แทบช็อก! หนุ่มนั่งปลดทุกข์เจอ ‘งูเห่า’ โผล่ในชักโครก

ผงะ! หนุ่มกำลังนั่งปลดทุกข์เจอ ‘งูเห่า’ โผล่ในชักโครก ต้องประสานงานอาสาฯ ช่วยจับ

เมื่อเวลา 22.40น.วันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา  ศูนย์รับแจ้งเหตุ191รับแจ้งประชาชนขอความช่วยเหลืองูเข้าไปภายในโถส้วม ที่เกิดเหตุบ้านเลขที่90/14 หมู่บ้านฐานมั่นคง ซ.บงกช5 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงประสานงานอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สมาชิกเหยี่ยวเวหาเขตจ.ปทุมธานีรุดไปที่เกิดเหตุ

IMG_0285

ในที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียว ภายในบ้านพบนายพลภัทร  เหล่ากำเนิดเพชร อายุ 27 ปี เจ้าของบ้านพาไปดูงูตัวเขื่อง ที่หัวโผล่ออกมาจากชักโครกในห้องน้ำ ที่อยู่ภายในห้องนอน จากการตรวจสอบพบเป็นงูเห่าตัวขนาดใหญ่

เมื่อเจอเจ้าหน้าที่จึงหลบลงไปภายในน้ำขอชักโครก เจ้าหน้าที่จึงทำการเปิดบ่อเกรอะก็พบว่า ท่อน้ำล้นได้ต่อออกไปภายในท่อระบายน้ำและไม่มีตะแกรงหรือตาข่ายเขียวกัน คาดว่าเป็นจุดที่งูเข้าไปโผล่ในชักโครก  เจ้าหน้าที่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงฉีดเข้าไปภายในท่อและชักโครก ใช้เวลานานกว่า30นาที จึงสามารถใช้บ่วงจับงูจับงูเห่าที่หัวงูโผล่ออกมาจากชักโครกเพื่อสูดอากาศไว้ได้ลำตัวยาวกว่า1เมตร จึงนำใส่กระสอบไปไว้สถานที่พักงูเพื่อส่งมอบให้กับสถานเสาวภา

ทางด้านนายพลภัทร  เหล่ากำเนิดเพชร เปิดเผยว่า  ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3  ที่ตนเองเจองูโผล่ออกมาจากชักโครก คาดว่าเป็นงูตัวเดียวกันที่โผล่ขั้นมาแต่ไม่สามารถจับได้จนต้องไปใช้ห้องน้ำอีกห้องหนึ่ง และนอนหลับไม่เต็มตื่นเพราะกลัวงูจะออกมาจากชักโครกเลื้อยเข้ามาบนที่นอน วันนี้ตนเองกลับจากทำงาน ขณะกำลังนั่งบนชักโครก ก็ได้มองลงในชักโครกก็พบงูกำลังโผล่หัวผลุบๆโผล่ๆจึงประสานไปที่191 จนหน่วยกู้ภัยมาช่วยจับกุมไว้ได้ในที่สุด

ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy

MThai News

เจาะลึก! ระบบ ‘e-Payment’ มีดีอย่างไร

ระบบ “e-Payment” หรือแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ เป็นการผลักดันให้คนไทยลดการใช้เงินสด 

ระบบ “e-Payment” หรือแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ เป็นหนึ่งในนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเป็นประธานเพื่อผลักดันการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยเป็นการผลักดันให้การใช้เงินสดในประเทศลดน้อยลง และหันมาใช้ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ‘e-payment’ (อีเพย์เม้นท์) มากขึ้น

044

โดยระบบดังกล่าว ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงระบบการเงินได้มากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้หมายเลขตามบัตรประชาชน, หมายเลขโทรศัพท์ หรือ หมายเลขตามบัตรอื่น ของธนาคารพาณิชย์ เป็นตัวเชื่อมโยง ซึ่งประชาชนจะใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อในการรับเงินช่วยเหลือ และนำไปใช้จ่ายผ่านร้านค้า หรือนำไปใช้กับบริการต่าง ๆ ของภาครัฐตามที่รัฐบาลจะกำหนดต่อไป

สำหรับการใช้อีเพย์เม้นท์นั้น ยังทำให้การจัดเก็บภาษีดีขึ้น จนนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของประเทศ และทำให้ประเทศประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น เพราะธุรกรรมทางการเงิน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว และยังสนับสนุนนโยบายอื่นของประเทศ ทั้งนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล โครงการระบบตั๋วร่วมของกระทรวงคมนาคม นโยบายกองทุนการออมแห่งชาติ นโยบายการส่งเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในกรณีต่าง ๆ ของภาครัฐ

ทางด้าน ดร.อนุชิต อนุชิตานุกูล ที่ปรึกษารัฐบาล เรื่องระบบ e-Payment ของประเทศไทย ได้บรรรยาย ณ ห้อง 401 อาคาร 100 ปีวิศวกรรมศาสตร์จุฬาฯ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2559 จัดเนื่องในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2559 ของสมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาฯ

ได้วิเคราะห์และให้ความเห็นว่า สังคมไทยใช้เงินสดเยอะมาก ระบบ e-payment น่าจะช่วยให้ลดลงบ้าง  และจะช่วยแก้เรื่องเสียโอกาสที่ต้องทิ้งเงินสดในตู้ ATM แสนกว่าล้าน เพื่อรอผู้ใช้บริการมากดเงินสดออกไป ยังไปรวมถึงการลดความเสี่ยงของระบบ Logistic ในการขนเงินสด นำไปใส่ในตู้ ATM

