หนุ่มโร่ร้อง ขอตำรวจชดใช้ 10 ล้านบาท หลังทำติดคุกฟรี 10 ปี

เหยื่อติดคุกฟรี 6 ปี 10 เดือน คดีฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร้องตำรวจชดใช้ 10 ล้านบาท หลังศาลฎีกาตัดสินไม่มีความผิด

วันนี้ (27 ก.ค. 59) นายธีระยุทธ กาลมิกาล ผู้เสียหายจากการทำคดีของพนักงานสอบสวน พร้อม นายภีมเดช อมรสุคนธ์ หัวหน้าศูนย์สิทธิมนุษยชน เดินทางมายื่นหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงิน 10 ล้านบาท ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) หลังถูกจำคุกเป็นเวลา 6 ปี 10 เดือน ในคดีฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน สุดท้ายศาลฎีกาตัดสินว่านายธีระยุทธไม่มีความผิด เนื่องจากหลักฐานของพนักงานสอบสวนอ่อนเกินไป

102

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2551 ที่ จ.ระนอง โดย นายธีระยุทธ นั่งอยู่กับเพื่อนในหมู่บ้านแล้วได้ยินเสียงปืนดังขึ้น จึงเข้าไปดู พบผู้เสียชีวิต จึงช่วยอุ้มไปส่งโรงพยาบาล แต่หลังจากนั้น 2-3 วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาควบคุมตัวเป็นผู้ต้องหา

ตนได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ไม่มีเงินจ้างทนาย เนื่องจากมีอาชีพเป็นชาวประมง รวมทั้งครอบครัวถูกข่มขู่ คุกคามตลอดเวลา จึงขอเรียกร้องความเป็นธรรมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากระยะเวลา 6 ปี 10 เดือน นานมาก เสียหายทั้งครอบครัว ชื่อเสียง เสียอนาคต และที่สำคัญขณะนี้ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้ มีผู้จ้องจะเล่นงานหลายคน

ด้าน หัวหน้าศูนย์สิทธิมนุษยชน เผยว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินให้ประหารชีวิตนายธีระยุทธ โดยศาลฎีกาตัดสินว่า นายธีระยุทธ ไม่ผิด เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2557 และปล่อยตัว นายธีระยุทธ ออกมาเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2558

โดยกรณีดังกล่าวเป็นความผิดพลาดของพนักงานสอบสวนที่จับผู้กระทำผิดตัวจริงไม่ได้ จึงสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและใส่ร้ายป้ายสี รวมทั้งสร้างพยานแวดล้อมขึ้นมาเพื่อให้สามารถสรุปสำนวนคดีได้ โดยที่ตนไม่มีความขัดแย้งกับใครเลย จึงไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับใครอีก

ขอบคุณข้อมูล//ภาพ มติชนออนไลน์

MThai News

จับอดีตนักแสดงหนังเรื่องดัง แสบสนิทฯ ชีวิตตกอับขโมยของในตลาดนัด

ตำรวจที่ศรีราชา สั่งดำเนินคดีอดีต “ดาราสาว” ตกอับก่อเหตุลักขโมยของในตลาดนัด พบเคยก่อเหตุมานับครั้งไม่ถ้วน ก่อนบอกเป็นคนบ้า ขโมยของฉลองวันเกิด 

มนัสนันท์ ปานดี, แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า
ภาพจากข่าวสด

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (27 ก.ค. 59) เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ได้นำตัวนางสาวมนัสนันท์ ปานดี อายุ 32 ปี เข้ามาสอบสวนหลังได้ก่อเหตุขโมยกระเป่าสตางค์ที่วางขายอยู่ในตลาดนัดกลางเมืองศรีราชา

โดยนางสาววนิดา แสงมณี เจ้าทุกข์ เผยว่า ขณะที่ตนกำลังขายของอยู่ในตลาดนัดอยู่นั้น นางสาวมนัสนันท์ ได้เดินเข้ามาเลือกสินค้า ก่อนเอาเสื้อคลุมวางบนแผงกระเป๋า ก่อนรวบเสื้อพร้อมหยิบกระเป๋าเข้าไปไว้ในเสื้อคลุมที่วางไว้บนแผงออกไปพร้อมกับเสื้อ ตนเห็นผิดสังเกตจึงเช็คสินค้าก็พบว่ากระเป๋าสตางค์ได้หายไป

จึงวิ่งไล่ตามพร้อมทั้งตะโกนให้คนในตลาดช่วยจับกุมตัว จนสามารถจับกุมตัวได้ จากนั้นจึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมารับตัวไปดำเนินคดี เพราะเห็นว่านางสาวมนัสนันท์ มักก่อเหตุลักษณะดังกล่าวที่ตลาดเป็นประจำ แต่ก็ไม่มีใครยอมเอาเรื่องเพราะสงสาร แต่ครั้งนี้ยอมไม่ได้เนื่องจากปล่อยมาหลายครั้งแต่ไม่สำนึกและมักกลับมาก่อเหตุอีก

