เล็งถอด ‘ยาบ้า’ พ้นบัญชี ‘ยาเสพติด’ เมื่อปราบไม่สำเร็จก็ต้องอยู่ร่วมกัน !

พล.อ.ไพบูลย์ เผยเล็งยกเลิก ‘เมทแอมเฟตามีน’ จากยาเสพติดรุนแรงเป็นยาปกติ จากการปราบปรามให้หมดสิ้น เป็นต้องอยู่ร่วมกันให้ได้

วันนี้ (15 มิ.ย. 59) ศาลฏีกา ร่วมกับสำนักกิจการในพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ประชุมเรื่อง ทิศทางของนโยบายยาเสพติดโลก เพื่อนำผลของการประชุมสมัยพิเศษของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเรื่องยาเสพติด ( UNGASS ) ปี 2016 มาปรับใช้ในประเทศไทย

4

ทั้งนี้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้กล่าวถึงวิวัฒนาการแก้ไขยาเสพติดเมื่อ 28 ปีที่ผ่านมาว่า มีแนวคิดทำให้โลกปราศจากยาเสพติดด้วยการประกาศสงคราม แต่เมื่อทำงานร่วมกับยาเสพติดมายาวนานจนถึงปัจจุบัน โลกยอมจำนนให้ยาเสพติด และกลับมาคิดว่าจะอยู่ร่วมกับยาเสพติดได้อย่างไร เปรียบเทียบได้กับคนเป็นมะเร็งที่ไม่มียารักษา ต้องใช้ชีวิตอยู่กับมะเร็งต่อไปให้ได้อย่างมีความสุข ขณะนี้ทิศทางเกี่ยวกับยาเสพติดกำลังเปลี่ยนไป หลายประเทศพูดถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และการดูแลสุขภาพอนามัยของผู้เสพ ทิศทางของการใช้ยาเสพติดเพื่อรักษาอาการป่วย แต่ยูเอ็นยังไม่กล้าเขียนและไม่กล้ายอมรับ ทั้งที่มีผลงานวิจัยยืนยันและมีทิศทางของการยอมรับมากกว่า 70% แล้ว

โดยในที่ประชุม UNGASS ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เรียกร้องให้คำนึงถึงการลงโทษที่ได้สัดส่วน เช่น อันตรายของสารกระตุ้นในกลุ่มแอมเฟตามีน ที่มีต่อตนเองและผู้อื่นในสังคม บทบาทของผู้กระทำผิด มาตรการอื่นแทนการลงโทษจำคุก หลายประเทศนำแนวคิดของประเทศไทยไปใช้ แต่ในไทยทำไม่ได้เพราะติดขัดที่กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ถ้าไม่แก้กฎหมายก็เดินต่อไปไม่ได้ ตนจึงผลักดันให้ยกร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดเป็นการปฏิรูปกฎหมายยาเสพติดทั้งระบบ

ขณะนี้กฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกา กฎหมายใหม่จะเปิดช่องให้ศาลมีโอกาสใช้ดุลยพินิจในการลงโทษจำคุก หรือการปรับที่น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เมื่อมีเหตุอันสมควรเฉพาะราย โดยพิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของผู้กระทำความผิด และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องดำเนินการให้ครบทั้ง 3 ด้าน คือ ปราบปราม ป้องกัน และบำบัด แต่ที่ผ่านมาการบำบัดทำไม่ได้ ติดขัดที่กฎหมาย ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะเปลี่ยนเมทแอมเฟตามีนจากยาเสพติดรุนแรงเป็นยาปกติ เพราะในทางการแพทย์ เมทแอมเฟตามีนมีผลทำลายสุขภาพและสมองน้อยกว่าบุหรี่และสุรา แต่สังคมกลับยอมรับบุหรี่และสุรา หลังจากนี้จะหารือกับกระทรวงสาธารณสุข ศาล อัยการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อหาแนวทางที่เป็นไปได้ในการยกเลิกเมทแอมเฟตามีนจากบัญชียาเสพติด

ขอบคุณข้อมูล เดลินิวส์

ภาพ wikipedia

MThai News

มันใหญ่มาก ระทึก!! ตัวเงินตัวทองบุกบ้าน ทำคนร้องเสียงหลง

คลิปนาทีระทึก ขณะตัวเงินตัวทองขนาดใหญ่ บุกบ้านพักประชาชนย่านนนทบุรี 

เกิดเป็นที่ฮือฮาและถูกส่งต่อเป็นจำนวนมากในโลกออนไลน์ขณะนี้ หลังจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก @Attanai Thaiyuanwong ได้มีการเผยแพร่คลิปนาทีระทึก ขณะเดียวเงินตัวทองบุกบ้านพักในพื้นที่ จ.นนทบุรี

