ผู้โดยสารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ที่เกิดเหตุขัดข้องวานนี้ โพสต์ระบายความในใจ ขาดการดูแล หลังขาดอากาศหายใจ
หลังจากวานนี้ (21 มี.ค.) รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์เกิดขัดข้อง เนื่องจากระบบไฟฟ้าขัดข้องที่สถานีรามคำแหง มีผู้รอใช้บริการติดค้างอยู่ตามสถานีต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีผู้โดยสารอีกจำนวนหนึ่งติดอยู่ภายในตัวรถ และมีคนเป็นลมเนื่องจากติดอยู่ในขบวนรถเป็นเวลานาน

ล่าสุดผู้คนบนโลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อข้อความของสมาชิกเฟซบุ๊กท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โดยที่ติดอยู่ในขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ที่เกิดขัดข้องวานนี้ เธอได้โพสต์ข้อความแสดงถึงความไม่พอใจเกี่ยวกับมาตรการ การดูแลผู้โดยสารในขบวนรถหลังเกิดเหตุดังกล่าว โดยข้อความระบุว่า…
วันนี้ใช้บริการแอร์พอร์ตลิงค์ไปทำงานตามปกติ จนกระทั่งเวลา 07.50 น. เหตุการณ์ไม่ปกติก็เกิดขึ้น ขบวนรถไฟโดยสารที่ออกจากสถานีสุวรรณภูมิกำลังมุ่งหน้าสู่สถานีปลายทางที่พญาไท ก็เกิดเครื่องกระตุก หยุดกระทันหันระหว่างทาง-ก่อนถึงสถานีรามคำแหง (มองจากข้างบนลงมาคือถนนศรีนครินทร์ตัดแยกพัฒนาการ) คนขับรถประกาศว่า “ขณะนี้รถเกิดขัดข้อง จึงต้องตัดกระแสไฟฟ้าและระบบเครื่องปรับอากาศ” (โดยให้ข้อมูลว่าจะใช้เวลาซ่อมประมาณ 20 นาที)
เวลาผ่านไปถึง 30 นาที ทุกอย่างยังคงนิ่งสนิท แต่ในขบวนรถ 3 โบกี้ ที่มีผู้โดยสารอัดแน่น จำนวนนับพัน ไม่มีอากาศหายใจมาตั้งแต่ 20 นาทีแล้ว บางคนเริ่มเป็นลม บางคนหมดสติแน่นิ่งไป หญิงสูงวัยบางคนหายใจไม่ได้เพราะเป็นโรคหอบหืด ผู้โดยสารในรถต่างร้องขอความช่วยเหลือ และก็ตัดสินใจทุบประตูเพื่อเปิดประตูฉุกเฉิน เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทเข้ามาในขบวนรถ เพื่อให้ทุกคนอยู่รอดให้ได้ในนาทีวิกฤต เวลาค่อย ๆ เดินผ่านไปเรื่อย ๆ จนครบ 1 ชั่วโมง ก็ยังไม่มีประกาศหรือการติดต่อใด ๆ จากศูนย์บริการ หรือ รฟม.
