ไทยร้อนจัด ส่อเพิ่มเวลาพักนานขึ้น 2 ชั่วโมง ในอนาคต

ไทยเล็งเพิ่มเวลาพักนานขึ้น 2 ชั่วโมงในอนาคต หวังเลี่ยงภาวะร้อนจัด แนะลดการใช้พลังก่อเกิดสภาวะเรือนกระจกใช้เพื่อจะได้ใช้ชีวิตช่วงกลางวันอย่างสมบรูณ์

รายงานข่าวแจ้งว่า ผศ.ดร.กัมปนาท ปิยะธำรงชัย ภาควิชาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร หนึ่งในนักวิจัย “โครงการศึกษาเพื่อวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแห่งชาติ” สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการศึกษา เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพอากาศ

โลกร้อน, อากาศร้อน, กัมปนาท ปิยะธำรงชัย, ก๊าซเรือนกระจก

หลังจากที่อุณหภูมิในประเทศไทยสูง 44.6 องศาเซลเซียส ที่ จ.แม่ฮ่องสอน ทำลายสถิติ ในรอบ 65 ปี ว่า โครงการนี้นอกจากจะทำให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงถึงสภาวะอากาศที่ร้อนขึ้นแล้ว ยังสามารถช่วยในการวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศด้วย ไม่ว่าจะเป็น การจัดการน้ำ การท่องเที่ยว การเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข การตั้งถิ่นฐาน ระบบนิเวศ โดยเฉพาะ

1. วิกฤติน้ำกินน้ำใช้
อุณหภูมิสูงขึ้นทำให้น้ำที่มีอยู่ในธรรมชาติน้อยลง หลายพื้นที่จะขาดแคลนน้ำในธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน ต้องมีการจัดสรรทรัพยากรน้ำในรูปแบบใหม่

2. ความมั่นคงทางอาหาร
พันธุ์พืชหลายชนิดไม่สามารถปลูกได้อีกต่อไป แม้แต่ข้าวบางสายพันธุ์ที่ต้องใช้น้ำมากก็จะปลูกไม่ได้ ผักที่ไม่ชอบอากาศร้อนจัดก็มีหลายชนิด แม้แต่การเลี้ยงปศุสัตว์อาจต้องเปลี่ยนลักษณะของฟาร์มหมู เล้าไก่ ฯลฯ ให้รองรับภาวะอากาศร้อน

และ 3. สุขภาพของมนุษย์
เมื่อร้อนจัดความชื้นในอากาศน้อยลง ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ร่างกายอ่อนแอจะรู้สึกไม่สบายได้ง่าย โรคเกี่ยวกับแดดหรืออากาศร้อนจะมีมากขึ้น ประเมินกันว่า ถ้าสถานการณ์แย่สุด ร้อนขึ้นถึง 4 องศาฯ หมายความว่าตารางชีวิตประจำวันของคนไทยอาจต้องเปลี่ยนไป เช่น ช่วงพักกลางวันต้องยาวขึ้น อากาศแต่ละวันร้อนสุดประมาณ เที่ยงถึงบ่าย 2

หมายความว่าอาจต้องเพิ่มเวลาพักเที่ยงเป็น 2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ต้องทำงานใต้แดดแรงจัด หรือด้านธุรกิจท่องเที่ยว จากเดิมร้านค้า พิพิธภัณฑ์ วัดวาอารามปกติเปิดให้นักท่องเที่ยงเข้าชมตั้งแต่เช้าถึง 5-6 โมงเย็น อาจต้องปรับเวลาเป็นเปิดช่วงบ่ายถึงกลางคืนแทน เพราะกลางวันนักท่องเที่ยวจะไม่ออกมาข้างนอก

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะช่วยลดโลกร้อน ด้วยการเป็นส่วนหนึ่งในการไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตัวการสำคัญทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก เช่น ลดการเชื้อเพลิงในการเดินทาง ลดการเผาไหม้ในพื้นที่ทำเกษตรกรรม และเพิ่มการปลูกป่ารวมถึงการใช้พลังงานสะอาดแทนพลังงานถ่านหินเพื่อที่คนไทยจะได้ออกมาใช้ชีวิตในช่วงกลางวันได้อย่างสมบรูณ์

ข้อมูลจาก komchadluek

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

วัฒนาค้านนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร ซัดรัฐกลัวUNสอบ!

