กกต.เคาะวันTVแพร่ประชามติ เชิญรัฐ-นักการเมืองเสวนารธน.

กกต. เคาะแล้ว กำหนดวันจัดรายการ “ประชามติ” ออกอากาศผ่านทีวีพูล 25 ช่อง – ให้ฟรีทีวีจัดเสวนา เชิญรัฐ-นักเมืองฟังชี้แจง “ร่างรธน.” 

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยผลการประชุมขอเวลาจัดสรรออกอากาศ การออกเสียงประชามติ ว่า ที่ประชุมได้กำหนดตารางการจัดรายการออกอากาศ 13 ครั้ง ในช่วงเวลา 18.20 – 18.50 น. ซึ่งจะเริ่มออกอากาศ วันจันทร์ที่ 27 มิ.ย. – 6 ส.ค. นี้ โดยเป็นการออกอากาศทุกวันจันทร์ และวันพุธ

62-1

ทั้งนี้ เป็นการออกอากาศลักษณะทีวีพูล ใน 25 ช่อง ที่เป็นช่องฟรีทีวีและช่องดิจิตอลทีวี และจะมีการพ่วงสัญญาณไปยังสถานีวิทยุของรัฐกว่า 616 สถานีทั่วประเทศ โดยสองครั้งแรกเป็นการออกอากาศชี้แจงของ กกต. อีกสามครั้งเป็นการชี้แจงของ กรธ. และอีกสองครั้งเป็นการชี้แจงของ สนช. ส่วนอีก 6 ครั้งสุดท้ายเปิดโอกาสให้ช่องฟรีทีวี จัดเวทีเสวนาวิชาการ และให้จัดหาพิธีกร วิทยากร รวมทั้งกำหนดหัวข้อเอง ซึ่งในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ จะได้ข้อสรุปถึงข้อกำหนดในการจัดเวทีของช่องฟรีทีวีดังกล่าว พร้อมกันนี้ขอให้การจัดเวทีของช่องฟรีทีวี อยู่บนพื้นฐาน 3 หลัก คือ ไม่เท็จ ไม่หยาบคาย ไม่ปลุกระดม ทั้งนี้ ไม่กังวลใจว่าจะมีสถานีใดกระทำผิดหลักการ

อย่างไรก็ตาม ในการออกอากาศทั้ง 13 ครั้ง กกต. จะไม่มีการตรวจสอบและเซนเซอร์เทปก่อนออกอากาศ และยินดีให้เคเบิ้ลทีวี สามารถเกี่ยวโยงสัญญาณออกอากาศได้

กกต.เชิญกรธ.-ครม.พรรคการเมืองฟังชี้แจงประชามติ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เปิดเผยถึงรายละเอียดการจัดเป็นเวทีเสวนาของช่องฟรีทีวี ว่า ช่องฟรีทีวีสามารถเชิญพิธีกรรวมถึงวิทยากรรับเชิญได้เอง ซึ่งจะต้องเป็นผู้เห็นด้วย 1 คนและผู้ไม่เห็นด้วย 1 คน มาพูดคุยบนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผล ไม่หยาบคายและปลุกระดม ซึ่ง กกต. ได้แนะว่าการเสวนาแต่ละครั้งจะต้องมีประเด็นสิทธิเสรีภาพ 1 ครั้ง รัฐสภา 1 ครั้ง องค์กรอิสระ 1 ครั้ง และศาลรัฐธรรมนูญ 1 ครั้ง
และ กกต.จะเป็นผู้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่าแต่ละเรื่องออกอากาศวันใดบ้าง ส่วนการรีรันซ้ำ กกต.ไม่มีข้อห้าม สามารถรีรันซ้ำกี่ครั้งก็ได้ขึ้นอยู่กับทางสถานี

นอกจากนี้ ยังกล่าวว่าในวันที่ 19 พ.ค. นี้ กกต. จะเป็นเจ้าภาพเชิญกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรี และตัวแทนพรรคการเมืองจำนวน 77 พรรค เข้าร่วมรับฟังชี้แจงเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการประชามติ

สนับสนุนเนื้อหา Inn

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News

สลด! เด็ก ป.4 หัวใจวายเสียชีวิตขณะยืนเข้าแถว คาดเหตุอากาศร้อน

สลดรับเปิดเทอม! เด็ก ป.4 หัวใจวายเสียชีวิต ขณะยืนเข้าแถว แพทย์ระบุสาเหตุ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน 

