เศร้า! ‘น้องการ์ตูน’ เหยื่อกระบะซิ่ง ตาบอดแล้ว

ความคืบหน้าล่าสุด ‘น้องการ์ตูน’ เหยื่อกระบะตีนผีซิ่งพุ่งชน จนทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส และทำให้ผู้เป็นพ่อเสียชีวิต  หมอเผยตอนนี้ตาบอดแล้ว

ความคืบหน้าจากกรณีน้องการ์ตูน เด็กหญิงวัย 5 ขวบ ถูกรถกระบะแต่งซิ่งพุ่งชนได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนผู้เป็นพ่อเสียชีวิต หน้าร้านสเต็กย่านบางบอนเมื่อปี 57 โดยทางคู่กรณีไม่แสดงความรับผิดชอบเท่าที่ควร และไม่สามารถตกลงค่าเสียหายได้ โดยคดียังอยู่ในการพิจารณาของศาลตูน’ เหยื่อกระบะซิ่ง ตาบอดแล้ว

2

ล่าสุด ส.ศรัญญา แม่ของน้องการ์ตูน ระบุว่า น้องการ์ตูน ซึ่งอยู่ในอ้อมกอดพ่อที่ถูกรถชนเสียชีวิต ส่วนน้องการ์ตูน อาการโคม่า สมองถูกทำลาย ล่าสุดแพทย์แจ้งว่า ประสาทตาฝ่อ จากการตรวจการมองเห็น พบว่ามีอาการตาบอด แพทย์สุดที่จะเยียวยา แม้ว่าพัฒนาจะดีขึ้น ขยับแขนขาได้บ้างแล้ว

ทำเอาผู้เป็นแม่ถึงกับช็อกอีกครั้ง น้ำตาไหลที่ไม่สามารถช่วยอะไรลูกได้เลย ได้แต่บอกว่า แม่ขอโทษนะที่ดูแลหนูไม่ดี ถ้าเลือกได้แม่ขอเอาดวงตาของแม่มาใส่ให้การ์ตูน ดีกว่าหนูต้องทนทุกข์ขนาดนี้

ขอบคุณเพจ ร้านสเต็กคุณแม่การ์ตูน

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News

ธรรมกายเผยชาวพุทธร้องขอความเป็นธรรมให้ ‘ธัมมชโย’

ปทุมธานีธรรมกายเผยชาวพุทธ ร้อง! ศูนย์ดำรงธรรม – สำนักพุทธฯ ทั่วประเทศขอความเป็นธรรมให้ธัมมชโย

เมื่อเวลา เวลา 13.00 น.วันที่ 3 พฤษภาคม2559 ที่สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย แถลงข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มลูกศิษย์พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการถูกกล่าวหาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI กลุ่มองค์กรชาวพุทธและลูกศิษย์ของวัดพระธรรมกายเห็นว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่เป็นธรรมต่อพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) จึงได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรม เพื่อร้องขอความเป็นธรรมจากศูนย์ดำรงธรรม และสำนักงานพระพุทธศาสนา ประจำจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมีกลุ่มลูกศิษย์ในจังหวัด ปทุมธานี สระบุรี ราชบุรี นครราชสีมา และยะลา เป็น 5 จังหวัดนำร่อง ได้ไปยื่นหนังสือขอความเป็น ในวันที่ 3 – 4 พ.ค.นี้”

IMG_6899

พระสนิทวงศ์ เปิดเผยว่า การยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมครั้งนี้ เพื่อช่วยปกป้องให้ความเป็นธรรมแก่พระเทพญาณมหามุนี โดยไม่ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีกับพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) ในคดีพิเศษที่ 27/2559 ตามรายละเอียดดังนี้
1. ในสำนวนคดีพิเศษที่ 146/2556 พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย) มีฐานะเป็นพยานในคดี

2. นายธรรมนูญ อัตโชติ ได้กล่าวหานายศุภชัย ศรีศุภอักษร ว่ากระทำความผิดฐานฟอกเงิน และกล่าวหาพระเทพญาณมหามุนี ว่ากระทำความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้ทำสำนวนแยกขึ้นมาเป็นคดีพิเศษที่ 27/2559 อีกคดีหนึ่ง ซึ่งซ้ำซ้อนกันกับคดีพิเศษที่ 146/2556 และ 63/2557 ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนไม่ทำตามคำสั่งของพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ โดยการที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้แยกมูลคดีบางส่วนออกจากคดีเดิม มาตั้งเป็นสำนวนคดีพิเศษใหม่ที่ 27/2559 จึงเป็นการดำเนินคดีซ้ำซ้อน ขัดต่อหลักกฎหมายที่ว่า “กรรมเดียวจะดำเนินคดีซ้ำซ้อนไม่ได้” ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