“วัฒนา” ยกคดี “แม่จ่านิว” ค้าน นำพลเรือนขึ้นศาลทหาร ซัดรัฐ กลัว UN ตรวจสอบเหตุละเมิดสิทธิ์ 

วันที่ 9 พ.ค.59 นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเกี่ยวกับกรณีของ นางสาวพัฒน์นรี หรือ หนึ่งนุช ชาญกิจ มารดาของ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ถูกนายทหารพระธรรมนูญเข้าร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ศาลทหาร

BANGKOK, THAILAND - 2016/03/03: Mr. Wattana Muangsuk, a former Party-list MP of the Pheu Thai Party at Criminal Court of Southern Bangkok to plead guilty on terms with the computer act, for after he earlier strongly criticised Gen Prawit Wongsuwan over the sending of military personnel to follow former Prime Minister Ms Yingluck Shinawayra closely. (Photo by Vichan Poti/Pacific Press/LightRocket via Getty Images)

ตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 ที่กำหนดให้คดีความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ฯ อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลทหาร แต่การนำพลเรือนมาขึ้นศาลทหารขัดกับข้อ 10 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และ ข้อ 14 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รวมถึงยังขัดกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศาลทหาร ตามเหตุผลท้ายพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ที่ระบุว่า “เพื่อให้สะดวกแก่การใช้และเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีทหารเสร็จเด็ดขาดไปโดยรวดเร็ว”

ศาลทหารจึงถูกตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีทหารเท่านั้น การนำพลเรือนมาขึ้นศาลทหาร ที่นอกจากจะขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามแล้ว ยังขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศาลทหารด้วย ดังนั้น การจับกุมดำเนินคดีกับ นางสาวพัฒน์นรี ด้วยข้อหาตามมาตรา 112 จึงไม่อาจแปลเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากรัฐบาลกำลังใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ส่วนกรณีที่โฆษกรัฐบาลได้ออกมาตำหนิเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ที่เรียกร้องให้ยูเอ็นเข้ามาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการชักศึกเข้าบ้าน และเป็นพฤติกรรมที่น่าละอาย  หากรัฐบาลเคารพต่อคำมั่นสัญญา ที่ผูกพันไว้ และไม่ได้มีการกระทำที่เป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชน ประชาคมโลกหรือองค์กรใดก็ไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้ พร้อมอ้างคำพูดนายกรัฐมนตรีมาทิ้งท้ายว่า “ถ้าไม่ได้ทำผิดแล้วกลัวอะไร”

อ่านเพื่มเติม Watana Muangsook

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News

รฟม.แจง คลิปฝรั่งมือบอน พ่นสีขบวนรถไฟฟ้า MRT

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ชี้แจง กรณีคลิปชาวต่างชาติปีนรั้วศูนย์ซ่อมบำรุง รถไฟฟ้า MRT พระราม 9 ชี้ เป็นเหตุการณ์เมื่อ มิ.ย.56

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่ผู้คนมีการวิพากษ์วิจารณ์ คลิปชาวต่างชาติปีนรั้วศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า MRT พระราม 9 ลงมือพ่นสีข้างขบวนรถ ซึ่งมีผู้นำคลิปดังกล่าวมาโพสต์ลงในเว็บไซต์พันทิปในหัวข้อ “คิดยังไงกับกรณีฝรั่งมือบอน พ่นสีขบวนรถไฟ MRT”

a

ล่าสุด วันนี้ (9พ.ค.) ทาง รฟม. ได้มีการตรวจสอบคลิปดังกล่าว และชี้แจงว่า เหตุการณ์ในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2556 โดยขณะนั้น รฟม. ได้สั่งการให้บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชื่อบริษัทในขณะนั้น หรือปัจจุบันคือ บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ซึ่งเป็นบริษัทผู้ได้รับสัมปทานเดินรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ให้เพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยมากขึ้นบริเวณภายในศูนย์ซ่อมบำรุง

โดยได้จัดเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบและเฝ้าระวังเพิ่มเติม รวมทั้งให้ทำการปรับปรุงทางกายภาพของพื้นที่ในจุดที่เข้าถึงได้ง่าย ทำการปรับปรุงรั้วโดยจะมีการเสริมลวดหนามเพิ่มขึ้นอีก รวมทั้งวางกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณด้านในศูนย์ซ่อมบำรุงตลอด 24 ชม. โดยเฉพาะในเวลากลางคืน ตั้งแต่เวลา 00.00 – 06.00 น. ขณะเดียวกัน ในส่วน รฟม. ได้ให้การสนับสนุนดูแลด้านนอกถนน โดยได้จัดสายตรวจรถยนต์และรถจักรยานยนต์ตรวจตามถนนด้านนอกรอบศูนย์ซ่อมบำรุงตลอดทั้งคืน

อย่างไรก็ตาม รฟม. ขอให้ประชาชนมั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยที่ รฟม. ได้ดำเนินการ พร้อมทั้งมาตรการต่าง ๆ ที่ รฟม. ได้กำชับให้ BEM ผู้รับสัมปทานดำเนินการอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่เดินทางด้วยระบบรถไฟฟ้า MRT

MThai News