มนัสนันท์ ปานดี, แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า

ทั้งนี้จากการสอบสวน นางสาวมนัสนันท์ ยอมรับว่าก่อเหตุดังกล่าวจริง พร้อมอ้างว่าเป็นคนบ้าและขอร้องอย่าเอาเรื่อง เพราะที่ขโมยของดังกล่าวทำไปเพื่อฉลองวันเกิด แต่ทางเจ้าทุกข์ไม่ยอม เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาลักทรัพย์แก่นางสาวมนัสนันท์ ก่อนส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำหรับนางสาวมนัสนันท์ จากการสืบประวัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าเคยแสดงภาพยนต์เรื่อง แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า และภาพยนต์เรื่องโกยเถอะโยม ก่อนชีวิตจะพลิกจากที่เคยเป็นนักแสดง กลับมาเป็นหัวขโมยพูดจาไม่รู้เรื่องเรื่องเพราะยาเสพติด เนื่องจากมีการพบว่าเคยต้องคดีเสพยาเสพติดมาแล้วถึงสองครั้ง

จบด้วยดี เจ้าคุณพิพิธ -พุทธะอิสระ ไกล่เกลี่ยคดีหมิ่นฯ ปี58 สำเร็จ

‘เจ้าคุณพิพิธ’ ยอมจ่ายค่าทนายให้ ‘พุทธะอิสระ’ ปิดคดีหมิ่นประมาทฯ ปี 58 ก่อนที่ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อยจะบุก DSI แจ้งความเอาผิด พระเมธีธรรมาจารย์ ต่อในข้อหาอั้งยี่ จากกรณีโพสต์ปลุกระดมประชาชนต้านผลสอบรถโบราณหรูสมเด็จช่วง

พระพุทธะอิสระ, เจ้าคุณพิพิธ,
ภาพจาก มติชนออนไลน์

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (27 ก.ค. 59) พระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม และพระราชวิจิตรปฏิภาณ หรือเจ้าคุณพิพิธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสุทัศนเทพวราราม ได้เดินทางไปที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก หลังศาลได้มีคำสั่งให้มาไกล่เกลี่ยในคดีที่พระพุทธอิสระเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าคุณพิพิธ ฐานหมิ่นประมาทฯ

จากกรณีที่เจ้าคุณพิพิธพให้สัมภาษณ์หลายครั้งในช่วงเวลาประมาณเดือน ก.พ.58– 16 ก.พ.59 กล่าวหาว่าพระพุทธอิสระ มีเจตนาว่าร้ายสมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช จนสร้างความเข้าใจผิดให้ประชาชนได้

ซึ่งการไกล่เกลี่ยดังกล่าวมีการหารือตกลงกันถึง 4 ชั่วโมง จนได้ข้อสรุปโดยเจ้าคุณพิพิธงยินยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ประกอบด้วยค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมศาล กว่า 30,000 บาท พร้อมทั้งทำสัญญาตกลงกันว่า หากกล่าวเท็จ ว่าร้ายให้ได้รับความเสียหายอีก เรื่องคดีความจะต้องกลับมาดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นเดิม

ขณะที่พระพุทธอิสระ ได้กล่าวภายหลังศาลมีคำสั่งตัดสินช่วงหนึ่งว่า ก่อนอื่นต้องขอโทษเจ้าคุณพิพิธที่ต้องมาขึ้นศาลด้วย ซึ่งตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะเอาเรื่องอะไร แต่อยากพิสูจน์ความจริงให้สังคมได้รับรู้ ระดับเจ้าคุณหรือระดับผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง จะวิพากษ์วิจารณ์ก็ขอให้มีข้อมูลความจริงด้วยเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายได้ จึงทำให้เกิดคดีดังกล่าวขึ้นมา

นอกจากนี้ในวันเดียวกัน หลวงปู่พุทธอิสระ ยังได้เดินทางไปยังกรมสอบสวนพิเศษ หรือดีเอสไอ เพื่อยื่นหนังสือถึง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงษ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ให้ดำเนินคดีกับ พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนทสาโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ข้อหาอั่งยี่ซ่องโจร กรณีโพสต์เฟซบุ๊กปลุกระดมประชาชนต้านผลสอบรถโบราณหรูสมเด็จช่วง เนื่องจากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการกดดันและท้าทายอำนาจ คสช. อาจมีโทษรุนแรงถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตด้วย

จากนั้นได้เดินทางไปมอบตัวกับอัยการ หลังถูกแจ้งข้อหากบฎ เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับพระภิกษุสงฆ์ที่ถูกดำเนินคดี และแสดงให้เห็นว่าแม้ว่าจะเป็นพระก็ควรอยู่ภายใต้กฎหมาย