ตัวเงินตัวทอง, เหี้ย, ข่าวนนทบุรี

โดยภาพดังกล่าวได้เผยให้เห็นตัวเงินตัวทองขนาดใหญ่กำลังตะกายประตูเพื่อพยายามหลบหนีการเข้าจับของเจ้าของบ้านท่ามกลางเสียงกรี๊ดร้องของผู้เห็นเหตุการณ์ที่อยู่บีเวณดังกล่าว

ทั้งนี้เมื่อคลิปได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็น โดยส่วนใหญ่ตกตะลึงกับความใหญ่โตมโหฬารของมันเป็นอย่างมาก ขณะที่บางส่วนก็เร่งขอบ้านเลขที่ที่ตัวเงินตัวทองบุกหวังจะนำไปเป็นเลขเด็ดเสี่ยงโชคในงวดที่จะถึงนี้

ตัวเงินตัวทอง, เหี้ย, ข่าวนนทบุรี

ขอบคุณภาพ/คลิปจาก Attanai Thaiyuanwong

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

‘เด็กตีกัน’ เพราะรักสถาบันหรือ…ค่านิยมผิดๆ!?

ช่วงเปิดเทอมของเหล่านักเรียน นักศึกษาทีไร… ก็มักจะมีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ทีวี และสื่อออนไลน์ กรณีพวกนักเรียนนักเลงยกพวกตีกัน ไล่ยิงกัน ไม่เว้นแต่ละวัน เรียกได้ว่า ‘เปิดเทอมเมื่อไหร่…ตีกันทุกที‘ ประหนึ่งเหมือนเป็นวันประกาศ ‘สงคราม

ปัญหาดังกล่าว… พลอยเดือดร้อนชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ต้องมาตกเป็นเหยื่อ และเดือดร้อนเจ็บตัวฟรี บางรายถึงขั้นเสียชีวิต เพราะการกระทำที่ขาดสติยั้งคิดของพวกนักเรียนนักเลงกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นปัญหาเดิมๆ ที่เหมือนสังคมไทยต้องก้มหน้ายอมรับว่าเป็นสิ่งที่แก้ได้ยากนัก

13344795_1025816290834853_5509959235259843180_n
ภาพประกอบเนื้อหา

จนนึกสงสัยว่าแท้จริงแล้ว สาเหตุที่เด็กเหล่านี้ยกพวกตีกัน ‘เพราะรักสถาบัน หรือ…ค่านิยมผิดๆ‘ หากมองในประเด็นเรื่องความรัก ‘สถาบันศึกษา’ เชื่อว่านักเรียน นักศึกษาทุกคน ต้องมีความรักและหวงแหนในสถาบันนั้นๆอยู่แล้ว แต่มันถึงขนาดต้องไปไล่ตี ไล่ฟัน แลกกันด้วยชีวิต กันเลยเชียวหรือ…!?

อีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนสำคัญคือ ‘ค่านิยม’ การปลูกฝัง หรือการถ่ายข้อมูลผิดๆ จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง โดยเฉพาะรุ่นพี่บางกลุ่มที่มีส่วนสำคัญอย่างมาก รวมถึงเพื่อนในกลุ่มที่ต่างปลุกเร้า ในการร่วมอุดมการณ์เดียวกันคือ ‘ต่างสถาบันคือ…ศัตรู‘ ทั้งนี้ปัจจัยหลายๆอย่าง เข้าไปครอบงำความคิดของเด็กรุ่นใหม่ๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมานานหลายสิบปีแล้ว

โดยในแต่ละครั้งที่มีเหตุการณ์นักเรียนตีกัน ก็จะมีผู้บริสุทธิ์ตกเป็น ‘เหยื่อ‘ ในการรบราฆ่าฟัน เมื่อกลุ่มนักเรียนนักเลงตีกันเสร็จ ก็จะทิ้งคราบน้ำตาของที่ผู้ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัวไปอย่างไม่มีวันกลับ เพียงเพราะความคึกคะนอง และอารมณ์ชั่ววูบ

