วอนช่วย ! หนูน้อยเด็กพิเศษวัย 8 ขวบ ต้องดูแลแม่ป่วยไตวาย

วอนช่วย ! หนูน้อยเด็กพิเศษวัย 8 ขวบ ต้องขอข้าวอาหารกลางวันจากโรงเรียน มาดูแลแม่ป่วยไตวายระยะสุดท้าย

ที่บ้านโพธิ์ศรี ตำบลโพธิ์ศรี อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี พบ ด.ช. ธเนศ ใจแสน หรือ น้องซีโฟร์ อายุ 8 ขวบ กำลังหอบหิ้วถุงข้าวและอาหารที่ได้รับบริจาคจากโรงเรียนบ้านโพธิ์ศรี แล้วเดินเท้าเปล่ากว่า 1 กิโลเมตร กลับไปที่บ้านเพื่อนำไปให้ นางวลีรักษ์ แก้วหิน ผู้เป็นแม่ ซึ่งทำอย่างนี้ทุกวันในช่วงเย็น ตั้งแต่น้องซีโฟร์เรียนอยู่ในชั้นอนุบาล

30

นางสาววลีรักษ์ แก้วหิน มารดาน้องซีโฟร์ เล่าว่า ตนป่วยเป็นโรคโลหิตจางมาตั้งแต่เกิด ต่อมาได้ป่วยเป็นโรคไต ความดันสูง และโรคกระดูกพรุน ส่วนโรคไตอยู่ในระยะสุดท้ายที่ตนต้องเดินทางไปฟอกไตสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ตอนนี้ไม่มีแรงและไม่สามารถทำงานรับจ้างอะไรได้ จึงไม่มีรายได้มาจุนเจือครอบครัว ซึ่งหากต้องเดินทางไปหาหมอก็ได้ขอจากพี่ชาย และเพื่อนบ้าน ส่วนข้าวและอาหารได้รับการบริจาคจากโรงเรียนบ้านโพธิ์ศรี ที่น้องซีโฟร์เรียนอยู่ ส่วนสามีของตัวเองได้ทิ้งไปแล้วหลายปีโดยไม่มีการติดต่อมาหาเลย ส่วนตัวน้องซีโฟร์ก็ป่วยเป็นธาลัสซีเมีย แต่เป็นแค่พาหะ และอาการหัวใจรั่ว อีกทั้งน้องซีโฟร์ยังเป็นเด็กพิเศษ ความจำสั้น พูดไม่ชัด

31

ขณะที่ นายกรัยพจน์ สุปันนุช ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโพธิ์ศรี กล่าวว่า เบื้องต้นทางโรงเรียนได้ช่วยเหลือด้านอาหารกลางวัน จัดหาทุนการศึกษาปีละ 500 บาท และเงินสนับสนุนพิเศษอีกปีละ 500 บาท พร้อมทั้งสนับสนุนด้านอุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน เพื่อแบ่เบาภาระจากที่บ้าน

หากใครต้องการช่วยเหลือครอบครัวน้องซีโฟร์ สามารถบริจาคได้ที่ บัญชีธนาคารสหกรณ์เพื่อการเกษตร หรือ ธ.ก.ส. สาขาพิบูลมังสาหาร เลขที่บัญชี 020069589257 ชื่อบัญชี ช่วยเหลือผู้ยากไร้ นางสาววลีรักษ์ แก้วหิน และเด็กชายธเนศ ใจแสน หรือติดต่อมาที่เบอร์ 08-3724-6715 นายกรัยพจน์ สุปันนุช ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโพธิ์ศรี

ที่มา : INN

MThai News

คสช.เลิก ‘ปรับทัศนคติ’ เปลี่ยนเป็น ’พูดคุยทำความเข้าใจ’?

คสช.แจงเล็งเลิก “ปรับทัศนคติ” เปลี่ยนเป็น “พูดคุยทำความเข้าใจ”  หยุดใช้ค่ายทหารกักตัวนักเคลื่อนไหวการเมือง?

