ภายหลังที่ MThai News ได้นำเสนอสกู๊ปข่าว “สุดสะเทือนใจ!เด็กเรียนดี-กตัญญูต่อพ่อแม่พิการ กลับถูกรถเมล์ชนขาขาด” ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ด.ญ.ชุติการณ์ มีภัย หรือ น้องแหวน อายุ 9 ปี นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่ 3 โรงเรียนชลประทานสงเคราะห์ฯ นั่งซ้อนจักรยานยนต์สามล้อของคุณกมลวรรณ เจริญศิริ อายุ 49 ปี (มารดา) แล้วถูกรถประจำทางสาย 33 พุ่งชนท้ายจนร่างกระเด็นตกเข้าไปใต้ท้องรถประจำทางและถูกล้อรถทับขาขวากระดูกแตกละเอียด และแพทย์ได้ทำการผ่าตัดขาออกไปเพื่อยื้ดชีวิตนั้น
โดย MThai News ได้ลงพื้นที่เดินทางไปที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อเยี่ยมเยียนอาการของน้องแหวน แต่น้องยังรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียูและอยู่ระหว่างพักผ่อน จึงได้มีโอกาสพูดคุยสอบถามถึงความคืบหน้าจาก คุณคำมูล มีภัย อายุ 41 ปี (บิดาน้องแหวน) ได้เปิดใจทั้งน้ำตาว่า รู้สึกขอบคุณกับผู้ใจบุญทุกคนที่ได้ช่วยบริจาคเงินสมทบทุนช่วยเหลือเข้ามา
ส่วนอาการน้องแหวน เพิ่งรู้สึกตัวได้ 1 สัปดาห์ ยังพูดอะไรได้ไม่มาก แต่คำแรกที่ฟังแล้ว ถึงกับน้ำตาไหลเมื่อลูกสาวฟื้นตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ขาขวาของตนเองสูญหายไปเสียแล้ว
“คำแรกที่เขาตื่น ผมจำได้เสมอ เขาพูดว่า พ่อหนูไม่มีขาแล้ว ขาหนูหายไปข้างหนึ่งแล้ว แล้วต่อจากนี้ใครจะช่วยพ่อแม่ทำงาน ช่วยทำมาหากิน ผมร้องไห้เลย กอดเขาแน่นไม่รู้จะพูดปลอบเขายังไง แต่เขาเข้มแข็งมาก เขาไม่ตกใจ ไม่ร้อง ที่เห็นขาไม่มี เขากลับเป็นฝ่ายปลอบใจเราเสียอีกว่า …พ่อจ๋า พ่ออย่าร้อง หนูไม่ยอมแพ้หรอก ยังไงก็ยังมีขาเทียมเป็นทางเลือก หนูเชื่อว่าหนูกลับมาเดินได้ ช่วยงานพ่อแม่ได้เหมือนเดิม”

ส่วนเรื่องอาการอื่นๆของน้องแหวนนั้น ยังประมาณการไม่ได้ เพราะน้องเพิ่งฟื้นตัวหลังหลับเป็นเจ้าหญิงนิทราเกือบเดือน แต่พอสื่อสารกับพ่อแม่ได้บ้าง ยังมีอาการเหม่อลอยและร่างกายอ่อนแรง ส่วนอาการบาดเจ็บแผลที่ถูกผ่่าตัดขานั้น เมื่อยาหมดฤิทธิ์ยาแก้ปวด ก็จะร้องเจ็บปวดแผลอยู่เป็นระยะ แต่เรื่องแผลติดเชื้อนั้น แพทย์ชี้่ว่าขณะนี้ยังไม่พบการติดเชื้อเพิ่มเติม
ซึ่งในส่วนของครอบครัวนั้น คูณพ่อคำมูล ย้ำว่า ครอบครัวทำใจแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูก ทุกวันนี้ทำได้เพียงคอยให้กำลังใจลูกและปลอบลูกว่าสักวันลูกจะกลับมาเดินได้ภายใต้เครื่องมืออำนวยความสะดวก แต่เชือว่าลูกจะผ่านมันไปได้ แม้คนบ้านนี้จะมีสมาชิกที่พิการเพิ่มเข้ามาอีกคนก็ตาม
“สงสารเขานะ ที่เขาต้องมาพิการเหมือนผมกับเมีย บ้านเรากลายเป็นคนพิการยกบ้าน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ลูกเป็นคนร่างกายปกติ มี่ชีวิตที่แข็งแรง และเป็นเด็กเรียนดี กตัญญูช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน หางานเสริมหารายได้มาจุนเจือตลอด แม้จะอายุแค่ไม่กี่ขวบก็ตาม แต่ตอนนี้ฝันของเขาดับหมดแล้ว กลายเป็นคนกลัวว่าพ่อแม่จะทิ้งเขา เพราะเขาพิการแล้ว เราสัญญาทั้งน้ำตา ไม่ว่าอย่างไร จะไม่ทอดทิ้งกันและจะผ่านมันด้วยกันให้ได้”

