ทหารบุก! ยึด ‘ขันแดง’ สนง.อดีต ส.ส.เพื่อไทย

ทหาร ร่วมกับตำรวจ จ.น่าน บุกยึด ‘ขันแดง’ ในสำนักงาน ของอดีต ส.ส.เพื่อไทย จ.น่าน  3 แห่ง

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย มณฑลทหารบกที่ 38 นำโดย พล.ต.ชัยณรงค์ แกล้วกล้า ผบ.มทบ.38 พร้อมด้วยกำลังทหาร สารวัตรทหาร และเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 30 นาย เข้าบุกค้นสำนักงานพรรคเพื่อไทยจ.น่าน เลขที่ 42/2 ถนนสุริยพงษ์ ชุมชนบ้านภูมินทร์ เขตเทศบาลเมืองน่าน

31-1-1024x609

จากการตรวจสอบพบว่า เป็นบ้านพักของครอบครัวนางสิรินทร รามสูตร และน.ส.พูนสุข โลหะโชติ อดีตส.ส.น่าน โดยตรวจค้นและยึดขันน้ำพลาสติกสีแดง พิมพ์ข้อความทางการเมืองและลายเซ็น นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บรรจุถุงพลาสติก 117 ถุง จำนวน 8,862 ใบ

โดยยึดและนำไปเก็บไว้ที่ค่ายสุริยพงษ์ อ.เมืองน่าน พร้อมแบ่งกำลังเข้าโอบล้อมและยึดขันน้ำที่สำนักงานนายชลน่าน ศรีแก้ว อดีตส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย อ.เวียงสา และสำนักงานนายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ อดีต ส.ส. อ.ปัว จ.น่าน แห่งละ 1,500 ใบ

เมื่อขอเข้าพบผู้นำ คสช.น่าน ที่ มทบ. 38 เพื่อสอบถามเรื่องดังกล่าว ได้รับคำตอบผ่านทหารธุรการว่า เป็นนโยบายจากผู้บังคับบัญชาไม่ต้องการให้ข้อมูลผ่านสื่อมวลชนและไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นข่าว อย่างไรก็ตาม เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพียงตรวจยึดสิ่งของเพื่อป้องปราม ไม่ได้จับกุมบุคคลหรือดำเนินคดีใคร

ที่มา… มติชน

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News

อั้มส่งทนายพบตร.ยันเอาเรื่องถึงที่สุดปมถูกขู่ฆ่า

“อั้ม พัชราภา” ส่งทนายให้ปากคำตำรวจเพิ่ม กรณีถูกขู่ฆ่า ผ่าน IG ยืนยัน เอาเรื่องถึงที่สุดให้เป็นคดีตัวอย่าง

น.ส.มนกันต์ มุสิก อายุ 44 ปี ทนายความของ น.ส.พัชราภา ไชยเชื้อ หรือ อั้ม พัชราภา นักแสดงชื่อดังทางช่อง 7 สี ได้เดินทางเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับ พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน เกี่ยวกับกรณีที่ดาราสาว ถูกขู่ฆ่าและแสดงความคิดเห็นดูหมิ่น เกลียดชัง โดย น.ส.มนกันต์ กล่าวว่า ได้นำหลักฐาน ซึ่งเป็นข้อความในไอจี มายื่นต่อพนักงานสอบสวน

32-4

เบื้องต้นทราบว่ามีบุคคลใช้อินสตาแกรม ทั้งสิ้น 5 ชื่อ ในการโพสต์ข้อความดังกล่าว แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่น่าจะเป็นบุคคลคนเดียวกันทั้งหมด ซึ่งภายหลังจากที่ได้แจ้งความไว้ตั้งแต่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวน ได้ส่งหนังสือไปยังกระทรวงไอซีที เพื่อขอตรวจสอบอินสตาแกรมทั้ง 5 บัญชีแล้ว ทั้งนี้ยังพบอีกว่าภายหลังจากที่แจ้งความ มีบางอินสตาแกรมได้ปิดตัวลงไปแล้ว