วันที่ 1 มิ.ย.59 แหล่งข่าวจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีแนวทางการปฏิบัติต่อนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวทางสังคมว่า หากภาคประชาสังคมไม่เคลื่อนไหวเกินกรอบกฎหมาย จะใช้แนวทางแจ้งเตือนบอกกล่าว หากทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ขอย้ำ จะไม่มีการเชิญมาปรับทัศนคติ พร้อมทั้งจะไม่ใช้พื้นที่ค่ายทหารอีกแล้ว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและลดความรู้สึกไม่ดีว่ามีอะไรก็ต้องไปที่ค่ายทหาร

Thai soldiers stand guard after army chief General Prayut Chan-O-Cha met with anti-government and pro-government leaders at the Army Club in Bangkok on May 22, 2014. Thailand's army chief announced in an address to the nation that the armed forces were seizing power after months of deadly political turmoil. AFP PHOTO / PORNCHAI KITTIWONGSAKUL (Photo credit should read PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty Images)

พร้อมจะดุเรื่องความเหมาะสมอีกครั้ง ถึงแนวทางที่ทหารจะไม่ต้องใส่เครื่องแบบเข้าพูดคุยทำความเข้าใจหรือไม่ เพื่อสร้างบรรกาศและภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น
“หลังจากนี้ไป คสช.จะพิจารณาคำสั่งหรือประกาศได้หรือไม่นั้นคงต้องดูว่าไปตามสถานการณ์ ทั้งนี้เรายึดถือความสงบของบ้านเมืองเป็นเรื่องหลัก พร้อมทั้งสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดิน ถ้าอะไรก็ตามทำให้บ้านเมืองเกิดบรรยากาศแห่งความสงบสุขร่มเย็น ก็สามารถทำได้ทั้งนั้น” แหล่งข่าว คสช.กล่าว

แรงงาน ประกาศกฎหมาย อาชีพช่างไฟ ต้องมีบัตรประจำตัว

กระทรวงแรงงานประกาศกฎหมาย อาชีพช่างไฟ ต้องมีบัตรประจำตัว หลังยกเป็นอาชีพที่อาจก่อให้เกิดอันตรายในที่สาะารณะ ฝ่าฝืนมีโทษปรับ 5,000 บาท ให้มีผล 26 ตุลาคม 2559

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ออกประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดสาขาอาชีพ ที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะ ซึ่งต้องดำเนินการโดยผู้ได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ โดยกำหนดให้ สาขาอาชีพช่างไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร เป็นสาขาอาชีพที่อาจเป็นอันตรายต่อสาธารณะ

ช่างไฟฟ้า, กฎหมาย

ซึ่งต้องดำเนินการโดยผู้ได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกาศกระทรวงแรงงานฉบับดังกล่าว กำหนดให้มีผลใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนด 365 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป

ทั้งนี้หากช่างไฟฟ้าฝ่าฝืนไม่มีบัตรประจำตัว จะมีความผิด ปรับไม่เกิน 5,000 บาท นายจ้างที่จ้างแรงงานที่ไม่มีบัตรประจำตัวช่างไฟฟ้า มีความผิดปรับไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งกฏหมายฉบับนี้ดังกล่าว ควบคุมผู้ประกอบอาชีพช่างไฟฟ้าทุกคน (ยกเว้นผู้ที่จบวิศวะฯ และมีใบ กว. ช่างไฟฟ้ากำลัง)

นักศึกษาที่จบ ปวช. ปวส. ปริญญาตรี ช่างไฟฟ้า จะมีแค่คุณวุฒิทางการศึกษา รับรองว่าจบการศึกษาระดับนั้นๆ เท่านั้น ไม่ได้มีเอกสารหลักฐานที่ยืนยันว่าบุคคลนั้นๆ สามารถปฏิบัติหน้าที่ช่างไฟฟ้าได้ถูกต้อง ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยจึงได้ออกมากฎหมายมาบังคับใช้ดังกล่าว

สำหรับการประกาศอาชีพช่างไฟฟ้าเป็นสาขาอาชีพควบคุม ต้องปฏิบัติโดยช่างที่มีหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ โดยมีขั้นตอนมีดังนี้

1 ต้องผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร
ถ้ายังไม่ผ่านการสอบ ให้ติดต่อขอสอบได้ที่ ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด หรือสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค

2 ประเมินจากคุณวุฒิทางการศึกษา/ประสบการณ์การทำงาน/การอบรมสัมมนา

3 ประเมินจากการสอบสัมภาษณ์

เกณฑ์การประเมิน ต้องได้คะแนนรวมไม่น้อยกว่า 85 คะแนนถึงจะได้หนังสือรับรองความรู้ความสามารถ คะแนนได้มาจาก
1 ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร จะได้คะแนนทันที 50 คะแนน
2 คุณวุฒิทางการศึกษา/ประสบการณ์การทำงาน/การอบรมสัมมนา มีคะแนนประเมินรวมกันไม่เกิน 25 คะแนน
3 การสัมภาษณ์ มีคะแนนประเมินไม่เกิน 25 คะแนน

โดยหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ มีอายุ 3 ปี (เสียค่าธรรมเนียมในการประเมิน 1,000 บาท)

ทั้งนี้สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ ได้จาก http://www.dsd.go.th/oloc

ขอบคุณภาพจาก มาดูกัน

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News