกเดียวกันกับที่ก่อเหตุหรือไม่ เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ

และในชั้นสอบสวน นายวิชา ก็ไม่ได้นำอาวุธปืนมามอบให้เป็นหลักฐานกับตำรวจ การต่อสู้ว่าเป็นอาวุธปืนที่มีทะเบียน จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พิพากษาจำคุก 8 เดือน ปรับ 4,000 บาท ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองฯ ฐานพกพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ปรับ 2,000 บาท และฐานยิงปืน และทารุณกรรมสัตว์ จำคุก 6 เดือน ปรับ 5,000 บาท

แต่ นายวิชา จำเลย ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือรวมจำคุก 14 เดือน ปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอลงโทษ เป็นเวลา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี รายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ 4 ครั้ง และให้ทำกิจกรรมบริการสังคม 12 ชั่วโมง

ที่มา… INN

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News

บิ๊กโด่งแถลงปมราชภักดิ์ ฉุนคำว่า “หักหัวคิว”!

“อุดมเดช” แถลงปม “อุทยานราชภักดิ์” ลั่น รังเกียจคำว่า “หักหัวคิว” ท้า “ไพบูลย์” ย้อนดูเทปสัมภาษณ์ แค่ พลาดนิดเดียว? 

ภายหลังที่ พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะศูนย์อํานวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ฯ ระบุว่า การจัดซื้อจัดจ้าง /การใช้งบประมาณ และเรื่องค่าหัวคิวการก่อสร้างโครงการฯ โปร่งใสไร้ทุจริต โดยมี หน่วยงาาน ป.ป.ท. สอบค่าหัวคิว และ สตง. เป็นผู้ตรวจสอบในเรื่องนี้

42-0-0

วันที่ 24 มี.ค.59 พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า รู้สึกสบายใจขึ้น และมั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่า โครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นแน่นอน หลังได้รับการพิได้รับการพิสูจน์และตรวจสอบจาก ศอตช. และต่อจากนี้ก็พร้อมยินดีที่จะให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาตรวจสอบในประเด็นที่มีความสงสัยต่อไป

ขณะเดียวกันได้ชี้แจงถึงการให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน เรื่องการหักค่าหัวคิวว่า เป็นการเข้าใจผิด ส่วนข้อสงสัยที่มีการนำเงินมาบริจาคนั้นขอยืนยันว่าเป็นการตกลงกับบริษัทเอกชนตั้งแต่แรก ซึ่งสามารถตรวจสอบวันที่บริจาคเงินได้ ไม่ใช่เป็นการบริจาคเงินเพื่อลบล้างความผิดแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยืนยันว่า ส่วนตัวไม่มีปัญหากับ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งก็พูดคุยตามปกติ แต่ไม่มีการพูดถึงเรื่องโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ เพราะถือว่า ต่างฝ่ายต่างก็มีความรับผิดชอบในหน้าที่และบทบาทที่แตกต่างกันไป

ขณะที่ matichon online ได้รายงานบทสัมภาษณ์ พล.อ.อุดมเดช ระบุว่า “ผมอยากถามพล.อ.ไพบูลย์ว่า ไปเอาเทปมาดูว่าผมยอมรับอะไร เพียงแต่พลาดไปนิดหนึ่ง ว่ามีความจริงบางส่วน ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ผมยอมรับหรือ เพราะหลังจากนั้นผมก็ได้อธิบายไปชัดเจนแล้ว ผมรังเกียจกับคำว่าหักหัวคิว ซึ่งยังงมงายอยู่ในคำเดิม ไม่ยอมฟังอะไร แต่จะด้วยอะไรหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ ผมเห็นว่าสตง.เป็นองค์กรที่มีมาตรฐาน ในเมื่อตรวจสอบแล้วไม่พบความผิด ยังจะเอาอะไรอีก แต่มาบอกว่าผมยอมรับว่ามีหักหัวคิว ซึ่งผมไม่เคยยอมรับ ผมรังเกียจมากกับคำนี้ และแปลกใจเหมือนกันว่าเมื่อแถลงแล้วทำไมยังไม่จบ หรือว่าไม่ตรงใจจึงไม่จบ ผมก็ไม่ทราบ ผมรักและเคารพทุกคน ไม่ได้มีปัญหากับใคร แต่ความจริงเป็นอย่างไร ขอให้ฟังบ้าง” พล.อ.อุดมเดช กล่าว

