งัดไม้แข็ง! มาตรการเมาแล้วขับ ส่งไปบำเพ็ญประโยชน์ที่ ‘ห้องดับจิต’

งัดไม้แข็ง! มาตรการเมาแล้วขับ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ส่งไปบำเพ็ญประโยชน์ที่ ‘ห้องดับจิต’

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระสาธารณสุข (สธ.) พร้อมด้วย นพ.โสภณ เมฆธน ปลัด สธ. พ.ต.อ.เกรียงเดช จันทรวงศ์ รองผู้บังคับการกองแผนงานกิจการพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และนายนนท์จิตร เนตรพุกกณะ ผู้อำนวยการกองกิจการชุมชนและบริการสังคม กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ร่วมแถลงข่าวการเตรียมการรองรับเทศกาลสงกรานต์ 2559

นพ.โสภณ เปิดเผยว่า สธ.ได้มีการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ทางด้านสุขภาพ อาทิ เตรียมแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ทีมแพทย์เคลื่อนที่เร็วที่สามารถเข้าพื้นที่เกิดอุบุติเหตุได้ภายใน 10 นาที มีการสำรองเลือด เตียง ออกซิเจน ห้องผ่าตัด ห้องไอซียูไว้รองรับ รวมทั้งประสานกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ( สพฉ.) เรื่องการเข้าพื้นที่เกิดอุบัติเหตุและการส่งต่อผู้ป่วยทั้งทางน้ำและทางอากาศ

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้มีการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการจำหน่ายในสถานที่ห้ามจำหน่าย และการจำหน่ายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี รวมถึง กรมควบคุมโรคจะมีการลงพื้นที่เพื่อติดตามการปฏิบัติงานด้วย

ด้านนายนนท์จิตร กล่าวว่า การลงโทษผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ที่ใช้การบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะ แต่พบว่าผู้กระทำผิดยังไม่หลาบจำ เมื่อเร็วๆ นี้จึงได้มีการทำข้อตกลงร่วมกับ สธ.ให้ผู้ประพฤติผิด พ.ร.บ.จราจรฯ ต้องเข้าไปช่วยบุคลากรสาธารณสุขดูแลผู้ป่วยอุบัติเหตุ แต่จากการประเมินผลในช่วงเทศกาลปีใหม่ ยังพบสถิติผู้กระทำผิดเพิ่มขึ้น กรมคุมประพฤติจึงได้เสนอมาตรการบำเพ็ญประโยชน์อย่างเข้มข้นด้วยการให้เข้าไปช่วยเหลืองานในห้องดับจิตของโรงพยาบาล เพื่อให้เกิดความหลาบจำ โดยเรื่องนี้ได้เสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และจะเริ่มพิจารณาในกลุ่มที่กระทำความผิด พ.ร.บ.จราจรฯ ทันที

ทั้งนี้ หลังเทศกาลสงกรานต์จะสามารถบังคับใช้ได้ ต้องให้ศาลสั่งการ จากนั้นผู้กระทำผิดต้องไปรับทราบบทลงโทษและทำข้อตกลงร่วมกับกรมคุมประพฤติต่อไป  สำหรับการลงโทษเมาแล้วขับนั้น ไม่ใช่แค่ห้องดับจิต แต่ยังมีหลายจุด เช่น ห้องไอซียู ฯลฯ แต่อยู่ที่ศาลจะพิจารณา

ที่มา matichon

MThai News

โอละพ่อ แม่ฆ่าตัวตาย หวังเงินประกันช่วยลูกชายป่วย ลืมดูสัญญาหมดอายุ…

แม่ฆ่าตัวตาย หวังเงินประกันช่วยลูกชายป่วย ลืมดูสัญญาหมดอายุ…

87542147732E4F43AEB4E1212E884173

สำนักข่าว‘เซียงไฮ้อิสต์’ สื่อท้องถิ่นในประเทศจีน รายงานเรื่องราวสุดแสนสลดใจ กรณีที่หญิงชาวจีนวัย 36 ปี ในเมืองเซินเจิ้น ก่อเหตุฆ่าตัวตาย ด้วยการกระโดดระเบียงชั้น 9 จากห้องพักอพาร์ทเมนต์ หวังให้ลูกชายนำเงินประกันชีวิตที่เคยซื้อไว้นำไปรักษาตัวจากอาการป่วย พร้อมทั้งเขียนข้อความสั่งเสียไว้