3.พระเทพญาณมหามุนี รับบริจาคโดยเปิดเผย ท่ามกลางคนจำนวนมาก และการรับบริจาค ของวัด ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณกุศล และพระภิกษุ ซึ่งเป็นบุคลากรสาธารณกุศล เพื่อนำปัจจัยที่ได้รับบริจาคไปใช้ในกิจการทางศาสนา เช่น สร้างศาสนสถาน หรือศาสนวัตถุ ซึ่งในกรณีนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้รับบริจาค และผู้บริจาค อันเป็นกิจการโดยทั่วไปที่เกี่ยวกับศาสนาโดยเปิดเผย และบุคคลทั่วไปรวมทั้งผู้บริจาคสามารถตรวจสอบได้ ย่อมไม่เป็นความผิดฐานฟอกเงิน หรือรับของโจร

4. นายศุภชัยฯ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า เงินที่นำมาบริจาคทำบุญให้กับวัดพระธรรมกาย และพระเทพญาณมหามุนีนั้น เป็นเงินยืมมาจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ และได้ใช้คืนเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด ครบถ้วนแล้ว

5. คณะศิษยานุศิษย์ของพระเทพญาณมหามุนี ได้ตั้งกองทุนเยียวยาช่วยเหลือให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด โดยสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ได้รับเงินไปแล้วทั้งหมด 684.78 ล้านบาท ส่วนเงินที่เหลืออีก 370.78 ล้านบาท คณะศิษยานุศิษย์ฯ ได้มอบเช็คให้แก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ไปเรียบร้อยแล้ว สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ จึงถอนฟ้องพระเทพญาณมหามุนีและวัดพระธรรมกาย พร้อมทั้งทำหนังสือแสดงเจตจำนงไม่ประสงค์จะดำเนินคดี ทั้งทางแพ่งและทางอาญากับพระเทพญาณมหามุนีและวัดพระธรรมกาย และได้ทำหนังสือขอบคุณมายังคณะศิษยานุศิษย์ของพระเทพญาณมหามุนี ดังนั้น ชาวพุทธจึงเห็นว่า การกระทำของดีเดสไอ ไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับพระมหาเถระที่ตั้งใจทำความดี จึงร้องเรียนหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความเป็นธรรมกับพระสงฆ์ด้วย

MThai News

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

เจาะ ‘ปัญหาไฟป่า-หมอกควัน’ วิกฤตป่วนชีวิตชาวเหนือนานกว่าทศวรรษ !

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาปัญหาไฟป่าและหมอกควันดูจะเป็นปัญหาสำคัญระดับต้นของจังหวัดภาคเหนือ ปัญหาการปกคลุมของหมอกควันได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหานี้   จึงได้ยกระดับปัญหาให้เป็นความสำคัญระดับภูมิภาคของประเทศไทย โดยมอบให้ 10 จังหวัดภาค เหนือเป็นเขตการควบคุมป้องกันปัญหาหมอกควันและไฟป่ามาต่อเนื่องตั้งแต่ระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา

33830
ปัญหาไฟป่า-หมอกควัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นมีสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งนั่นก็คือ ปัญหาการเผาทำลายทรัพยากรธรรมชาติ  ในช่วงฤดูแล้งของทุกปี ทำให้เกิดจุดความร้อนต่างๆ กระจายทั่วเขตภาคเหนือหากนับรวมจุด Hotspot หรือจุดความร้อนที่มีมากกว่า 20,000 จุดในประเทศไทยแล้ว จังหวัดแม่ฮ่องสอนถือเป็นจังหวัดที่มีจุด Hotspot มากเป็นลำดับที่ 1 หรือกว่า 10% ของ Hotspot เกิดขึ้นในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในปีที่ผ่านมามีHotspot ที่นับจากเดือนมกราคม จนถึงวันที่ 30 เมษายน จำนวน 2,323 จุด

ในด้านการตรวจวัดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศที่ถือเอามาตรฐาน 120 Mg นั้น ในปี ที่ผ่านมาจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีวันที่ค่าคุณภาพอากาศเกิดมาตรฐานอยู่ถึงจำนวน 22 วัน และจากการตรวจสอบพบว่าค่าสูงสุดของ PM10 ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนอยู่สูงถึงระดับ 303 Mg ในวันที่ 26 มีนาคม 2558