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News

รู้หรือไม่? ด่าต่อหน้าผิดฐานดูหมิ่น แต่โทรด่าได้ไม่ผิดกฎหมายอาญา

แฟนเพจ ทนายคู่ใจ เผยด่าใครต่อหน้าอาจผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า  แต่โทรด่าได้ไม่ผิดกฎหมายอาญา

วันนี้ (24 มี.ค.) เป็นเรื่องราวที่ผู้คนให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ หลังทางแฟนเพจ ทนายคู่ใจ ได้มีการโพสต์ข้อความให้ความรู้เรื่องของกฎหมาย เกี่ยวกับประเด็นความผิดการดูหมิ่นซึ่งหน้า

10494523_1046260882081592_7564984901605535937_n

ทางทนายคู่ใจได้โพสต์ข้อความระบุว่า  “จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อการส่งข้อความด่ากันไม่เป็นความผิด”

คำถามสุดฮิตที่ว่ามีคนส่งข้อความมาด่าทางเฟซบุ๊ก ทางไลน์ หรือแม้แต่ส่ง SMS หรือ MMS คำว่าด่าที่ว่าหมายถึงใช้ภาษาไม่สุภาพพวกนี้รวมอยู่ด้วยนะครับ ซึ่งถ้ามาพูดต่อหน้าผิดแน่นอน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าซึ่งมีโทษจำคุก 1 เดือนหรือปรับ 1 หมื่นบาท (ดูหมิ่นซึ่งหน้า อธิบายง่าย ๆ ก็ด่ากันด้วยคำหยาบคาย)

แต่เมื่อศาลฎีกา ในคดีที่3711/2557 ตัดสินออกมา โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการโทรไปด่ากันไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าอีกต่อไป เหตุเพราะไม่ได้กระทำต่อหน้าผู้เสียหายจึงไม่ผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ( มาตรา 393 ผู้ใดดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ)

ถ้าหยิบมาวิเคราะห์ว่า ดูหมิ่นซึ่งหน้าจะต้องกระทำต่อหน้าเท่านั้น เรื่องนี้ต้องขยายความออกมานะ เพราะการส่งข้อความด่ากันผู้ส่งเองก็ไม่ได้อยู่ต่อหน้า จึงไม่เข้าข่ายความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าตามกฎหมายอีกต่อไป นั้นแปลว่าการเดินไปแจ้งจับคนส่งข้อความมาด่าเรานั้น อาจจะทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลย เพราะตำรวจเองก็ต้องศึกษากฎหมายเหมือนกัน ถ้ามองว่าศาลเคยลงว่าแบบนี้ไม่ผิดอาจจะปฏิเสธไม่รับคดีเลยก็ได้จากดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน

ส่งข้อความด่าได้ โทรด่าได้ แต่อย่าเผลอไปทวงหนี้ล่ะไม่งั้นผิดกฎหมายทวงหนี้ซึ่งมีโทษจำคุก 1 ปี/ปรับ 1 แสน ตามมาตรา 11(2) ได้ 

อ้างอิงจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3711/2557

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 393 ฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยอยู่ห่างไกลกันคนละอำเภอ แต่องค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 393 นั้น ถ้าเป็นการกล่าวด้วยวาจา ผู้กระทำต้องกล่าวซึ่งหน้าผู้เสียหาย เพราะบทบัญญัติมาตรานี้มีเจตนารมณ์ป้องกันเหตุร้ายที่อาจเข้าถึงตัวกันทันทีที่มีการกล่าว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบจึงยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า

MThai News

ขอบคุณข้อมูลจากทางแฟนเพจ ทนายคู่ใจ