เช่นเดียวกันเหตุการณ์เมื่อปี 2553 มีนักเรียนช่างกลขี่รถจักรยานยนต์ไล่ยิงคู่อริต่างสถาบัน บนรถเมล์สาย 113 บริเวณปาก ซ.รามคำแหง 164 ถนนรามคำแหง ก่อนจะชักปืนยิงถล่มเข้าใส่รถเมล์ ผลคือกระสุนพลาดไปถูกเด็กชาย ป.3 โรงเรียนวัดบำเพ็ญเหนือ เสียชีวิต

อีกหนึ่งเหตุการณ์เมื่อปี 2555 กลุ่มเด็กช่างกลไล่ยิงอริต่างสถาบันบนรถเมล์สาย 59 จนทำให้นักเรียนช่างกลปี 1 ไทยวิจิตรศิลป์ เสียชีวิต และคมกระสุนยังพุ่งไปถูกผู้โดยสารวัย 48 ปี ที่นั่งอยู่บนรถเสียชีวิตคาที่

และล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2559 มีนักเรียนตีกันมี ที่บริเวณสะพานลอยหน้าห้างเมเจอร์รังสิต ฝั่งตะวันตก ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ซึ่งในเหตุการณ์นั้นมีกลุ่มนักเรียนหลายสิบคนวิ่งกรูขึ้นไปไล่ฟันอริต่างสถาบันจนนอนจมกองเลือด

ยังไม่นับรวมอีกหลายเหตุการณ์ ของกลุ่มนักเรียนนักเลงที่มีการกระทำที่อุกอาจ และโหดเหี้ยม อย่างไรก็ตามในแต่ละครั้งที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงที่มาจากกลุ่มนักเรียนนักเลงเหล่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะวางแผน และคลอดมาตรการในการป้องกันปราบปรามปัญหาดังกล่าว ซึ่งถ้าเรื่องเงียบไป สังคมไม่ให้ความสนใจ ปัญหาเด็กตีกันก็จะเงียบหายไปสักระยะหนึ่ง แล้วก็จะกลับมาใหม่เป็นวังวนเดิมๆ

ซึ่งถึงแม้จะมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ คอยสอดส่องดูแล รวมถึงสถาบันศึกษาที่ช่วยสกรีนเด็กนักเรียนในเรื่องของการพกพาอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธมีด ปืน ระเบิด ฯลฯ เมื่อยึดไปแล้วเด็กนักเรียนเหล่านี้ก็จะพยายามหาอาวุธมาอยู่เรื่อยๆ อีกทั้งอาวุธปืนที่ยังหาซื้อได้ง่าย เพียงเพราะเหตุผลเพื่อไว้ป้องกันตัว

แต่ก็ไม่ใช่จะเป็นนักเรียนนักเลงทุกคน เพราะอย่าลืมว่ามีนักเรียน นักศึกษาอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องเข้าไปศึกษาในสถาบันที่เสี่ยงต่อการมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับสถาบันอื่นๆ เพียงเพราะพวกเขาต้องการเข้ามาศึกษาหาความรู้ เพื่อนำไปประกอบอาชีพ และทำงานที่ตนเองชอบและถนัด

ทั้งนี้ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวถึงมาตรการป้องกันปราบปราม และบทลงโทษ ภายหลังในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุนักเรียนยกพวกตีกันหลายพื้นที่

โดยระบุว่า ปัจจุบันการลงโทษถ้าเป็นเด็กและเยาวชน ก็มีตัวกฎหมายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนต่างหาก ซึ่งจะดำเนินการจำคุกเลยไม่ได้ ต้องนำตัวเข้าปรับพฤติกรรมที่บ้านคุมประพฤติเด็กและเยาวชนในที่ต่างๆ และควรเคารพกฎหมาย อีกทั้งเจ้าหน้าหน้าที่ต้องปฎิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตามควรมีการอบรมเด็กและเยาวชน ที่สุ่มเสี่ยงต่อการไปก่อเหตุยกพวกตีกัน พร้อมปลูกฝังความคิดที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน ให้รู้ถึงผลกระทบของการก่อเหตุยกพวกตีกัน ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ปัญหาเด็กนักเรียนตีกัน เหมือนดั่งเช่นการผูกปมที่นับวันยิ่งแน่นขึ้น แต่หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ปลูกฝังสิ่งดีๆให้กับเยาวชน รวมถึงสิทธิการศึกษาที่เท่าเทียมกัน เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวจะค่อยๆ คลี่คลายและหมดไปจากสังคมไทย

ขอบคุณภาพประกอบจาก Dam Mayduza

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News