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2559 ที่ผ่านมา ร.ต.อ.วัชรพล อ่อนเป็ง รองสว.(สอบสวน) สภ.เมืองสมุทรปราการ ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ รพ.สมุทรปราการ มีเด็กนักเรียนชั้น ป.4 ของโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ใน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เข้ามารักษาด้วยอาการหน้ามืด และเป็นลมซึ่งเสียชีวิตขณะนำส่ง รพ. ภายหลังทราบชื่อ ด.ญ.กิตติยาภรณ์ จันทร์แจ้ง หรือ น้องโฟกัส อายุ 10 ขวบ นอนเสียชีวิตอยู่บนเตียงคนไข้สภาพสวมชุดนักเรียน และจากการตรวจสอบตามร่างกายไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายแต่อย่างใด

cats

จากการสอบถามอาจารย์ที่นำน้องโฟกัสมาส่งโรงพยาบาล ได้เล่าว่า เมื่อช่วงเช้าน้องโฟกัสและเพื่อนนักเรียนทั้งหมดกำลังยืนเข้าแถวเคารพธงชาติอยู่หน้าเสาธง จากนั้นน้องโฟกัสได้เข้ามากอดด้านหลังอาจารย์คนดังกล่าวพร้อมทั้งพูดว่า ช่วยหนูด้วยหนูไม่ไหวแล้วหนูจะเป็นลม อาจารย์จึงคิดว่าที่น้องโฟกัสมีอาการดังกล่าวน่าจะเกิดจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว จึงได้พาน้องโฟกัสมาที่ห้องพักครูแต่อาการก็ยังไม่ดีขึ้น และได้อาเจียนออกมา หน้าซีดลง ชีพจรเต้นผิดปกติ จึงได้ตัดสินใจนำส่งโรงพยาบาล หลังแพทย์รับตัวน้องโฟกัส เข้าห้องฉุกเฉินและได้ทำการปั้มหัวใจและยื้อชีวิตแต่น้องโฟกัส กลับไม่มีอาการตอบสนอง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยแพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่า กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน

ด้านแม่ของน้องโฟกัส กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าของวันนี้บุตรสาวตื่นขึ้นมาเพื่อเตรียมตัวไปเรียนตามปกติ แต่ได้พูดว่าปวดหัว ตนไม่ได้เอะใจคิดว่าลูกคงปวดหัวเพราะอากาศร้อนเป็นธรรมดา จึงให้ลูกรับประทานข้าวเหนียวหมูปิ้งก่อนที่จะให้รับประทานยาพาราเซตามอน และส่งลูกสาวขึ้นรถตู้ไปโรงเรียน จนกระทั่งเวลาประมาณ 8.30 น.ในระหว่างที่ตนทำงานอยู่ ทางโรงเรียนได้โทรศัพท์มาแจ้งกับตนว่า ลูกสาวเกิดอาการอาเจียนหน้าซีดตัวเย็นและชีพจรเต้นผิดปกติ ทางโรงเรียนพาไปส่งโรงพยาบาลสมุทรปราการ ตนจึงรีบเดินทางไปที่โรงพยาบาลแต่สุดท้ายพบลูกสาวเสียชีวิตแล้ว

ขอบคุณาพ/ข้อมูล  เดลินิวส์

MThai News

เพจทนายชี้ สามารถวิจารณ์ การทำงานเจ้าหน้าที่รัฐได้

แฟนเพจ ทนายคู่ใจชี้ สามารถวิจารณ์ การทำงานเจ้าหน้าที่รัฐได้ หลังหลายฝ่ายออกมาแสดงความเห็น คดีกลุ่มวัยรุ่น 7 คน รุมทำร้ายชายพิการเสียชีวิต

ยังคงเป็นประเด็นที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจและตกเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง สำหรับคดีกลุ่มวัยรุ่น 7 คน รุมทำร้ายชายพิการเสียชีวิตบริเวณ ซ.โชยชัย 4 ประเด็นที่ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความเห็นกันอย่างดุเดือดล่าสุด เห็นจะเป็นกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับผู้ต้องหา

13221764_1087219994652347_4609460656512541631_n
ล่าสุดวันนี้ (18 พ.ค.) แฟนเพจ ทนายคู่ใจ ได้ออกมาโพสต์ข้อความด้านกฎหมาย เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว หลังมีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยข้อความระบุว่า …

จากประเด็นร้อนที่ทางตำรวจจะแจ้งจับคนโพสส์ ด่าตำรวจ “พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. กล่าวถึงกรณีมีผู้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรณีไม่แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนกับวัยรุ่น 7 คน ที่ก่อเหตุรุมทำร้ายร่างกายพ่อค้าขายขนมปังขาพิการจนถึงแก่ความตาย ซึ่งตนอาจจะต้องพิจารณาบุคคลที่โพสต์แสดงความคิดเห็นคดีดังกล่าว โดยบางคนโพสต์แสดงความคิดเห็นโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด จึงอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเข้าข่ายความผิดหมิ่นเจ้าพนักงานหรือไม่”