ผู้โดยสารต่างโทรศัพท์หาคนที่ตนเองรัก บ้างโทรแจ้งที่ทำงาน บ้างโทรแจ้ง จส. 100 บ้างโทรแจ้งสถานีร้องทุกข์ต่าง ๆ (รู้สึกซึ้งในน้ำใจคนไทยที่ต่างคนต่างช่วยเหลือกันยามทุกข์) คนขับประกาศว่าจะใช้ขบวนรถอีกขบวนดันเข้าสถานีที่ใกล้ที่สุด แต่จะต้องปิดประตู เมื่อประตูปิดลง ผ่านไปอีก 15 – 20 นาที ทุกอย่างยังคงนิ่ง รถกระตุกอีกครั้ง พวกเราจึงตัดสินใจเปิดประตูฉุกเฉินออกอีกครั้ง เพื่อให้มีอากาศเข้ามา (ขณะนั้นเอง ตัวดิฉันก็เริ่มเหงื่อท่วมทั้งตัว จนต้องขอเดินออกไปสูดอากาศที่ประตูฉุกเฉิน) และในอีกไม่กี่นาที เมื่อมีคนเริ่มเป็นลมหมดสติอีก เราจึงช่วยกันพยุงคนป่วยออกมารับอากาศที่ประตู
และพวกผู้ชายก็พร้อมใจกันกระโดดออกไปยืนที่ข้าง ๆ รางรถไฟ และเหมือนทุกคนจะคิดตรงกันคือต้องช่วยกันให้ได้ ทุกคนต่างพร้อมใจกันออกจากตัวรถทั้งหมด โดยมีผู้ชายคอยอุ้มผู้หญิงและเด็กออกจากขบวนรถ คนขับและช่างจึงบอกกับเราว่า จะถ่ายผู้โดยสารทั้งหมดขึ้นขบวนรถที่จอดต่อท้ายขบวนที่เสีย เพื่อนำกลับไปสู่สถานี กว่าผู้โดยสารนับ 1,000 จะทยอยกันปีนขึ้นรถด้วยความทุลักทุเล เพราะมีบันไดแค่ 3 ตัว ให้ปีน เบ็ดเสร็จรวมผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมง พวกเราแอบดีใจว่าเขาจะพาพวกเราไปส่งยังจุดหมายปลายทาง แต่ตรงกันข้าม เขากลับพาผู้โดยสารทั้งหมดมาทิ้งไว้ที่สถานีหัวหมาก รวมกับผู้โดยสารที่ค้างอย่ที่สถานีอีกนับไม่ถ้วน จนไม่มีที่จะยืน
ผู้โดยสารบางคนออกมาแล้วนั่งเป็นลม หมดสติ ไปไหนไม่ได้ (อ๋อ ลืมพูดไปถึงน้องที่เรียนพยาบาลที่ติดอยู่ในขบวนรถด้วย น้องคนนี้พยายามช่วยเหลือผู้โดยสารทุกคนด้วยสัญชาตญาณของพยาบาล) และน้องนักเรียนพยาบาลคนนี้ก็คอยช่วยเหลือผู้โดยสารที่เป็นลมหมดสติ
ฉันตัดสินใจเดินลงจากสถานีเพื่อตั้งหลัก แอบดีใจที่ตอนเดินลงสถานีมาเห็นกล้องทีวีและนักข่าวเต็มไปหมด ทั้งฟรีทีวีและดิจิตอลทีวี เพราะฉันก็เป็นคนนึงที่โทรร้องเรียนไปที่สำนักข่าวต่าง ๆ ฉันได้มีโอกาสให้สัมภาษณ์กับสถานีข่าวไปบางสถานีเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่อยากพูดให้กับสื่อมวลชนและผู้บริหารของ รฟม. คือ
อะไรคือขั้นตอนในการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน อะไรคือไม่มีสื่อสารหรือประกาศให้ผู้โดยสารทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อะไรคือไม่เปิดประตูฉุกเฉินเมื่อตัดกระแสไฟและอากาศ อะไรคือมาบอกว่าคืนค่าโดยสารให้กับทุกคน เพราะแท้จริงแล้ว ค่าโดยสารเพียงไม่กี่สิบบาท แลกไม่ได้เลยกับชีวิตของคนนับพัน
ซึ่งถ้าหากทุกคนต่างไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อาจจะมีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น และสุดท้าย อะไรคือความรับผิดชอบของผู้บริหาร รฟม. และ แอร์พอร์ตเรลลิงค์ (อาจจะยาวหน่อยนะคะ แต่อยากแชร์ประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งได้เดินรางรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ซึ่่งมันช่วงเวลาที่น่าหดหู่และเลวร้ายเหตุการณ์หนึ่ง)
MThai News
ขอบคุณข้อมูลจาก JS100 Radio,Patcharin Hameedah Nahim