ร้องสนช.คดีฆ่าชายพิการสำนวนส่อพลิก!?

สมาคมคนพิการฯ ร้อง สนช. คดี  “ฆ่าชายพิการ” สำนวนส่อพลิก วอน ย้ายคดีให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ

วันที่ 15 มิ.ย.59 นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ รับหนังสือจากตัวแทนสมาคมคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย นำโดย น.ส.เพชรน้ำหนึ่ง ศรีวรรธนะ สื่อมวลชนเพื่อคนพิการ และผู้จัดรายการโทรทัศน์

74-2

เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับ นายสมเกียรติ ศรีจันทร์ คนพิการที่ถูกกลุ่มวัยรุ่น 6 คน ทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย โดยที่ผ่านมา ทางสมาคมฯ ได้ติดตามการดำเนินคดีมาตลอด และไม่ได้ก้าวล่วงในกระบวนการยุติธรรม ขณะนี้พบว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงคดีให้เป็นเหตุทะเลาะวิวาทและป้องกันตัว

พร้อมเรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม รวมถึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยทำสำนวนให้เป็นคดีทะเลาะวิวาท ตลอดจนเรียกร้องให้ยกคดีนี้เป็นคดีพิเศษ ขึ้นตรงกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ

อ่านเพิ่มเติม>>> INN

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

จับตา!กิจกรรมร้องเพลงต้านกกต.-จนท.ตรึงกำลังเข้ม

จับตา! พลเมืองโต้กลับ นัดจัดกิจกรรมร้องเพลงต่อต้านกระบวนการประชามติ หน้า สำนักงาน  กกต. -จนท.ตรึงกำลังเข้ม เฝ้าระวังมือที่3ป่วน

ตามที่กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ได้โพสต์เพจเฟซบุ๊กนัดจัดกิจกรรมพลเมืองตีเข่า หรือ มินิคอนเสิร์ต ร้องเพลงอย่างนี้ต้องตีเข่า (ไม่เอาแล้วตีตก) เพื่อคัดค้านหรือต่อต้านกระบวนการประชามติ ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศูนย์ราชการ อาคารบี วันนี้ (15 มิ.ย.59) ในเวลา 16.00 น. พร้อมประกาศว่า ต้องการนักร้อง และหางเครื่องไม่จำกัดจำนวน เพื่อร่วมแสดงกิจกรรมดังกล่าว

74-4

ขณะที่ช่วงเช้าวันนี้ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว แกนนำกลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ ได้กล่าวก่อนขึ้นศาลทหารกรุงเทพเพื่อสู้คดีขัดคำสั่งคสช.ว่า ตนจะเดินทางไปร่วมกิจกรรมดังกล่าว และไม่กลัวว่าจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุม เพราะถือเป็นสิทธิ์ที่สามารถแสดงออกได้

ส่วนบรรยากาศหน้าสำนักงาน กกต.ในช่วงบ่าย   เจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 1 กองร้อย ได้จัดกำลัง คอยดูแลรักษาความปลอดภัย และตรวจสอบบุคคลเข้าออก ศูนย์ราชการ อาคารบี ทุกจุดอย่างเข้มงวด เพื่อเตรียมรองรับการจัดกิจกรรมของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ และเฝ้าระวังมือที่ 3 เข้ามาป่วนสถานการณ์

74-5

ภาพ พลเมืองโต้กลับ Resistant Citizen

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

หมาเฝ้าบ้านเผย ป.ป.ช. จ่อดูงานญี่ปุ่น ขน 60 คน ใช้เงิน 4.7 ล้าน

แฟนเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้านเผยข้อมูล ป.ป.ช. จ่อดูงานญี่ปุ่น ขน 60 คน ใช้เงิน 4.7 ล้าน

วันนี้ (15 มิ.ย.) เป็นเรื่องราวที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ หลังจากแฟนเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้โพสต์ภาพและข้อความระบุว่า

