คสช.แถลงผลสอบ ‘ราชภักดิ์’ ปมจัดซื้อ-หักหัวคิว?

รมว.ยุติธรรมดึง ป.ป.ท-สตง. แถลงผลตรวจสอบ “อุทยานราชภักดิ์” ปมจัดซื้อจัดจ้าง-หักหัวคิว ?

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ฯ โดยเปิดเผยว่า การจัดซื้อจัดจ้าง /การใช้งบประมาณ และเรื่องค่าหัวคิวการก่อสร้างโครงการฯ เป็นหัวข้อสำคัญในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งที่ผ่านมาก็ให้มีการตรวจสอบในทุกประเด็นเพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยมอบหมายให้ ป.ป.ท. สอบค่าหัวคิว และ สตง. ตรวจสอบเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโครงการฯ

41-8

โดย นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. เผยว่า การตรวจสอบค่าหัวคิว มีการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งจากภาครัฐและเอกชน สรุปได้ว่า มีการจ่ายเงินกันจริง ระหว่างเอกชนกับเอกชน โดยทั้งสองฝ่าย ระบุว่า เป็นค่าตอบแทนทางธุรกิจ ที่ชักนำเสนองานก่อสร้างมาให้ มีตัวเลขสูงประมาณร้อยละ 6 ถึง 7 ของค่าจ้างงาน ซึ่งราคาค่าจ้างของแต่ละราย เท่ากับราคาของท้องตลาด ในเบื้องต้นจึงไม่พบความผิดปกติ

ด้าน นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เผยว่า การตรวจสอบเรื่องเงินบริจาค พบว่า มีเงินบริจาคเข้ามาในบัญชีธนาคาร แต่แยกออกจากเงินที่มีอยู่เดิมของบัญชีสวัสดิการ เป็นสัดส่วน และเมื่อตรวจสอบยอดเงินบริจาคผ่านบัญชีธนาคาร โดยตัดยอด เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 มีจำนวนกว่า 733 ล้านบาท และมีเงินเบิกจ่าย ไปจำนวน 458 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าก่อสร้างองค์พระฯ และเหรียญที่ระลึกอีก 105 ล้านบาท

โดยล่าสุด พบเงินคงเหลือทั้งหมดเพียง 140 ล้านบาท เท่านั้น ส่วนประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างไม่พบความผิดปกติ เช่นเดียวกับเนื้องาน ร้อยละ 95 เรียบร้อยตามโครงการฯ ทุกอย่าง

สตง.เผยเช็ค 20ล. เซียนอุ๊ – ราชภักดิ์ไม่พบหักหัวคิว

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เปิดเผยกรณีการใช้วัสดุที่ใช้ก่อสร้างองค์พระ ในโครงการสร้างอุทยานราชภักดิ์ โดยระบุว่า โลหะที่นำมาใช้ในการสร้างองค์พระมีหลักฐานชัดเจนว่า มีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ และ สตง. มีการนำตัวอย่างเนื้อโลหะจากองค์พระไปตรวจสอบที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่าไม่พบความผิดปกติ

ส่วนค่าหัวคิว สตง. จากการสอบข้อเท็จจริงจาก 5 โรงหล่อ จากทั้งหมด 6 โรงหล่อพบว่า เป็นค่าที่ปรึกษาและค่าใช้จ่ายบริหาร จำนวนร้อยละ 7% และปรากฏชื่อ เซียนอุ๊ เป็นที่ปรึกษาในโรงหล่อทั้ง 5 โรง รวมถึงพบมีการจ่ายเช็คจำนวน 5 ฉบับ เป็นเงิน 20 ล้านบาท ให้เซียนอุ๊ ระหว่างการก่อสร้างโครงการฯ ซึ่งเป็น

ความสมัครของทั้งสองฝ่าย แต่หลังจากนั้น เซียนอุ๊ ได้นำเงินไปใช้จ่ายส่วนตัว และบางส่วนบริจาคกลับเข้ากองทุนสวัสดิการกองทัพบก โดยบริจาคในนาม 5 โรงหล่อ และมีการออกใบเสร็จรับเงินถูกต้อง และไม่พบว่า มีกองทัพบกเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