19429
ปัญหาไฟป่า-หมอกควัน

เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ เดินทางมารับตำแหน่ง                       ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2558 ได้รับทราบปัญหาไฟป่าและหมอกควันปกคลุมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเห็นว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนและมีความสำคัญส่งผลกระทบถึงปัญหาสุขภาพอนามัยประชาชน ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมตลอดถึงการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าในปี พ.ศ. 2559 จังหวัดฯ จะต้องลดจำนวน Hotspot ลงให้ได้ถึงร้อยละ 40% ถือว่าเป็นเป้าหมายที่สูงและท้าทายความสามารถของผู้ที่มีส่วนร่วมทุกคน

ในต้นเดือนพฤศจิกายน 2558 จังหวัดจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหา และหมอกควันปกคลุมจังหวัดแม่ฮ่องสอนขึ้น โดยอาศัยระบบ Single Command โดยให้ผู้ว่าราชาการจังหวัดฯ  มีอำนาจสั่งการแบบเบ็ดเสร็จกับหน่วยราชการและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

DSC02435
ปัญหาไฟป่า-หมอกควัน

นอกจากนั้น ยังได้กระจายระบบ Single Command ลงไปยังอำเภอทุกอำเภอมอบหมายให้นายอำเภอเป็นผู้มีอำนาจสั่งการในการดูแลแก้ไขปัญหาไฟป่ากับทุกหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดอำเภอ และที่สำคัญกว่านั้นได้มีการกระจายความรับผิดชอบลงไปยังระดับตำบล และหมู่บ้านกระจายทั่วพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และได้มีการ จัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันขึ้น โดยเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 และประชุมครั้งต่อๆ มารวมทั้งหมดถึง 4 ครั้ง

ในระดับประเทศได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมการเตรียมการแก้ไขไฟป่าระดับชาติมาอย่างต่อเนื่องจำนวนหลายครั้ง และในส่วนของจังหวัดฯ ได้เริ่มกิจกรรมรณรงค์ป้องกันไฟป่าขึ้นที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2559 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาไฟป่าของจังหวัดแม่ฮ่องสอนนับแต่วันนั้น

12734126_1705344329709034_7631624784361231465_n
ปัญหาไฟป่า-หมอกควัน

ก่อนเริ่มถึงฤดูกาลไฟป่า จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้กำหนดมาตรการที่เรียกว่าการชิงเผาเชิงวิชาการขึ้นในทุกพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยคัดเลือกพื้นที่ล่อแหลมกับการเกิดไฟป่าและทำการชิงเผาโดยการควบคุม ของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด มาตรการนี้ได้ดำเนินการก่อนถึงเขต 60 วันอันตราย หรือช่วงหยุดการเผาโดยสิ้นเชิง ของจังหวัดที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 29 เมษายน 2559

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ก็ได้เห็นความสำคัญของปัญหาไฟป่าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ภาคสนามในท้องที่อำเภอปายเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 และร่วมรณรงค์การแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของจังหวัดขึ้น  ที่อำเภอปาย รวมทั้งออกปฏิบัติงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่อำเภอปายอีกด้วย

ในด้านการเตรียมความพร้อมเรื่องข้อมูลคุณภาพอากาศ จังหวัดฯ ได้มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่สนับสนุนโดยกรมควบคุมมลพิษ ตั้งอยู่ที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแม่ฮ่องสอน  นอกจากนั้นในด้านความร่วมมือเรื่องข้อมูลจุดความร้อนที่เกิดขึ้นในทุกช่วงเวลา จังหวัดฯ ไดรับการสนับสนุนเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ Gistda เข้ามาร่วมตรวจวัดข้อมูลในระดับพื้นที่ที่ Warroom ของสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมเป็นต้นมา

757
ปัญหาไฟป่า-หมอกควัน

ดังนั้น จึงเห็นว่าความพร้อมของจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้มีมากถึงระดับ 100% เมื่อเข้าสู่ฤดูไฟป่า และเมื่อเริ่มต้นฤดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในช่วงกลางฤดูจังหวัดแม่ฮ่องสอนยังได้รับการสนับสนุนกำลังพลของหน่วยส่งเสริมและควบคุมไฟป่าของกรมป่าไม้จากจังหวัดต่างๆ เข้ามาในพื้นที่และได้รับการสนับสนุนกำลังพลหน่วยควบคุมไฟป่าจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช อีกหลายหน่วยงาน ซึ่งจังหวัดฯ  ได้มอบหมายให้ทั้งสองกรมฯ รับผิดชอบพื้นที่อำเภอแม่สะเรียงและอำเภอสบเมย ซึ่งมีปัญหาไฟป่าและหมอกควันค่อนข้างหนาแน่น