น.ส.มนกันต์ ยังกล่าวอีกว่า อั้ม พัชราภา เองได้กำชับตนเองให้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวให้เต็มที่ อยากให้จับตัวผู้ที่โพสต์ข้อความมาดำเนินคดีให้ได้ เพื่อที่จะได้ให้เป็นคดีตัวอย่าง สำหรับคนที่ชอบโพสต์ต่อว่าคนอื่นด้วยถ้อยคำที่หยาบคายดูถูกและเกลียดชัง โดยส่วนตัวดาราสาวมีกำลังใจดีมาก แม้ว่าจะมีคนขู่ปองร้ายในอินสตาแกรมก็ตาม

ที่มา inn

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com
MThai News

น้ำตาพ่อแม่!ทวงถามลูกถูกรถเมล์ทับขาขาด เมื่อไรคู่กรณีโผล่ขอโทษ?

ภายหลังที่ MThai News ได้นำเสนอสกู๊ปข่าว “สุดสะเทือนใจ!เด็กเรียนดี-กตัญญูต่อพ่อแม่พิการ กลับถูกรถเมล์ชนขาขาด” ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ด.ญ.ชุติการณ์ มีภัย หรือ น้องแหวน อายุ 9 ปี นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่ 3 โรงเรียนชลประทานสงเคราะห์ฯ นั่งซ้อนจักรยานยนต์สามล้อของคุณกมลวรรณ เจริญศิริ อายุ 49 ปี (มารดา) แล้วถูกรถประจำทางสาย 33 พุ่งชนท้ายจนร่างกระเด็นตกเข้าไปใต้ท้องรถประจำทางและถูกล้อรถทับขาขวากระดูกแตกละเอียด และแพทย์ได้ทำการผ่าตัดขาออกไปเพื่อยื้ดชีวิตนั้น

โดย MThai News ได้ลงพื้นที่เดินทางไปที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อเยี่ยมเยียนอาการของน้องแหวน แต่น้องยังรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูและอยู่ระหว่างพักผ่อน จึงได้มีโอกาสพูดคุยสอบถามถึงความคืบหน้าจาก คุณคำมูล มีภัย อายุ 41 ปี (บิดาน้องแหวน) ได้เปิดใจทั้งน้ำตาว่า รู้สึกขอบคุณกับผู้ใจบุญทุกคนที่ได้ช่วยบริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือเข้ามา

ส่วนอาการน้องแหวน เพิ่งรู้สึกตัวได้ 1 สัปดาห์ ยังพูดอะไรได้ไม่มาก แต่คำแรกที่ฟังแล้ว ถึงกับน้ำตาไหลเมื่อลูกสาวฟื้นตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ขาขวาของตนเองสูญหายไปเสียแล้ว

“คำแรกที่เขาตื่น ผมจำได้เสมอ เขาพูดว่า พ่อหนูไม่มีขาแล้ว ขาหนูหายไปข้างหนึ่งแล้ว แล้วต่อจากนี้ใครจะช่วยพ่อแม่ทำงาน ช่วยทำมาหากิน ผมร้องไห้เลย กอดเขาแน่นไม่รู้จะพูดปลอบเขายังไง แต่เขาเข้มแข็งมาก เขาไม่ตกใจ ไม่ร้อง ที่เห็นขาไม่มี เขากลับเป็นฝ่ายปลอบใจเราเสียอีกว่า …พ่อจ๋า พ่ออย่าร้อง หนูไม่ยอมแพ้หรอก ยังไงก็ยังมีขาเทียมเป็นทางเลือก หนูเชื่อว่าหนูกลับมาเดินได้ ช่วยงานพ่อแม่ได้เหมือนเดิม”

45-8-0

ส่วนเรื่องอาการอื่นๆของน้องแหวนนั้น ยังประมาณการไม่ได้ เพราะน้องเพิ่งฟื้นตัวหลังหลับเป็นเจ้าหญิงนิทราเกือบเดือน แต่พอสื่อสารกับพ่อแม่ได้บ้าง ยังมีอาการเหม่อลอยและร่างกายอ่อนแรง ส่วนอาการบาดเจ็บแผลที่ถูกผ่่าตัดขานั้น เมื่อยาหมดฤิทธิ์ยาแก้ปวด ก็จะร้องเจ็บปวดแผลอยู่เป็นระยะ แต่เรื่องแผลติดเชื้อนั้น แพทย์ชี้่ว่าขณะนี้ยังไม่พบการติดเชื้อเพิ่มเติม