เป็นเสมือนการปิดปากข่มขู่ประชาชน ที่มีสิทธิจะรับรู้กระบวนการยุติธรรมของหน่วยงานรัฐที่กินเงินเดือนภาษีประชาชนว่า คดีที่สังคมสนใจนั้น จะได้รับความเป็นธรรมแค่ไหนเพียงใด อีกทั้งผู้ต้องหายังเป็นลูกของตำรวจด้วยกันเอง ยิ่งเป็นสิ่งที่สังคมประณามกันหนักขึ้นไปอีก

คำถามที่น่าสนใจว่าสิทธิการวิพากษ์การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐของประชาชนหายไปตั้งแต่เมื่อไร แม้รัฐธรรมนูญจะถูกฉีกไปก็ตามแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในแง่การแสดงความคิดเห็น จะเป็นเรื่องต้องห้ามทั้งหมด

เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 4 ที่ใช้กันอยู่ก็ยังรับรองสิทธิต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครอง ประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่าง ประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครอง

ซึ่งแน่นอนแม้จะอยู่ในสภาวะสถานการณ์พิเศษ แต่สิทธิทางกฎหมายเราก็ยังอยู่ครบตราบเท่าที่ไม่ได้ไปยุ่งการเมือง ซึ่งคำถามคือการวิพากษ์การทำงานของตำรวจมันไปยุ่งการเมืองตรงไหน เมื่อคนเขาถามหาความยุติธรรมให้คนตายเท่านั้นเอง แน่นอนอาจจะมีคนไม่พอใจบ้างตามประสาชาวบ้าน เขาก็ต้องแสดงออกในมุมของเขาที่เขาสามารถคิด พิมพ์ เขียน พูด หรือแม้แต่การโพสต์ลงโซเซียลเพื่อแสดงออกให้เห็นว่าเรื่องนี้ ตัวเขารับไม่ได้นะกับสิ่งที่ตำรวจทำ เขาอาจจะแสดงความคิดในมุมของนักกฎหมายหรือนักวิชาการไม่ได้แต่ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีสิทธิ์พูดถึงเรื่องนี้เลย

วันนี้ผมค่อนข้างผิดหวังที่ทางตำรวจออกมาแถลงข่าวว่า จะดำเนินคดีกับผู้ที่โพสต์วิพากษ์ตำรวจด้วยข้อหา “หมิ่นประมาท” ซึ่งแน่นอนผมบอกเลยว่า สุดท้ายคงพ่วง พรบ.คอมพิวเตอร์ที่มีโทษจำคุก 5 ปีมาด้วยแน่ ๆ แต่ในกฎหมายหมิ่นประมาทบ้านเราในเรื่องที่เป็นการวิพากษ์การทำงานสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐ มีกรณีที่ศาลฎีกายกฟ้องคนวิพากษ์มาแล้ว เป็นกรณีเดียวกันในลักษณะที่ทางตำรวจจ้องจะจับนี่เลยครับ

ศาลให้เหตุว่าเป็นการวิพากย์ไปตามข้อเท็จจริงที่เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนมาโดยสุจริตทั้งสิ้น เห็นไหมครับการวิพากย์การสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้นะครับ

อ้างอิงฎีกาที่ 3546/2558

เมื่อจำเลยทั้งสองในฐานะสื่อมวลชน มีหน้าที่เสนอข่าวสารที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองให้ประชาชนทราบ โดยเสนอข้อมูลไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามที่เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องสืบสวนและสอบสวนได้ความ หาใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองสร้างขึ้นมาเองไม่ แม้ข้อความบางส่วนอาจทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจว่า โจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดด้วยอันเป็นการใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย

โดยที่โจทก์ยังมิได้ถูกเรียกไปแจ้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดี แต่การดำเนินคดีก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้ภายในกำหนดอายุความ ทั้งการนำเสนอข่าวสารเชิงวิเคราะห์ของจำเลยทั้งสอง ก็เป็นการติชมวิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความคิดเห็นไปตามข้อเท็จจริงที่ได้ความมาจากการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องโดยสุจริตและติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท พิพากษายกฟ้อง

MThai News

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ จาก แฟนเพจ ทนายคู่ใจ, Nation