รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เตรียมออกหมายเรียก ‘สมเด็จช่วง’ ปมรถโบราณหรู ปัดจาบจ้วง ลั่นอย่าหาว่ากลั่นแกล้ง
วันนี้ 21 มี.ค. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผย กรณีรถเบนซ์โบราณ ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ว่าหลังจากที่พนักงานสอบสวนของดีเอสไอ ได้เข้าไปสอบปากคำเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ไม่ได้มีการสอบปากคำเกิดขึ้น เนื่องจากต้องให้เกียรติฐานะทางสังคมต้องทำหนังสือเพื่อไปขออนุญาตในการออกหมายเรียก ไม่ใช่การออกคำสั่งทันทีเหมือนบุคคลทั่วไป

จึงจำเป็นต้องออกหมายเรียกให้มาพบตามกฎหมาย เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีอาญาสามารถออกหมายเรียกพระภิกษุได้ แต่จะเป็นในฐานะพยานหรือฐานะผู้ต้องหานั้นอยู่ในดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน และหากไม่มีการมาพบตามหมายเรียก ก็ให้ศาลพิจารณาออกหมายจับต่อไป พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ทนายและลูกศิษย์วัดไม่ต้องการให้สอบปากคำ
สมเด็จช่วงหรือไม่
นอกจากนี้ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า การดำเนินคดีดังกล่าวขออย่านำไปเกี่ยวโยงกับประเด็นการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช เนื่องจากมีคนร้องเรียนให้ตรวจสอบ ยืนยันว่าไม่มีการเลือกปฏิบัติแน่นอน และที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติ และให้เกียรติสถานะทางสังคมกับสมเด็จช่วงเต็มที่ ไม่เคยจาบจ้วง
รวมถึงส่งเป็นหนังสือเชิญมาพบ และให้ทางวัดเลือกสถานที่ ที่เหมาะสมในการพูดคุย แต่กลับถูกขัดขวาง ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถสอบปากคำได้ ส่วนกระแสที่เรียกร้องให้ปลด จากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากจวบจ้วงสมเด็จช่วง พล.อ.ไพบูลย์ ระบุว่า ไม่มีความกังวลในเรื่องดังกล่าว ซึ่งถ้ากระทำผิด ก็พิจารณาลาออกเอง แต่ยืนยันว่าตนปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐาน
ส่วนกรณีที่กรมคุมประพฤติได้ชี้แจ้งว่าไม่ได้รับเรื่องการติดต่อขอบำเพ็ญประโยชน์ของ น.ส.แพรวา อดีตเยาวชนขับรถยนต์ชน รถตู้โดยสารพลิกคว่ำ จนมีผู้เสียชีวิตรวม 9 คน โดยหลังจากที่ศาลอาญาได้ตัดสินให้บำเพ็ญประโยชน์ปีละ 48 ชั่วโมง ระหว่างรอลงอาญา 4 ปี ทั้งนี้ตั้งแต่ศาลได้มีการตัดสิน ทาง น.ส.แพรวา ไม่มีการติดต่อมาที่กรมคุมประพฤติ เพื่อขอบำเพ็ญประโยชน์เลย
ส่วนที่ น.ส.แพรวา อ้างว่าไปบำเพ็ญประโยชน์ที่โรงพยาบาลแล้ว 90 ชั่วโมง แต่ตามหลักจะต้องมีการแจ้งให้กรมคุมประพฤติรับทราบ โดยทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่าให้เป็นหน้าที่ของกรมคุมประพฤติว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ที่มา… INN
ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com


