กองสลากฯ แถลงผลงานรอบ 1ปี ส่งรายได้เข้ารัฐ 2หมื่นล้าน

ประธานบอร์ด กองสลากฯ แถลงผลงานรอบ 1ปี ชี้ ส่งรายได้เข้ารัฐ 2หมื่นล้าน 

พลโท อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า ที่ผ่านมาแก้ไขปัญหาราคาสลากสำเร็จได้ระดับหนึ่ง และถือเป็นที่น่าพอใจในการควบคุมราคาได้ 80 บาท ทั้งการจัดระเบียบและบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจากนี้ไปจะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นธรรม

701199-01

อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานสลากฯ เตรียมเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณา และหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา ในการปรับปรุง พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ก่อนเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ภายใน 1-2 เดือน ซึ่งการแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าวจะเปิดช่องให้สำนักงานสลากฯ สามารถออกผลิตภัณฑ์สลากใหม่ ๆ อาทิ การจำหน่ายสลากด้วยเครื่องอัตโนมัติ และการจำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ

อย่างไรก็ตาม การจะใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ จะต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษา ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้หลังมีรัฐบาลชุดใหม่ ขณะเดียวกัน การแก้ไข พ.ร.บ.สลาก ในการกำหนดให้ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตในการขายสลาก มีความผิดหากขายสลากโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ ในปี 2559 ทางสำนักงานสลากคาดว่าจะมีรายได้นำส่งคลัง 20,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่อยู่ที่ 14,000 ล้านบาท

ที่มา  INN

MThai News

รัฐเตรียมหากลไกกฎหมาย ‘ควบคุมสื่อ’ หลัง 5 สื่อถ่ายทอดสด ดร.ยิงตัวตาย

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ร่วมเสวนาหัวข้อสื่อในวิกฤต..ทางออกประเทศไทย หลังสื่อถูกร้องถามจรรยาบรรณ กรณีนำเสนอเรื่องราวความรุนแรง ขัดต่อแนวปฏิบัติ

หลังจากเกิดกรณีดร.วันชัย ดนัยตโมนุท อาจารย์ประจำวิทยาลัยการฝึกหัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ใช้ปืนยิง 2 ดร.เสียชีวิตภายใน มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร และพบว่าหลบมากบดานอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านสะพานควาย เมื่อตำรวจนำกำลังเข้าจับกุม ดร.วันชัยได้ใช้ปืนจ่อที่ศีรษะและขู่จะฆ่าตัวตาย

การเจรจายาวนานกว่า 6 ชั่วโมง จนกระทั่งขณะที่ญาติและคนสนิทของ ดร. วันชัย กำลังเจรจา เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อ ดร.วันชัยตัดสินใจใช้ปืนยิงตัวเอง ซึ่งขณะนั้นได้มีสื่อ 5 แห่ง เผยแพร่ถ่ายทอดสดภาพที่มีความรุนแรงเป็นเวลานาน ส่งผลให้ กสทช. เรียกผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ทั้ง 5 แห่งเข้าพบ เพราะการนำเสนอดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ผู้เสียชีวิตอย่างร้ายแรง

จากกรณีดังกล่าวซึ่งทำให้สื่อถูกมองในแง่ลบ จากนั้นประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท) กล่าวว่า รัฐจำเป็นต้องหากลไกทางกฎหมายเพื่อควบคุมสื่อ แต่นายกสมาคมสื่อยังขอให้เชื่อมั่นว่าสื่อจะควบคุมกันเองได้ จากนั้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มารวมตัวกันเพื่อหารือเกี่ยวกับการทำประชาพิจารณ์ และแก้ พรบ.เกี่ยวกับสื่อ และอาจนำไปสู่การตั้งองค์กร กำกับดูแลสื่อ แทนที่จะให้สื่อกำกับดูแลตัวเอง รวมถึงกำหนดบทลงโทษทางกฎหมาย รวมถึงมีการหยิบยกเอาประเด็น ‘ใบอนุญาตสื่อ’ ขึ้นมาพูดคุยเช่นกัน

bMO7VT

วันนี้ (25พ.ค.) เวลา 10.00น. ที่โรงแรมดิเอมเมอร์รัลด์ มีการจัดงานเสวนาโดยมูลนิธิแสงชัยสุนทรวัฒน์ และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ ในหัวข้อ ‘สื่อในวิกฤต..ทางออกประเทศไทย’ หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมเกี่ยวกับกรณีการปฏิบัติงานและการนำเสนอข่าวและภาพข่าวที่ไม่เหมาะสมของสื่อมวลชน

นายเขมทัตต์ พลเดช นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กล่าวว่า วิกฤตสื่อมาจากปัญหาหลายประการ เช่น ความไม่เข้าใจจริยธรรมของสื่อ การขยายตัวของสื่อที่เกิดขึ้นเยอะมากขึ้น พฤติกรรมของการเสพสื่อของคน ที่รับรู้ข้อมูลเพียงด้านเดียว รวมไปถึงการแข่งขันกันเองในวงการสื่อ

ขณะที่ น.ส. สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการ กสทช. ยืนยันว่ารัฐไม่ควรเข้ามาแทรกแซงสื่อ แต่หากสื่อยังไม่สามารถกำกับดูแลตัวเองได้ ย่อมเป็นการเปิดช่องว่างให้รัฐเข้าไปแทรกแซง เพราะขณะนี้ จริยธรรมของสื่อยังมีปัญหาในขั้นวิกฤต พร้อมทั้งแนะนำทางออกของสื่อไว้ว่า สื่อต้องกำกับดูแลตัวเองให้ได้ เพื่อรัฐจะได้ไม่ต้องเข้ามาแทรกแซง และหากสื่อกระทำความผิด สื่อควรจะร่วมแบกรับความผิดนั้นเช่นกัน