ทั้งนี้เป็นเรื่องจำเป็นที่ไทยจะต้องมีระบบ e-payment เพื่อรักษาเอกราชทางการเงิน (Thai payment system sovereignty) และเป็นแผนยุทธศาตร์ในการป้องกันเข้ามาของระบบแบบเดียวกันจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามหากระบบ e-Payment มีการใช้อย่างจริงจังแล้ว ประเทศไทยควรมีกฎหมาย เพื่อรองรับเอกสารอิเล็กทรอนิคส์  เนื่องจากที่ผ่านมาธุรกิจหลายแห่งนิยมออกเอกสารที่เป็นกระดาษกัน เพราะสรรพากรจะเรียกเอาเอกสารมาตรวจ ดังนั้นต้องแก้ที่สรรพากรด้วยให้ตรวจจาก electronics แทน ทั้งนี้ระบบดังกล่าวยังเป็นการช่วยให้การรับจ่ายเงินช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐโปร่งใสและถูกต้องมากขึ้น

อ่านบทวิเคราะ e-Payment เพิ่มเติมได้>> Vasin Permsup

ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy

MThai News

เปรยใจ ‘ครูส้ม’ บุคคลที่2ใน7ภาพ ผู้ถวายงานใกล้ชิด ‘ในหลวง’

พบแล้ว! บุคคลที่ 2 ใน 7 ภาพ ผู้ถวายงานใกล้ชิด “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”  พร้อมเผยความในใจ ถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อ  “ในหลวง”

ภายหลังที่กระทรวงวัฒนธรรมประกาศตามหา 7 บุคคลใน 7 ภาพ ที่ถวายงานใกล้ชิด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ร่วมถ่ายทอดความรู้สึกและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีโอกาสถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทตามพระราชกรณียกิจพระองค์ พร้อมเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559

โดยรายงานระบุว่า พบแล้วบุคคลที่ 2 ใน 7 ภาพ โดยได้รับการตรวจสอบยืนยันว่า บุคคลในภาพ คือ ด.ญ.ทิพย์วรรณ ศุภกิจถาวร หรือ ส้ม ขณะนั้นเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวังไกลกังวล และเป็นนักเรียนที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมรายการศึกษาทัศน์ ซึ่งเป็นรายการของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งรูปแบบรายการจะพานักเรียนไปศึกษาเรียนรู้เรื่องต่างๆ รอบตัว

70-7-0

ซึ่งปัจจุบัน ส้ม หรือ ครูส้ม อายุ 29 ปี เป็นครูผู้ช่วย สอนดนตรีสากลอยู่ที่โรงเรียนรัชตวิทยาคม อำเภอปราณบุรี มานานกว่า 1 ปี และยังใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียน และวันหยุดเปิดโรงเรียนสอนดนตรีประเภทเปียโน อยู่ที่อำเภอหัวหิน

โดยครูส้ม เปิดเผยว่า เคยได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จอยู่หัว หลายครั้งจากการทำรายการศึกษาทัศน์ ซึ่งเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐาน ณ วังไกลกังวล มีการเสด็จพระราชดำเนินไปตามโครงการพระราชดำริต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดเพชรบุรี และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นครูให้ความรู้แก่นักเรียนรายการศึกษาทัศน์ และนักเรียนปลายทาง ทั้งโครงการฝนหลวง ที่ท่าอากาศยานหัวหิน โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดเพชรบุรี และวนอุทยานปราณบุรี อ.ปราณบุรี ตลอดจนโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

และตอนที่พระองค์ท่านสอนเรื่องน้ำ มีการนำปลาทอง ซึ่งเป็นสัตว์ที่อ่อนไหวต่อสภาพน้ำมาเป็นตัวอย่าง เมื่อสภาพน้ำเริ่มไม่ดี ปลาทองก็เริ่มมีอาการไม่ดี ซึ่งพระองค์ท่านมีรับสั่งให้ช่วยชีวิตปลาทองโดยด่วน ทำให้นักเรียนหลุดขำออกมา น่าแปลกที่พระองค์ท่านไม่ได้มีอาชีพเป็นครู แต่สามารถให้ความรู้ได้เป็นอย่างดี ไม่รู้สึกเบื่อเลยแม้ว่าจะใช้เวลานานก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ครูส้มย้ำว่าพร้อมสืบสานพระปณิธานของพระองค์ทั้งในเรื่องรู้หน้าที่ การรู้คุณค่าของตนเอง และรู้คุณค่าของสิ่งอื่นรอบตัว ปัจจุบัน ตนเองเป็นครู เพราะมีแรงบันดาลใจจากพระองค์ท่านที่ทรงเป็นแบบอย่างของครูที่ดี ตนได้มีโอกาสถ่ายทอดสิ่งที่พระองค์สอนให้แก่เด็กๆ ได้เรียนรู้ได้นำไปใช้ วิธีการสอนของพระองค์ท่านถือเป็นแบบอย่างที่ดีที่ครูจะนำไปถ่ายทอดความรู้ให้ความรู้แก่นักเรียน ซึ่งถ้าครูทุกคนสอนเด็กๆ ได้เหมือนพระองค์ท่านจะเป็นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติต่อไป

อ่านเพิ่มเติม js100.

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News