ด่วน! หัวหน้าคสช.ใช้ ม.44 ให้อำนาจ กสทช.ปิดสื่อโดยไม่มีความผิด

ด่วน! ราชกิจจานุเบกษาประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช.ใช้ “ม.44” ให้อำนาจ กสทช.คุมการออกอากาศโดยไม่มีความผิด

วันที่ 14 ก.ค.2559 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 41/2559 เรื่อง การกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารต่อสาธารณะ

0KiMdZ

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 103/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เพื่อกำหนดห้ามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบางประเภทนั้น โดยที่ข้อมูลข่าวสารตามประกาศดังกล่าวมีลักษณะเป็นข้อมูลข่าวสาร ที่ต้องห้ามมิให้ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ออกอากาศตามมาตรา 37 แห่ง พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551

ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดปัญหาในการรับรู้และความเข้าใจในการกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของผู้ประกอบการไปสู่ประชาชนทั้งในส่วนของประเภทของข้อมูลข่าวสารที่ต้องห้ามและมาตรการที่จะนำมาใช้ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ จึงจำเป็นต้องกำหนดให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้การเสนอข้อมูลข่าวสารหรือการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระตามข้อ 3 (1) ถึง (7) ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ลงวันที่ 18 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ฉบับที่ 103/2557 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 เป็นการออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบ ต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 37แห่ง พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 แล้วแต่กรณี

ข้อ 2 ในกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เลขาธิการคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากบุคคลดังกล่าว ได้กระทำการไปตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติและไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น

เพื่อควบคุมดูแลมิให้มีการเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือการออกอากาศรายการที่มีลักษณะตามข้อ ๑ นับแต่วันที่ประกาศตามข้อ ๑ มีผลใช้บังคับย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

ที่มา  ราชกิจจานุเบกษา

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News

ย้อนรอย! โศกนาฏกรรมทางเครื่องบินในประเทศไทย

ช่วงนี้ข่าว ‘อุบัติเหตุทางเครื่องบิน‘ มีให้เห็นตามสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่องทั้งไทย และต่างประเทศ บางเหตุการณ์ส่งผลความเสียหายอย่างรุนแรง มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งทุกคนได้แต่ภาวนาขออย่าให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก

แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็มีเหตุประตูเครื่องบินตกจากท้องฟ้าลงมากลางป่าหน้าวัดพระธาตุดอยหัวฝาย ต.พระธาตุผาแดง อ.แม่สอด จ.ตาก ต่อมามีทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 4 ได้เข้ามาตรวจสอบ และนำไปเก็บรักษาที่หน่วย

1450064843
ภาพประกอบเนื้อหา

ต่อมาพบว่ามีเครื่องบินเล็กลำหนึ่งจอดอยู่โดยไม่มีประตู ใช้ผ้าพลาสติกคลุม เป็นเครื่องบินพลเรือนหมายเลขHS-ITD แบบ B 350 ของบริษัท Thai Flying Services โดยประตูดังกล่าวหลุดจากตัวเครื่องขณะบินขึ้นจากท่าอากาศยานแม่สอด ปลายทางสนามบินดอนเมือง โชคดีในเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต

หากพูดถึงเรื่องโศกนาฏกรรมทางเครื่องบินที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย วันนี้ทาง MThai News ขออนุญาตหยิบยกเหตุการณ์เครื่องบินตกมาให้ ผู้อ่านได้ย้อนรำลึกกันอีกครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์แรก เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ปี 2541 เครื่องบินของสายการบินไทย เที่ยวบินที่ 261 (TG261) นำผู้โดยสารบินจากกรุงเทพมหานครไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี ด้วยเครื่องบินแอร์บัส เอ 310-300 ทะเบียน HS-TIA

มีผู้โดยสาร 146 คน ซึ่งออกจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง เวลา 11.40 น. ตามเวลามาตรฐาน เมื่อเครื่องบินเริ่มลดระดับลงสู่ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี สภาพอากาศมีฝนตกหนักและทัศนวิสัยไม่ดี เนื่องจากเป็นช่วงที่มีพายุดีเปรสชัน “จิล” นักบินพยายามนำเครื่องลงจอดถึง 2 ครั้งแต่ไม่สำเร็จ

และในครั้งที่ 3 เครื่องยนต์เกิดชะงัก ทำให้เครื่องบินตกกระแทกพื้น เครื่องเสียหลัก ก่อนจะพุ่งตกลงไปในป่ายาง ห่างออกไป 2 ไมล์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของท่าอากาศยาน เหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิต 101 คน และได้รับบาดเจ็บ 45 ซึ่งในเหตุการณ์นั้นมีบุคคลที่มีชื่อเสียงโดยสารไปด้วย และเสียชีวิตหลายคน โดยมี เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ดารานักร้องชื่อดัง ที่รอดชีวิตอย่างปาฏิหารย์

เหตุการณ์ที่ 2 เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ปี 2550 เป็นเครื่องบินของสายการบิน วัน-ทู-โก แอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 269 นำผู้โดยสารบินจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองไปยัง จ.ภูเก็ต มีผู้โดยสาร 123 คน โดยช่วงเกิดเหตุ เป็นช่วงขณะการร่อนลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต

แต่เกิดเรื่องไม่คาดคิด เมื่อเครื่องบินได้ไถลออกนอกรันเวย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 90 ราย มีผู้บาดเจ็บ 41 ราย และลูกเรือรอดชีวิต 2 ราย จาก 5 ราย

อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ปี 2552 เวลาประมาณ 14.15 น. เป็นเครื่องบินสายบางกอกแอร์เวย์ เที่ยวบินที่ PG-266 นำผู้โดยสารบินจากกระบี่ไปยังเกาะสมุย ด้วยเครื่องบินเอทีอาร์ 72 ขนาด 75 ที่นั่ง มีผู้โดยสาร 68 คน ลูกเรือ 4 คน ขณะเครื่องบินกำลังร่อนลงจอดที่ท่าอากาศยานสมุย

ซึ่งในขณะนั้น ทัศนวิสัยไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากมีฝนตก ส่งผลให้รันเวย์ลื่น และลมกระโชกแรง เครื่องได้ลื่นไถลออกนอกรันเวย์ไปชนกับอาคารหอบังคับการบินหลังเก่า ที่ปัจจุบันใช้เป็นอาคารเก็บอุปกรณ์ดับเพลิง ส่งผลทำให้นักบินเสียชีวิตทันที 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บเบื้องต้น 7 คน ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ

และเหตุการณ์ที่จะกล่าวต่อไปนี้ ถือได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมทางเครื่องบินที่รุนแรงที่สุด ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ย้อนไปเมื่อวันที่ 26 พ.ค. ปี 2534 เวลาประมาณ 23:10 น. เที่ยวบินที่ NG004 ซึ่งบินมาจากท่าอากาศยานไคตั๊ก จากฮ่องกง ได้ออกจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง มุ่งสู่ท่าอากาศยานนานาชาติเวียนนา ด้วยเครื่องบิน Boeing B-767-3Z9ER ทะเบียน OE-LAV ชื่อเครื่องบิน โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ท มีผู้โดยสาร 213 คน และลูกเรือ 10 คน

ต่อมาเวลา 23.22 น. กัปตันเครื่องบิน 2 คน ได้รับสัญญาณภาพเตือนว่ามีความผิดพลาดทางระบบที่อาจทำให้ระบบผันกลับแรงขับ หรือ Thrust Reverser ซึ่งเป็นระบบที่เปลี่ยนไอพ่นไปในทางตรงกันข้าม เพื่อใช้เป็นแรงในการชะลอความเร็วของเครื่องบิน

ซึ่งในเหตุการณ์นั้นมีสัญญาณเตือนมาจากเครื่องยนต์หมายเลข 1 ขณะบิน โดยนักบินทั้ง 2 คนได้ลงความเห็น และสรุปพ้องต้องกันว่า สัญญาณเตือนนั้นเป็นเพียงเหตุการณ์ปกติและไม่ได้จัดการใด ๆ กับสัญญาณเตือน

ต่อมาเวลา 23.31 น. ระบบผลักดันแรงขับที่เครื่องยนต์หมายเลข 1 ทำงานระหว่างที่เครื่องบินอยู่เหนือพื้นที่ป่าและภูเขาบริเวณรอยต่อระหว่าง จ.อุทัยธานี และ จ.สุพรรณบุรี

จนทำให้เครื่องบินสูญเสียแรงยกและฉีกออกเป็นส่วนๆ กลางอากาศที่ระดับความสูง 1,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ต่อมา ซากเครื่องบินถูกพบในบริเวณซึ่งปัจจุบันเป็นอุทยานแห่งชาติพุเตย จ.สุพรรณบุรี และเป็นเหตุการ์ที่เศร้าสลดใจอย่างมาก เนื่องจากไม่มีผู้โดยสารและลูกเรือคนใดรอดชีวิต

เหตุการณ์ที่หยิบยกมานั้น เป็นแค่เหตุการณ์บางส่วนเท่านั้นที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ยังไม่รวมถึงอุบัติเหตุทางเครื่องบินในต่างประเทศ ที่ปัจจุบันยังไม่สามารถค้นหากล่องดำได้ ซึ่งพบเพียงชิ้นส่วนของเครื่องบินเท่านั้น

ก็ต้องกลับมาคิดทบทวนดูว่า จะมีการวางมาตรฐานอุตสาหกรรมบิน และความเข้มงวดในการตรวจสอบอย่างไร ทั้งเรื่องมาตรฐานของเครื่องบิน อายุการใช้งานและอุปกรณ์ในส่วนต่างๆ หรือแม้กระทั่งความชำนาญการในการขับเครื่องบินของนักบิน ชั่วโมงการ ฯลฯ รวมถึงปัจจัยหลายๆ อย่างที่เกี่ยว เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานของสายการบินนั้นๆ

ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ ซึ่งหากมองข้ามจุดเล็กๆไป จนปล่อยให้มันกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายภาคหน้า มันก็ไม่ต่างอะไรกับทิ้งให้ผู้โดยสารต้องมา ‘แขวนชีวิต…ไว้บนเส้นด้าย…!??

ข้อมูลประกอบจาก Wiki

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News

เผยคลิประทึก! ชาวบ้านบุกชิงตัวเอเย่นต์ยาบ้า ทำร้ายตำรวจที่เข้าจับกุม

เผยคลิปนาทีระทึก! ชาวบ้านบุกชิงตัวเอเย่นต์ค้ายาบ้า ปิดล้อมทำร้ายตำรวจที่เข้าจับกุม

วันนี้(14 ก.ค.) โลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิประทึก เผยให้เห็นภาพการปะทะกัน ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกลุ่มชาวบ้านในชุมชนหลังวัดตะไกร ในพื้นที่หมู่ 2 ต.คลองสระบัว อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ขณะเจ้าหน้าที่บุกจับกุมผู้ค้ายาเสพติดภายในชุมชน ก่อนถูกกลุ่มชาวบ้านปิดล้อม และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ ทำลายรถยนต์ โดยมีการชิงตัวผู้ต้องหา นำเงินล่อซื้อยาเสพติด 9,000 บาท แต่หลบหนีไปได้

ทั้งนี้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มเครือข่ายยาบ้า และชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวที่กระทำผิดในการขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

ภาพจาก Thai Brain 

MThai News