123

เมื่อมองในมุมมองของนักวิชาการ ดร.สุดารัตน์ ดิษยวรรธนะ จันทราวัฒนากุล นักวิชาการด้านสื่อเปิดเผยว่า ภาพลักษณ์ของสื่อในสายตาประชาชนค่อนข้างแย่ และทำให้สังคมมองว่า มาจากการปลูกฝังของระบบการศึกษา ครู อาจารย์ ที่ไม่บ่งเพาะจรรยาบรรณ จริยธรรมเหล่านี้ให้เด็ก แต่ความจริงแล้ว ปัจจัยเหล่านี้ล้วนสอดแทรกอยู่ในบทเรียนด้วยกันทั้งสิ้น แต่ปัญหาเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการ อาทิ เทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่ ทำให้คนปรับตัวไม่ทัน รวมไปถึงรายได้ และความอยู่รอดของสื่อ สปอนเซอร์เข้ามามีบทบาทในการนำเสนอข่าว ซึ่งต้องการความโดดเด่น แปลกใหม่ เพื่อเรียกเรตติ้ง และสามารถขายโฆษณาได้

ดังนั้น สื่อจะต้องจัดการการทำงานกันเองให้ได้ จะได้ไม่ต้องมีใครเข้ามาแทรกแซง เพราะขณะนี้ที่ยังไม่มีกฎ ข้อบังคับ และบทลงโทษเข้ามาควบคุม จึงเกิดการเผยแพร่สิ่งที่ไม่เหมาะสมออกไปบ่อยครั้ง ซึ่งสมาคมควรจะมีบทบาทในการส่งสัญญาณว่าสิ่งใดเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ในการนำมานำเสนอ ควรมีระบบเทรนนิ่ง และให้คุณภาพของข่าวมาก่อนสิ่งอื่น

456

พร้อมกันนี้ นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้พูดถึงบทบาทของสื่อไว้อย่างน่าสนใจ ว่า บทบาทของสื่อเป็นบทบาทสำคัญในการสะท้อนปัญหาและหาทางออก กรณีการถ่ายทอดสดการยิงตัวตาย เป็นหนึ่งในวิกฤตของสื่อ ซึ่งสื่อต้องกลับมาทบทวนตัวเอง รวมถึงบุคคลแนวหน้าในวงการสื่อ ควรจะต้องเอาจริงเอาจังในการ ‘กู้วิกฤต’ ทั้งนี้ในปัจจุบันสื่อมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เทคโนโลยีออกมาเยอะ สื่อควรจะร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขันกันเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม วิกฤตสื่อมีความเชื่อมโยงกับ เสรีภาพของสื่อ และการแข่งขันกันอย่างเสรีในวงการ มีสื่อเกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน ซึ่งในบางครั้งสื่อต้องทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง รวมถึงพยายามนำเสนอเรื่องราวที่ดึงดูด แปลกใหม่ หรือการนำเสนอข่าวอาจเกิดจากการแทรกแซงของสปอนเซอร์ โดยอาจจะลืมคำนึงถึงจริยธรรม และจรรยาบรรณของสื่อไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ในสังคม  ซึ่งหลังจากนี้ไป ต้องมาติดตามกันว่า จะมีการกำหนดบทกฎหมาย บทลงโทษ เพื่อใช้ควบคุมการทำงานของสื่อหรือไม่….

MThai News

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

คุมเข้ม! ขนส่งทางบกให้รถโดยสารติด GPS ภายในปี 62

คุมเข้ม! ขนส่งทางบกให้รถโดยสารสาธารณะต้องติดตั้ง ‘GPS’ ชี้ เป็นการควบคุมพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงาน

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบกจัดทำโครงการ “มั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS” ติดตามและควบคุมพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถด้วยเทคโนโลยี GPS พร้อมติดตั้งระบบบ่งชี้ตัวตนพนักงานขับรถ โดยเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้ากับศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบกแบบเรียลไทม์

690852-01

ทั้งนี้ ได้กำหนดให้รถโดยสารสาธารณะ รถลากจูง และรถบรรทุกขนาดใหญ่ (10 ล้อขึ้นไป) ที่จดทะเบียนใหม่ตั้งแต่ วันที่ 25 มกราคม 2559 ต้องติดตั้ง GPS ที่มีคุณลักษณะและระบบการทำงานตามประกาศกรมฯ ทุกคัน สำหรับรถที่จดทะเบียนไว้ก่อนหน้านี้ที่ติดตั้ง GPS ไว้แล้ว ต้องเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถของกรมการขนส่งทางบกภายในปี 2559

ส่วนรถที่จดทะเบียนไว้ก่อนหน้านี้และยังไม่ได้ติดตั้ง GPS จะต้องดำเนินการติดตั้งให้ครบถ้วนตามกำหนด ซึ่งรถโดยสารสาธารณะจะติดตั้งครบทุกคันภายในปี 2560 รถลากจูง และรถบรรทุกขนาดใหญ่ (10 ล้อขึ้นไป) จะต้องติดตั้งครบทุกคันภายในปี 2562 อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบกได้ติดตามการทำงานของศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วง เพื่อความปลอดภัยในเดินทางของประชาชน ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนของประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา  INN

MThai News