และล่าสุดพบว่ามีการเปลี่ยนชื่อกองทุนสวัสดิการกองทัพบก เป็นชื่อกองทุนสวัสดิการอุทยานราชภักดิ์ และมีการเปิดบัญชีใหม่ในชื่อ มูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ และมีเงินในบัญชีจำนวน 108 ล้านบาท โดยไม่มีการใช้จ่าย ซึ่ง สตง. ยังตรวจสอบบัญชีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่พบว่า มีการตกแต่งบัญชีแต่อย่างใด ส่วนค่าจัดซื้อต้นไม้ในโครงการฯ ไม่พบความผิดปกติ และเป็นต้นไม้ที่มีผู้บริจาคให้ โดยผู้บริจาคคิดเพียงค่าแรง จำนวน 4 ล้านบาทเท่านั้น

ข้อมูล INN 

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News

หยุดแชร์ข่าวมั่ว! คสช. ใช้ ม.44 ลดราคาน้ำมัน 4 บาททุกชนิด

หยุดแชร์ข่าวมั่ว! ภาพราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับประเด็นที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้มาตรา 44  ลดราคาน้ำมัน 4 บาททุกชนิด 

จากกรณีที่มีการแชร์ภาพราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับประเด็นที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้มาตรา 44 ลดราคาน้ำมันทุกชนิด ชนิดละ 4 บาท ซึ่งภาพดังกล่าวได้ถูกบอกต่ออย่างล้นหลามในโลกออนไลน์ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด

ล่าสุด เฟซบุ๊ก JS100 Radio รายงานว่า รองอธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ภาพราชกิจจานุเบกษาที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์ ไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด

MThai News

นักศึกษา ม.ดัง ถูกชายอ้างเป็นตำรวจไล่ยิง กระทืบเจ็บสาหัส (คลิป)

กลุ่มนักศึกษา ม.ดัง พิษณุโลก ร้องเรียน หลังถูกชายอ้างเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ ขับรถไล่ยิง ทำร้ายร่างกาย จนบาดเจ็บสาหัส

วานนี้(23 มี.ค.) กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม อ.เมืองพิษณุโลก กว่า 50 คน เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.ท.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผบช.ภ.6 กรณีถูกบุคคลอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจซ้อมทำร้ายร่างกายเพื่อนนักศึกษา จำนวน 5 ราย ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งทางด้านร่างกายและสภาพจิตใจ โดยผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ติดราชการจึงมอบหมายให้ พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา รอง ผบก.อก.ภ.6 เป็นผู้รับเรื่องราวร้องทุกข์ดังกล่าวไว้

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 24.00 น. รถยนต์ของนักศึกษาประกอบด้วย นายชัยธวัช ธำรงศักดิ์คุณ คนขับรถ ฮอนด้าบีโอ สีขาว นายศิริวัฒน์ คุ้มทัศ นั่งข้างคนขับรถ และนายธนพล คงอิว น.ส.กมลชนก กล่ำเทพ นายธราเทพ แสงพิรุณ นั่งเบาะหลัง (นศ.ชายทั้ง 4 เรียนอยู่ชั้นปี 3 สาขารัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม ส่วนนศ.หญิงเรียนอยู่ชั้นปี 3 สาขาคหกรรม ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม)

โดยทั้ง 5 คนเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองไปซื้อดอกไม้ เพื่อจัดงานสัมมนาวิชาการ  เมื่อถึงบริเวณสามแยกข้างสะพานสูงฝั่งท็อปแลนด์พลาซ่า ได้มีรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีขาว ขับเข้ามาปาดหน้าจากทางด้านซ้ายโดยไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว และนักศึกษาได้บีบแตรรถใส่รถคันดังกล่าว ก่อนจะขับรถยนต์ลอดใต้สะพานสูงข้ามทางรถไฟ แล้วเปิดไฟเลี้ยวซ้าย เพื่อมุ่งหน้าเข้าตลาด