5795_1718692501707550_1247770752162559643_n
ปัญหาไฟป่า-หมอกควัน

แม้เมื่อมีปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชัน จังหวัดแม่ฮ่องสอนยังได้รับความร่วมมือจากสำนักบินทรัพยากรธรรมชาติ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดส่งเฮลิคอปเตอร์ ช่วยเหลือการดับไฟป่าเข้ามาในพื้นที่จังหวัดหลายครั้ง ซึ่งสามารถช่วยเหลือกำลังพลภาคพื้นดินได้อย่างดีเยี่ยม

ในด้านความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้จัดส่งผู้แทนเข้ามาดูงาน การควบคุมไฟป่าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่พนักงานดับไฟป่า และยังได้สนับสนุน ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเฮลิคอปเตอร์ในการบินตรวจสอบควบคุมไฟป่าอีกด้วย

12670243_1701336820109785_6026235396411263017_n
ปัญหาไฟป่า-หมอกควัน

จากการดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้นของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตลอดระยะเวลากว่า 4 เดือน และด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานทหาร ตำรวจ ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ทางหลวงชนบท หน่วยป่าไม้ และความร่วมมือภาคประชาชน จึงทำให้แม่ฮ่องสอนประสบผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมกล่าวคือ จำนวน Hotspot ที่เกิดขึ้น 2,323 จุด ในปีที่ผ่านมาลดลงเหลือ 1,379 จุด ในปีนี้หรือลดลง มากกว่า 40% ตามเป้าหมายที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ได้ตั้งเป้าหมายไว้

ในด้านความรุนแรงของค่าฝุ่นละอองในอากาศได้ลดลงจาก 303 Mg ในปีที่ผ่านมาคงเหลือ 264 Mg ในปีนี้ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการลดจำนวนจุดความร้อนของพื้นที่จังหวัด

943919_1701336180109849_1030406529176927394_n
ปัญหาไฟป่า-หมอกควัน

ส่วนจำนวนวันที่ค่าอากาศเกินมาตรฐานแม้จะขยายถึง 27 วันในปีนี้ ขณะที่ปีที่ผ่านมามีเพียง 22 วัน อธิบายได้ว่าเกิดจากความแห้งแล้งที่กระจายทุกหย่อมหญ้าในประเทศไทย จึงทำให้ฤดูร้อนในปีนี้ยาวนานเป็นพิเศษ ประกอบกับประเทศเพื่อนบ้านก็ได้เกิดจุด Hotspot ขึ้นมากกว่า 7,000 จุด ลมที่พัดผ่านจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้กระจายหมอกควันเหล่านี้เข้ามาในพื้นที่จังหวัดฯ อย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงทั้งสภาพภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก็ส่งผลให้หมอกควันคงอยู่อย่างยาวนาน แต่อย่างไรก็ดีเมื่อลดความรุนแรงลงไปได้ ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จที่น่าพึงพอใจ

IMG_6818
ปัญหาไฟป่า-หมอกควัน

ในด้านการคมนาคมทางอากาศที่เครื่องบินไม่สามารถลงจอดที่สนามบินแม่ฮ่องสอนได้ถึง 58 เที่ยวบินในปีที่ผ่านมา จากการแก้ปัญหาที่จริงจังและความร่วมมือของทุกภาคส่วนในปีนี้ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบิน ที่ลงจอดไม่ได้ลดลงเหลือเพียง 18 เที่ยวบินเท่านั้น

นี่เป็นผลสัมฤทธิ์ที่เห็นในเชิงประจักษ์เบื้องต้น เราเชื่อว่าหากความร่วมมือร่วมแรงร่วมใจของส่วนราชการ องค์การภาคเอกชน และของพี่น้องประชาชนได้เพิ่มมากขึ้นถึงระดับสูงสุดเมื่อใด จังหวัดแม่ฮ่องสอนจะเข้าสู่วิสัยทัศน์ที่ประเทศได้ตั้งไว้ว่าในปี 2563 ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ปลอดไฟป่าได้ไม่ยากนัก

MThai News

ที่มา