ในส่วนเรื่องของการช่วยเหลืออื่นๆ คุณพ่อคำมูลรู้สึกว่ายังได้รับการประสานงานจากหน่วยงานต่างๆได้ไม่เต็มที่ แม้เรื่องนี้จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีเป็นผู้มารับเรื่องด้วยตนเอง ทุกวันนี้รอดได้เพราะยอดบริจาคจากสังคมและความช่วยเหลือจากบางหน่วยงาน และหลังจากนั้นความเงียบงัน-ไม่คืบหน้าก็เข้ามาแทนที่ในที่สุด
โดยเฉพาะเรื่องของคดีความ ที่ทุกวันนี้ได้รับคำยันจากตำรวจเจ้าของคดีว่าอยู่ระหว่างดำเนินการ ผ่านไปเกือบเดือนทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่า คนที่ประมาททำร้ายร่างกายจนลูกสาวพิการนอนโคม่าที่โรงพยายาบาลแรมเดือน หน้าตาเขาเป็นอย่างไร และเขาเคยคิดไหมที่จะเข้ามาขอโทษครอบครัวและตัวน้องแหวน
“ลูกนอนสาหัสตัดขาจะเป็นเดือน ผมไม่เคยเห็นหน้าคนขับรถเมล์ที่ก่อเหตุวันนั้นเลย ไม่เคยแม้แต่จะโทรมาถามไถ่หรือมาหาเยี่ยมเยียน แสดงความรับผิดชอบใดๆ และที่สำคัญ ถ้าจะไม่รับผิดชอบใดๆ แค่คำว่า “ขอโทษ” คุณพูดหรือกระทำมันออกมาต่อหน้าลูกสาวผมได้ไหม จิตใจคุณทำด้วยอะไร รู้ไหมคุณทำร้ายร่างกาย จิตใจ และทำลายอนาคตของเด็กคนนึงไปหมดแล้ว”

MThai News จึงลงพื้นที่ไปห้องพักของคุณกมลวรรณ เจริญศิริ (คุณแม่น้องแหวน) ที่บ้านเอื้ออาทรบริเวณห้าแยกปากเกร็ด เพื่อพูดคุยสอบถามความคืบหน้าเรื่องของน้องแหวน ซึ่งคุณแม่กมลวรรณ ได้ยืนยันข้อมูลเดียวกับคุณพ่อคำมูล ในเรื่องของคดีความที่ยังล่าช้า แม่ตำรวจเจ้าของคดีจะชี้แจงว่าต้องรอผลรับรองการรักษาตัวน้องแหวนจากแพทย์ไปประกอบคดี แต่ด้วยครอบครัวเป็นคนพิการร่ำเรียนมาน้อย ก็ยังไม่เข้าใจในศัพท์เรื่องของกฎหมาย
และแม้ตำรวจจะยืนยันเพียงใดว่า
ได้แจ้งข้อหากับคนขับรถเมล์ไว้เบื้องต้นแล้ว และคู่กรณียืนยันจะรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ผ่านมานับเดือน ก็ยังไม่เคยทราบชื่อนามสกุล หรือ เห็นหน้า หรือ แม้แต่ติดต่อเข้ามาพูดคุยกับครอบครัวแต่อย่างใด จึงวอนขอความเห็นใจจากคู่กรณีให้ติดต่อเข้ามาพูดคุย หรือ แสดงตัวว่าใครอย่างไร และหากเป็นไปได้ อยากให้มีการเดินทางไปขอโทษลูกสาวที่ยังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยายาล
“ไม่เคยเลย เขาไม่เคยติดต่อหรือมาหาเลย มีแต่ตำรวจคอยบอกว่า เขาจะมาจะโทรบ้าง ก็ไม่เห็นเลย ยังดีที่หัวหน้างานเขา ล่าสุดเข้ามาเยี่ยนป้าที่บ้านนี้ มามอบเงินช่วยเหลือบ้าง แต่คนขับยังเงียบตามเดิม ทำได้ไหม แค่คุณแสดงความความรับผิดชอบ และ ขอโทษลูกสาว เขาต้องพิการหมดอนาคตก็เพราะคุณ คุณยังนิ่งดูดายอยู่อีกหรือ คิดอะไรไม่ได้ ก็มาขอโทษเด็กตาดำๆที่ไม่รู้เรื่องอะไร กับความประมาทที่คุณได้ทำลงไป แค่นั้น ก็ยังดี”

ทั้งนี้ ร้อยตำรวจเอก ภาณุวัฒน์ หะรังสี ตำรวจเจ้าของคดีน้องแหวน ได้ชี้แจงกับ MThai News ถึงคดีดังกล่าว ยืนยัน ไม่เคยนิ่งนอนใจ ได้ดำเนินการทำตามขั้นตอนมาตลอด ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้แจ้งข้อหาขับรถประมาทกับคนขับผู้ก่อเหตุแล้ว ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และ ปรับไม่เกิน 6 พันบาท และขณะนี้ยังรอผลการรับรองการรักษาจากแพทย์เท่านั้น ก็จะส่งพนักงานอัยการฟ้องศาลได้ทันที
ส่วนเรื่องคนขับคู่กรณียังเพิกเฉยไม่ติดต่อครอบครัวผู้เสียหายนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ประสานมาตลอด แต่เจ้าตัวได้รับปากว่าได้เดินทางไปแล้ว ซึ่งขัดกับคำยืนยันผู้เสียหาย ดังนั้นจะเร่งประสานเรื่องดังกล่าวและอาจมีการเรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาสอบถามถึงความเพิกเฉยดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม อย่างไร MThai News ขอเป็นกำลังใจกับครอบครัวคุณกมลวรรณ เจริญศิริ หากผู้ใจบุญใดต้องการให้ความช่วยเหลือ สามารถบริจาคเงินผ่านบัญชีชื่อน.ส.กมลวรรณ เจริญศิริ หมายเลขบัญชี 1230165509 หรือบัญชี ธ.กรุงเทพ ออมทรัพย์ สาขาโลตัสปากเกร็ด เลขบัญชี 870-0-15387-0 หรือติดต่อได้โดยตรงที่เบอร์โทร 081-556-0918
ชัยพัฒน์ แกล้วทนงค์ รายงาน / ภาพ
แจ้งเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ช่วยเหลือสังคม ได้ที่ news.mthai.com@gmail.com
ติดตามสกู๊ปข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com
MThai News