ซึ่งในส่วนของครอบครัวนั้น คูณพ่อคำมูล ย้ำว่า ครอบครัวทำใจแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูก ทุกวันนี้ทำได้เพียงคอยให้กำลังใจลูกและปลอบลูกว่าสักวันลูกจะกลับมาเดินได้ภายใต้เครื่องมืออำนวยความสะดวก แต่เชือว่าลูกจะผ่านมันไปได้ แม้คนบ้านนี้จะมีสมาชิกที่พิการเพิ่มเข้ามาอีกคนก็ตาม

“สงสารเขานะ ที่เขาต้องมาพิการเหมือนผมกับเมีย บ้านเรากลายเป็นคนพิการยกบ้าน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ลูกเป็นคนร่างกายปกติ มี่ชีวิตที่แข็งแรง และเป็นเด็กเรียนดี กตัญญูช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน หางานเสริมหารายได้มาจุนเจือตลอด แม้จะอายุแค่ไม่กี่ขวบก็ตาม แต่ตอนนี้ฝันของเขาดับหมดแล้ว กลายเป็นคนกลัวว่าพ่อแม่จะทิ้งเขา เพราะเขาพิการแล้ว เราสัญญาทั้งน้ำตา ไม่ว่าอย่างไร จะไม่ทอดทิ้งกันและจะผ่านมันด้วยกันให้ได้”

46-3

ในส่วนเรื่องของการช่วยเหลืออื่นๆ คุณพ่อคำมูลรู้สึกว่ายังได้รับการประสานงานจากหน่วยงานต่างๆได้ไม่เต็มที่ แม้เรื่องนี้จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีเป็นผู้มารับเรื่องด้วยตนเอง ทุกวันนี้รอดได้เพราะยอดบริจาคจากสังคมและความช่วยเหลือจากบางหน่วยงาน และหลังจากนั้นความเงียบงัน-ไม่คืบหน้าก็เข้ามาแทนที่ในที่สุด

โดยเฉพาะเรื่องของคดีความ ที่ทุกวันนี้ได้รับคำยันจากตำรวจเจ้าของคดีว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ ผ่านไปเกือบเดือนทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่า คนที่ประมาททำร้ายร่างกายจนลูกสาวพิการนอนโคม่าที่โรงพยายาบาลแรมเดือน หน้าตาเขาเป็นอย่างไร และเขาเคยคิดไหมที่จะเข้ามาขอโทษครอบครัวและตัวน้องแหวน

“ลูกนอนสาหัสตัดขาจะเป็นเดือน ผมไม่เคยเห็นหน้าคนขับรถเมล์ที่ก่อเหตุวันนั้นเลย ไม่เคยแม้แต่จะโทรมาถามไถ่หรือมาหาเยี่ยมเยียน แสดงความรับผิดชอบใดๆ และที่สำคัญ ถ้าจะไม่รับผิดชอบใดๆ แค่คำว่า “ขอโทษ” คุณพูดหรือกระทำมันออกมาต่อหน้าลูกสาวผมได้ไหม จิตใจคุณทำด้วยอะไร รู้ไหมคุณทำร้ายร่างกาย จิตใจ และทำลายอนาคตของเด็กคนนึงไปหมดแล้ว”

46-1

MThai News จึงลงพื้นที่ไปห้องพักของคุณกมลวรรณ เจริญศิริ (คุณแม่น้องแหวน) ที่บ้านเอื้ออาทรบริเวณห้าแยกปากเกร็ด เพื่อพูดคุยสอบถามความคืบหน้าเรื่องของน้องแหวน ซึ่งคุณแม่กมลวรรณ ได้ยืนยันข้อมูลเดียวกับคุณพ่อคำมูล ในเรื่องของคดีความที่ยังล่าช้า แม่ตำรวจเจ้าของคดีจะชี้แจงว่าต้องรอผลรับรองการรักษาตัวน้องแหวนจากแพทย์ไปประกอบคดี แต่ด้วยครอบครัวเป็นคนพิการร่ำเรียนมาน้อย ก็ยังไม่เข้าใจในศัพท์เรื่องของกฎหมาย
และแม้ตำรวจจะยืนยันเพียงใดว่า

