พาณิชย์ ยืนยัน น้ำอัดลมไม่มีการปรับขึ้นราคา

กรมการค้าภายในยืนยันไม่มีการปรับขึ้นราคาจำหน่าย ‘น้ำอัดลม’ โดยราคาที่มีการนำเสนอข่าวเป็นราคาเดิมที่จำหน่ายตั้งแต่ปี 2556

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ขณะนี้บริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลม ได้แจ้งปรับขึ้นราคาจำหน่ายน้ำอัดลม ทั้งน้ำอัดลมขวดแก้ว และน้ำอัดลมกระป๋อง เพิ่มอีกขวดละ 2 บาท ทำให้ราคาขายปลีกเดิม จากขวดละ 10 บาท เป็น 12 บาท และแบบกระป๋องเพิ่มปริมาณจาก 240 มิลลิลิตร เป็น 245 มิลลิลิตร หรือเพิ่มขึ้น 5 มิลลิลิตร แต่แบบขวดแก้วยังปริมาตรสุทธิเท่าเดิม คือขวดละ 250 มิลลิลิตร

diet

ด้าน นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้มีการประสานกับผู้ผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่จำนวน 3 ราย ได้แก่ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด (ตราโค้ก) บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด (ตราเป๊ปซี่) และบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) (ตราเอส) ได้รับการยืนยันว่า ในขณะนี้ไม่มีการปรับขึ้นราคาจำหน่ายน้ำอัดลม รวมทั้งผู้ผลิตไม่มีการขอปรับขึ้นราคาจำหน่ายแต่อย่างใด

สำหรับราคาน้ำอัดลมตามที่มีการนำเสนอข่าวนั้น เป็นราคาเดิมที่จำหน่ายตั้งแต่ปี 2556 แต่เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันกันสูง จึงมีการปรับลดขนาดจาก 325 มล. ที่มีราคาจำหน่ายกระป๋องละ 15 บาท เป็นขนาด 245 มล. และปรับลดราคาจำหน่ายเป็นกระป๋องละ 12 บาท และมีบางรสชาติปรับลดขนาดเหลือ 240 มล. และจำหน่ายในราคากระป๋องละ 10 บาท เพื่อให้มีขนาดที่เหมาะกับความต้องการดื่มในปริมาณที่ลดลง และทำให้ผู้บริโภคจ่ายน้อยลงด้วย โดยราคาจำหน่ายที่ปรับลดขนาดสอดคล้องกับปริมาณที่ลดลง

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้มีการกำกับดูแลสินค้าน้ำอัดลม ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าที่ติดตามดูแล 205 รายการ ที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงราคาให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน และกรมการค้าภายในจะมีการพิจารณาราคาที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับต้นทุน หากไม่มีเหตุผลที่สมควรก็จะไม่พิจารณาให้มีการปรับขึ้นราคาจำหน่าย

ขอบคุณภาพจาก  จส.100

ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy

MThai News

ผู้เสียหายร้อง DSI ถูกนักการเมืองท้องถิ่นโกงเงินหลายล้าน

สมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่ พร้อมผู้เสียหายกว่า 30 ราย ร้องดีเอสไอถูกนักการเมืองท้องถิ่นภาคใต้ ฮุบเงินหลายล้าน และถูกหลอกลงทุนสูญเงินกว่า 10 ล้านบาท

วันนี้ 27 ก.ค. นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย พร้อมผู้เสียจากแชร์เฟซบุ๊ก และแชร์ไลน์ กว่า 30 คน เดินทางไปร้องเรียนกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โดยอ้างว่าถูกนักการเมืองท้องถิ่นทางภาคใต้ ฉ้อโกงเงิน สูญเสียทรัพย์สินรวมแล้วมูลค่าหลายล้าน

716565-01

โดยนายสามารถ เผยว่า วันนี้มาร้อง 2 คดี มีผู้เสียหายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่หนึ่ง หลอกให้ร่วมลงทุนซื้อขายที่ดินโดยมี สจ. จังหวัดพัทลุง มีส่วนเกี่ยวงข้อง และอีกกรณี คือ การหลอกให้ร่วมลงทุนอาหารเสริม โดยมีการแบ่งเงินปันผลทุกสัปดาห์ โดยกรณีแรกมีผู้เสียหายกว่า 30 คน ส่วนกรณีที่ 2 มีผู้เสียหาย 20 คน เสียหายกว่า 10 ล้านบาท

ซึ่งทั้ง 2 กรณีมีการใช้เฟซบุ๊ก และ แชร์ไลน์ เป็นเครื่องมือในการหลอกลวงในการรวมลงทุน ทั้งนี้ จึงมาร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอตรวจสอบดำเนินคดีกับผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากกรณีดังกล่าว โดยได้ร้องขอให้เจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายการฟอกเงินเพื่อติดตามเงินของผู้เสียหายมาคืนด้วยความรวดเร็ว

เบื้องต้น นายณัฐวุธ นิติวรยุทธ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยบริการประชาชน เป็นผู้รับเรื่อง ก่อนส่งให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณารับเรื่องอีกครั้ง

ที่มา… INN

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

จวกยับ หนุ่มเวียดนาม ปีนจูบหน้าอกรูปปั้นสาวอนุสรณ์สถาน

นักท่องเที่ยวชาย ปีนรูปปั้นหินสลักหญิงสาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถาน พร้อมจีบที่หน้าอก

FAE6D83E-30B4-46BF-AB54-69457850DA5A_w640_r1_s

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงาน เรื่องราวประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ เมื่อมีการเผยแพร่ภาพนักท่องเที่ยวชายปีนขึ้นไปจูบ รูปหินสลักของหญิงสาวก็เป็นส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถาน แห่งความรัก ที่ตั้งอยู่บนยอดเนิน แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองด่าลัต เมืองท่องเที่ยว ในภาคกลางเวียดนาม

ทั้งนี้เฟซบุ๊กชื่อ “เล เจิ่น” แสดงให้เห็นชาย 2 คนปีนขึ้นไปบนอนุสรณ์หินแกะสลัก ชายคนหนึ่งจูบลงบนยอดอกของรูปปั้นหญิง และทราบต่อมาว่าแม้จริงแล้ว เขาคือเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนทำ สร้างความโกรธแค้นให้กับผู้คนอย่างมาก เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม รูปหินสลักคู่นั้น สร้างขึ้นเพื่อเป็นพยานแห่งความรักที่ไม่สมหวัง และลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม ระหว่างกะลาง กับหะ-เบียง คู่รักคู่หนึ่ง โดยกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่เล่าขานจนกลายเป็นตำนานว่า ทั้งสองไม่สามารถจะแต่งงานเป็นคู่ครองกันได้ เนื่องจากต่างชนเผ่ากัน กับฐานะที่แตกต่างกัน

ที่มา www.voanews.com