ระหว่างการเลี้ยวซ้ายนั้นรถคันดังกล่าวได้พุ่งชนจากทางด้านหลัง นายชัยธวัชกำลังจะหยุดรถ เพื่อลงไปดูรถของตน แต่ขณะนั้นได้ยินเสียงคล้ายปืนดังขึ้น 4 ครั้ง และนักศึกษาที่ร่วมนั่งมาในรถด้วยนั้น เห็นว่าคนในรถคันดังกล่าวใช้อาวุธปืนยิง ด้วยความตกใจ เลยบอกให้นายชัยธวัชขับรถหนี ระหว่างหนีถูกไล่ยิงใส่ตลอดทาง จนมาถึงจุดเกิดเหตุ บริเวณถนนเลียบทางรถไฟ ใกล้ด้านหลังร้านอาคารตั้งหลัก รถของนักศึกษาไม่สามารถที่จะขับไปต่อได้ ด้วยเหตุที่ถูกยิงเข้าที่ยางด้านหลังขวาแบน

จากนั้น ชายไม่ทราบชื่อเข้ามาพยายามจะเปิดประตูรถของนักศึกษา แต่ไม่สามารถเปิดได้ กระทั่งชายดังกล่าวใช้อาวุธปืนจ่อขู่ให้เปิดประตูแล้วใช้คำพูดขู่อีกว่า “ถ้าไม่เปิดประตูจะยิง” นักศึกษาจึงยอมเปิดประตู กลุ่มชายดังกล่าวได้ไล่นักศึกษาทั้งหมดรวม 5 คน ลงจากรถโดยใช้อาวุธปืนขู่ให้หมอบลงกับพื้น แล้วลงมือทำร้ายร่างกาย โดยกระทืบที่ศีรษะ ต้นคอ และลำตัวนายชัยธวัชหลายครั้ง และใช้อาวุธปืนฟาดเข้าที่ศีรษะจนศีรษะแตก และใช้เชือกมัดมือก่อนใส่กุญแจมือด้วย พร้อมด่าทอด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพหยาบคาย

ต่อมา ชายดังกล่าวได้ลงมือกระทำกับนายศิริวัฒน์ เตะเข้าที่ใบหน้า 2 ครั้ง อย่างรุนแรงจนบาดเจ็บสาหัส และทำร้ายนักศึกษาอีกคนคือนายธนพล คงอิว โดยกระทืบที่บริเวณท้ายทอยอย่างรุนแรงหลายครั้ง และมีชายคนที่ 2 เข้ามาใช้กำปั้นมือทุบกกหูอย่างรุนแรง 1 ครั้ง ซึ่งชายทั้ง 2 คนได้ด่าทอดด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพหยาบคาย และใช้อาวุธปืนข่มขู่ทุกระยะ ชายที่ทำร้ายร่างกายนายชัยธวัช จะเข้ามาทำร้ายร่างกาย น.ส.กมลชนก อีก แต่นายธราเทพได้เข้ามาบังไว้ จึงถูกชายคนดังกล่าวใช้มือหยิบรองเท้าขึ้นมาฟาดลำคอและเตะที่บริเวณข้างลำตัว

หลังจากเหตุการณ์ยุติได้มีร้อยเวร สภ.เมืองพิษณุโลก ในเครื่องแบบมาตรวจค้นรถของนักศึกษาแต่ไม่พบสิ่งผิดกฏหมาย ร้อยเวรจึงเชิญนักศึกษาทั้งหมดไปขึ้นรถ และนำไปส่งที่โรงพยาบาลอินเตอร์เวชการ  นายชัยธวัช คนขับและเจ้าของรถ จึงได้เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นในวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2559 นศ.อีก 4 คน จึงเดินทางเข้าแจ้งความต่อ พร้อมกับปรึกษาผู้ปกครอง และรวมตัวกันเดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 วานนี้(23 มี.ค.59) โดยมีเพื่อน ๆ นักศึกษามาร่วมให้กำลังใจจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา รอง ผบก.อก.ภ.6 เป็นผู้รับเรื่องราวร้องทุกข์ดังกล่าวไว้แล้ว พร้อมเผยว่า จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงของเรื่องที่เกิดขึ้นภายใน 30 วัน พร้อมกับจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ที่มา  เฟซบุ๊ก Workpoint News – ข่าวเวิร์คพอยท์ /ภาพ มติชน

MThai News