ได้แจ้งข้อหากับคนขับรถเมล์ไว้เบื้องต้นแล้ว และคู่กรณียืนยันจะรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ผ่านมานับเดือน ก็ยังไม่เคยทราบชื่อนามสกุล หรือ เห็นหน้า หรือ แม้แต่ติดต่อเข้ามาพูดคุยกับครอบครัวแต่อย่างใด จึงวอนขอความเห็นใจจากคู่กรณีให้ติดต่อเข้ามาพูดคุย หรือ แสดงตัวว่าใครอย่างไร และหากเป็นไปได้ อยากให้มีการเดินทางไปขอโทษลูกสาวที่ยังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยายาล

“ไม่เคยเลย เขาไม่เคยติดต่อหรือมาหาเลย มีแต่ตำรวจคอยบอกว่า เขาจะมาจะโทรบ้าง ก็ไม่เห็นเลย ยังดีที่หัวหน้างานเขา ล่าสุดเข้ามาเยี่ยนป้าที่บ้านนี้ มามอบเงินช่วยเหลือบ้าง แต่คนขับยังเงียบตามเดิม ทำได้ไหม แค่คุณแสดงความความรับผิดชอบ และ ขอโทษลูกสาว เขาต้องพิการหมดอนาคตก็เพราะคุณ คุณยังนิ่งดูดายอยู่อีกหรือ คิดอะไรไม่ได้ ก็มาขอโทษเด็กตาดำๆที่ไม่รู้เรื่องอะไร กับความประมาทที่คุณได้ทำลงไป แค่นั้น ก็ยังดี”

46-2

ทั้งนี้  ร้อยตำรวจเอก ภาณุวัฒน์ หะรังสี ตำรวจเจ้าของคดีน้องแหวน  ได้ชี้แจงกับ MThai News ถึงคดีดังกล่าว ยืนยัน ไม่เคยนิ่งนอนใจ ได้ดำเนินการทำตามขั้นตอนมาตลอด ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้แจ้งข้อหาขับรถประมาทกับคนขับผู้ก่อเหตุแล้ว ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และ ปรับไม่เกิน 6 พันบาท และขณะนี้ยังรอผลการรับรองการรักษาจากแพทย์เท่านั้น ก็จะส่งพนักงานอัยการฟ้องศาลได้ทันที

ส่วนเรื่องคนขับคู่กรณียังเพิกเฉยไม่ติดต่อครอบครัวผู้เสียหายนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานมาตลอด แต่เจ้าตัวได้รับปากว่าได้เดินทางไปแล้ว ซึ่งขัดกับคำยืนยันผู้เสียหาย ดังนั้นจะเร่งประสานเรื่องดังกล่าวและอาจมีการเรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาสอบถามถึงความเพิกเฉยดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม อย่างไร  MThai News ขอเป็นกำลังใจกับครอบครัวคุณกมลวรรณ เจริญศิริ หากผู้ใจบุญใดต้องการให้ความช่วยเหลือ  สามารถบริจาคเงินผ่านบัญชีชื่อน.ส.กมลวรรณ เจริญศิริ หมายเลขบัญชี 1230165509 หรือบัญชี ธ.กรุงเทพ ออมทรัพย์ สาขาโลตัสปากเกร็ด เลขบัญชี 870-0-15387-0 หรือติดต่อได้โดยตรงที่เบอร์โทร 081-556-0918

ชัยพัฒน์ แกล้วทนงค์ รายงาน / ภาพ 

แจ้งเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ช่วยเหลือสังคม ได้ที่ news.mthai.com@gmail.com

ติดตามสกู๊ปข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News