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2005 ลูกชายได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคข้อรูมาติกชนิดรุนแรง (Bechterew’s disease) ทำให้กระดูกสันหลังพิการและสูญเสียความยึดหยุ่น ส่งผลถึงอาการปวดและไม่สามารถขยับคอไปจนถึงแผ่นหลังส่วนล่างได้ จนกระทั่งอาการรุนแรงขึ้นจนไม่สามารถขยับสะโพกและหันคอได้ จนต้องออกจากงาน

ครอบครัวต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อรักษาลูกชาย ส่งผลให้แม่ของเขา เกิดความเครียดอย่างหนักทั้งนี้เธอจำได้ว่า เคยซื้อประกันชีวิตไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา เธอจึงตัดสินใจกระโดดตึกฆ่าตัวตาย เพื่อให้ได้รับเงินประกันจำนวน 300,000 หยวน (ราว 1.6 ล้านบาท) หวังนำเงินประกันให้ลูกชายนำไปรักษาตัว แต่กลับไม่ได้ดูว่ากรมธรรม์ดังกล่าวเกิดหมดอายุไปตั้งแต่เดือนพ.ย.ปีที่แล้ว ทั้งยังระบุชัดเจนว่าจะไม่จ่ายเงินให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้แก่ลูกชายเป็นอย่างสุดขีด เนื่องจากต้องสูญเสียแม่ไปโดยที่ไม่ได้รับเงินประกันแม้แต่หยวนเดียว

Mothersuicide1

Mothersuicide3

ที่มา shanghaiist.com

ทหารบุกจับ ‘สองแถวเถื่อน’ ส่งส่วย สว.จร. เดือน 6หมื่น

ทหาร สนธิกำลังร่วมกับตำรวจบุกจับ ‘สองแถวเถื่อน’ ย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี นำรถผิดประเภทมาวิ่ง เผยให้ส่วยสารวัตรจราจร เดือนละ 6 หมื่นบาท

เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงาน พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ พ.ท.เขมชาติ บุญญาจันทร์ ผบ.ปตอ.พัน 6 นายวิริยะ ฉันทดิลก นายอำเภอบางใหญ่ พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร ผกก.สภ.บางใหญ่ นำกำลัง 50 นาย ไปที่หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กคิง เข้าจับกุมรถสองแถวเถื่อนสาย 1023 จำนวน 19 คัน พร้อมแจ้งข้อหา นำรถยนต์ผิดประเภทมาวิ่งรับส่งผู้โดยสาร

1323246

ขณะที่กำลังอีกชุดนำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 164/278 หมู่บ้านพิชดา ต.พิมลราช อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี มีนางดรุณี หรือป้าติ๋ม วิระกุล อายุ 52 ปี เป็นเจ้าของบ้าน พบเอกสารรายรับ-รายจ่าย พร้อมทั้งบัญชีส่วยส่งให้กับ สว.จร.ในท้องที่หนึ่ง เดือนละกว่า 60,000 บาท

ต่อมา นายวัฒนา พงษ์มาเกิด อายุ 64 ปี หรือกำนันรอง อดีตกำนันชื่อดังย่านบางกรวย ได้เดินทางมาพบกับเจ้าหน้าที่ทหาร และยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเจ้าของวินแห่งนี้ซึ่งมีหัวหน้าวินเจ้าของสัมปทาน 3 คน เป็นทั้งทหารและตำรวจ อ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง เบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆกับกำนันรอง แต่หากสอบสวนพบว่าผู้ใดเข้าข่ายผู้มีอิทธิพลก็จะเสนอผู้บังคับบัญชาดำเนินคดีต่อไป

ขอบคุณ เดลินิวส์

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News