13435517_1176375282394539_8678214697772931937_n

เรื่องมีอยู่ว่า “สถาบันป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สัญญา ธรรมศักดิ์” ภายใต้ สำนักงาน ป.ป.ช. จัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “พนักงานป้องกันการทุจริต” ระดับกลาง ประจำปี 2559 รุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2559 ใช้งบประมาณดำเนินการประมาณ 6.8 ล้านบาท แบ่งเป็นงบที่ใช้ในการฝึกอบรมภายในประเทศ ประมาณ 2.1 ล้านบาท ศึกษาดูงานต่างประเทศ 4.73 ล้านบาท

เมื่อพลิกรายละเอียดก็ดูน่าสนใจ ช่วงแรกระหว่างวันที่ 13 – 20 มิถุนายน เป็นการฝึกอบรมภาควิชาการ ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเขตหลักสี่ วิทยากรส่วนหนึ่งเป็นระดับผู้ช่วยเลขาธิการ รองเลขาธิการ มาถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ จากนั้นวันที่ 21 – 24 มิถุนายน แบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการเป็นวิทยากรกระบวนการในพื้นที่จริง ที่ จ.ชัยภูมิและใกล้เคียง เพิ่มกลุ่มเป้าหมายเป็น 520 คน เช่น กรรมการหมู่บ้าน อสม. ตัวแทนหมู่บ้านและผู้เกี่ยวข้อง

จากนั้นวันที่ 26 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม บินลัดฟ้าไปฝึกอบรมที่สถาบันการป้องกันอาชญากรรมและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดของสหประชาชาติ ภาคพื้นเอเชียและตะวันออกไกล หรือ UNAFEI (ยูนาเฟ่) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และกำหนดใช้วันที่ 4 กรกฎาคม สำหรับจัดทำเอกสารวิชาการที่สำนักงาน ป.ป.ช.

ประเด็นการไป UNAFEI เป็นเรื่องน่าสนใจ แม้ไม่ปรากฏชัดว่าหน่วยงานของสหประชาชาติแห่งนี้เชี่ยวชาญงานด้านป้องกันคอร์รัปชันอย่างไร แต่ประเด็นที่มีการทัดทานกัน คือ ประการแรก การไป UNAFEI ไม่แน่ชัดว่าเป็นการไปศึกษาดูงานหรือฝึกอบรมที่ต่างประเทศ ประการต่อมาเป็นความเหมาะสมและคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันว่าค่าครองชีพ ค่าที่พักที่ญี่ปุ่นสูงมาก

โครงการกำหนดงบประมาณค่าใช้จ่ายเฉพาะการไปญี่ปุ่นไว้สูงถึง 4.73 ล้านบาท สำหรับผู้เข้าอบรมประมาณ 53 คน เฉลี่ยต่อหัวประมาณคนละ 9 หมื่นบาท สำหรับการศึกษาดูงาน 5 วัน รวมเดินทางไปกลับ มีพ่วงเล็ก ๆ ให้เบิกค่าเบี้ยงและค่าเดินทางจากต้นสังกัดได้ ซึ่งไม่แน่ชัดว่าสรุปแล้วค่าใช้จ่ายต่อหัวและค่าใช้จ่ายรวมที่ไม่ระบุในโครงการจะสูงขึ้นอีกเท่าใด ที่สุดแล้วก็มีการอนุมัติให้ไปญี่ปุ่น

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการอบรม “เจ้าพนักงานป้องกันระดับกลาง” ซึ่งควรเป็นข้าราชการตั้งแต่ ซี 6 หรือ ชำนาญการขึ้นไป แต่ผู้ที่เข้ารับการอบรมจำนวนหนึ่งยังไม่ได้ถูกแต่งตั้งให้อยู่ในระดับ 6 และจำนวนหนึ่งยังไม่ผ่านการอบรมระดับต้น หลายคนพอที่ทราบว่าเป็นญี่ปุ่นก็รีบลงชื่อทั้งที่ไม่ใช่ระดับกลาง

ประเด็นข้างต้น ป.ป.ช. ควรให้ความกระจ่างเกี่ยวกับเหตุผลความจำเป็นในการศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเด็นความเหมาะสมคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานราชการอื่น

MThai News

ข้อมูลจาก แฟนเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน