ผวาหนัก! ‘หมอเปรม’ นั่งไหว้นักข่าว ‘ผมกลัวแล้วครับพี่’

‘หมอเปรม’ นั่งไหว้นักข่าว พูดสั้นๆ ‘ผมกลัวแล้วครับพี่’  ระหว่างมายื่นหนังสื่อต่อ ผจว.ขอนแก่น  เอาผิดสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด บุกรุกที่สาธารณะเพื่อทำรีสอร์ทกอบโกยหาผลประโยชน์

วันนี้ 30 ส.ค. ที่ห้องทำงาน นายกำธร ถาวรสถิต ผวจ.ขอนแก่น นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ ซึ่งถูกนายกรัฐมนตรีใช้คำสั่ง ม.44 สั่งพักงานทุกอย่างในสำนักงานเทศบาลเมืองบ้านไผ่ พร้อมด้วยลูกน้องคนสนิท ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนกับ นายกำธร ถาวรสถิตย์ ผวจ.ขอนแก่น เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เอาผิดกับนาย เดชคำรณ สิงห์คลีบุตร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด บุกรุกที่สาธารณะเพื่อทำรีสอร์ทกอบโกยหาผลประโยชน์ และขอให้วินิจฉัยการเป็นผู้มีส่วนได้เสียตาม พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 ม.11(5)

โดย นพ.เปรมศักดิ์ ได้ขอให้ ผวจ.ขอนแก่น ได้ดำเนินการด้วยความเด็ดขาดเพราะเป็นประโยชน์ของชาติ และขอให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน เหมือนกับที่ตั้งกรรมการสอบเรื่องราวของตน ซึ่งนายกำธร ถาวรสถิตย์ บอกว่าตลอดชีวิตราชการตนทำงานด้วยความซื่อสัตย์ หากมีเรื่องร้องเรียนตนก็ต้องดำเนินการทุกเรื่องอยู่แล้ว

ส่วนจะมากำหนดเวลาการทำงานนั้นมันขึ้นอยู่กับเหตุเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นบางเรื่องมันเกิดมาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน แต่บางเรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อ 3 วันที่แล้ว มันต้องสอบเป็นเรื่อง ๆ ไป ระยะเวลาการเกิดเรื่องมันไม่เท่ากัน

จากนั้น น.พ.เปรมศักดิ์ ได้รีบเดินออกจากห้อง ผวจ. ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ระหว่างนั้น ผู้สื่อข่าวได้พยายามเข้าไปขอสัมภาษณ์ ซึ่ง นพ.เปรมศักดิ์ ถามว่า จะสัมภาษณ์เรื่องอะไร นักข่าวจึงตอบไปว่าเรื่องของคุณหมอเปรม ทำให้หมอเปรม รีบทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ พร้อมยกมือไหว้ แล้วบอกว่า ผมกลัวแล้วครับพี่ผู้สื่อข่าว และยกมือไหว้เอียงไปซ้ายขวา พร้อมบอกว่า ผมกลัวแล้วครับผู้สื่อข่าว ๆ สร้างความตกใจและประหลาดใจให้กับ ผวจ.ขอนแก่น และนักข่าวที่รอสัมภาษณ์ ว่า มันเกิดอะไรขึ้น

ขอบคุณ มติชน

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

แม่น้องการ์ตูน โพสต์ความในใจ หลังศาลตัดสินคดีรถซิ่งชนร้านสเต๊กปี57

แม่น้องการ์ตูน เหยื่อคนขับรถซิ่งพุ่งชนร้ายสเต๊กปี 57 จนลูกพิการ สามีเสียชีวิต โพสต์ระบายความในใจผ่านเฟซบุ๊ก หลังศาลได้มีคำสั่งตัดสินให้คู่กรณีจ่ายค่าเสีย แต่เขาไม่มีทรัพย์เปรียบเป็นบุคคลล้มละลาย เตือนคนไทยให้ใช้ชีวิตแบบระวัง อย่าประมาท เพราะมันเป็นเพียงเส้นด้าย

ความคืบหน้าในคดีที่น.ส.น้ำผึ้ง ใจเสงี่ยม ขับรถกระบะพุ่งชนร้านสเต๊กลุงใหญ่ ปากซอยเอกชัย 119 จนเป็นเหตุให้ นายภานุทัต ชำนิ เจ้าของร้านเสียชีวิต ส่วนน้องการ์ตูน ลูกสาววัย 5 ขวบ ได้รับบาดเจ็บสาหัส เนื่องจากสมองถูกทำลาย โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2557

น้องการ์ตูน

ล่าสุดผู้ปกครองของน้องการ์ตูน ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นเปิดถึงกรณีดังกล่าวภายหลังศาลได้มีคำสั่งตัดสิน ผ่านเฟซบุ๊ก “ร้านสเต็กคุณแม่การ์ตูน Mother’s Grill Steak House “ย่างด้วยรัก หมักด้วยใจ” โดยระบุว่า

จดหมายถึงคนไทย – ชีวิตเป็นเพียงเส้นด้าย

ขอฝากอุทาหรณ์ ให้คนไทยได้ตระหนักถึง หากเหตุการณ์นี้ไม่เกิดขึ้น เราจะไม่รู้จักคำว่าชีวิตเป็นเพียงแค่เส้นด้ายเลย
ทุกคนทราบกันดีว่าครอบครัวดิฉันต้องพังลงเพียงเพราะความคึกคะนองของคนขับขี่รถแข่งบนถนนสาธารณะ ที่ได้ยื่นความตายและความเสียหายใหญ่หลวงให้กับครอบครัวดิฉัน 1 คนตาย 1 คนพิการตลอดชีวิต

3 ชีวิตที่ต้องแบกรับภาระทุกๆอย่างวางบนบ่า มันหนักมากนะคะ หนักจนเข่าคุณจะทรุดลงแถบติดพื้น แต่ขาคุณจำเป็นต้องก้าวออกไปข้างหน้า แม้คุณจะมีแรงเหลืออยู่น้อยนิดก็ตาม เทียบกับนักกีฬายังมีหยุดพัก แต่ชีวิตดิฉัน ไม่มีกรรมการคอยเป่านกหวีดหยุดเวลาให้ ทั้งๆที่ฉันไม่ได้อยากลงสนามแข่งขันเลยก็ตาม

วันนี้ได้รับทราบขั้นตอนการชดใช้ค่าเสียหายของคู่กรณีแล้ว เข่าดิฉันได้ทรุดติดพื้นดินไปแล้วค่ะ ใครที่คิดว่าคนผิดต้องชดใช้ กฎหมายบังคับได้ ในความจริงมันไม่ได้จบสวยแบบนั้นเลยค่ะ ศาลตัดสินให้คู่กรณีจ่ายค่าเสียหาย แต่ศาลไม่มีอำนาจในการบังคับให้จำเลยจ่ายได้ ในส่วนของกรมบังคับคดีจะสืบทรัพย์และถ้าคู่กรณีมีถึงจะยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดเพื่อชดใช้ให้ แต่กรณีที่คู่กรณีไม่มีอะไรเลย เขาก็แค่เป็นบุคคลล้มละลายเท่านั้น

สรุปแล้ว ดิฉันมีเพียงกระดาษจากศาล 1 ใบว่าตัดสินให้แล้ว มีของแถมเป็นภาระทุกอย่างที่ฉันไม่ได้ก่อแต่ต้องเป็นคนแบกรับไว้แต่เพียงผู้เดียว แลกกับอีกคนที่กลายเป็นเพียง บุคคลล้มละลาย

เราจะต้องอยู่กันอย่างมีความเสี่ยงแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน ต้องมีอีกกี่เคสที่มาเจอสภาพเช่นนี้ สภาพที่ไม่มีทางเลือกอะไรนอกจากก้มหน้ายอมรับในสิ่งที่เราไม่ได้ยินดีจะรับมัน และเราก็ไม่มีโอกาสพูดปฎิเสธออกไปได้เลย

สำหรับคดีนี้ ศาลอาญาธนบุรี จะมีคำพิพากษาชั้นต้นว่าให้จำเลย คือ น.ส.น้ำผึ้ง ใจเสงี่ยม คนขับรถกระบะ ได้รับโทษทางอาญาปรับ 3,000 บาท จำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา (โทษ 5 ปี แต่รับสารภาพลดเหลือ 2.5 ปี แต่ไม่เคยทำผิดเลยลดเหลือ 1 ปี)

ส่วนคดีทางแพ่ง ศาลสั่งให้ น.ส.น้ำผึ้ง ชดใช้เงินสินไหมทดแทน จำนวน 10 ล้าน 7 แสนบาท ประกอบด้วย
– ค่ารักษาพยาบาลน้องการ์ตูน จำนวน 2 ล้าน 8 แสนบาท
– ค่าเดินทางของคุณแม่ไปยังโรงพยาบาลที่น้องการ์ตูนรักษาตัวอยู่ เป็นเวลา 6 เดือน จำนวน 36,000 บาท
– ค่าใช้จ่ายในการดูแลน้องการ์ตูน เป็นเวลา 5 ปี จำนวน 2 ล้านบาท
– ค่าทนทุกข์และสูญเสียโอกาสในชีวิตของน้องการ์ตูน จำนวน 2 ล้านบาท
– ค่าขาดอุปการะ เนื่องจากบิดาเสียชีวิต จำนวน 3 ล้าน 6 แสนบาท

ส่วนในกรณีที่ นายภานุทัต คุณพ่อของน้องการ์ตูนเสียชีวิต ศาลสั่งให้จ่ายทั้งหมด 300,000 บาท ขณะที่ค่าซ่อมรถที่ถูกชนจนพังเสียหายนั้น ศาลให้แยกฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่ง

ภาพและข้อมูลจาก ร้านสเต็กคุณแม่การ์ตูน Mother’s Grill Steak House “ย่างด้วยรัก หมักด้วยใจ”

รวบหนุ่มโหดฆ่าลูกจ้างยัดถัง พบเคยทารุณโจ๋จนตาบอด เอาเงินประกัน

รวบหนุ่มโหดฆ่าลูกจ้างยัดถัง พบเคยทารุณโจ๋จนตาบอด หวังเอาเงินประกัน

จากกรณีที่พบศพนางสาวสุภาพ เดชไทย ถูกฆ่ายัดถังไปทิ้งในพื้นที่สถานีตำรวจภูธรกลางดง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา ล่าสุด วันนี้(30 ส.ค.) ทีมสืบสวนจากกองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม สามารถสืบทราบและได้ควบคุมตัวคนร้ายได้แล้ว พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า หลังสืบทราบว่านายจักรกฤษณ์ จาริกานนท์ นายจ้างที่ผู้ตายไปเป็นแม่บ้าน นำศพไปทิ้งที่เกิดเหตุ จึงรวบพยานหลักฐานเพื่อขอออกหมายจับต่อศาลจังหวัดสีคิ้ว ในวันที่ 29 สิงหาคม2559 โดยวันนี้พนักงานสืบสวนกองกำกับการ5กองบังคับการปราบปรามได้นำตัวผู้ต้องหามาสอบปากคำเพิ่มเติม

ด้านพลตำรวจเอกหาญพล นิตย์วิบูลย์ ที่ปรึกษาสบ.10 เปิดเผยว่า นายจักรกฤษณ์ได้รับสารภาพว่าได้ฆ่านางสาวสุภาพ แล้วเอาศพไปทิ้ง พร้อมทั้งทารุณกรรมผู้ตายขณะที่ยังเป็นลูกจ้างหลายครั้ง ถึงขั้นกระดูกซี่โครงหัก แต่นางสาวสุภาพไม่กล้าหลบหนี เนื่องจากถูกข่มขู่ว่า หากหลบหนีหรือแจ้งตำรวจ จะตามฆ่าลูกสาวของผู้ตาย โดยในวันเกิดเหตุ นางสาวสุภาพได้มีปากเสียงกับภรรยาของนายจักรกฤษณ์จึงถูกฆ่ารัดคอและนำศพไปยัดถังก่อนนำไปทิ้ง

นอกจาก คดีฆ่า น.ส.สุภาพ ผู้ต้องหายังได้ทารุณ และกักขัง นายเบนซ์ (นามสมมติ) เยาวชนวัย 17 ปี ซึ่งพ่อเลี้ยงของนายเบนซ์ได้นำมาฝากไว้ พร้อมทำประกันให้นายเบนซ์ รวม13บริษัท 21กรมธรรม์ รวมวงเงินคุ้มครองสูงถึง10.2ล้านบาท ซึ่งการสืบสวนสอบสวนพยานและผู้เสียหายจึงทราบว่า ผู้ต้องหา ได้ทารุณกรรมนายเบนซ์ พร้อมทั้งกักขังหน่วงเหนี่ยว โดยใช้ล่ามโซ่ไว้ และอ้างกับชาวบ้านในหมู่บ้านว่านายเบนซ์ ติดยาเสพติดเลยเอามาบำบัด แต่แท้จริงแล้วได้ทำการทารุณทั้งใช้คีมถอนฟันหลายซี่ หรือนำน้ำกรดให้หยอดตาเพื่อให้ตาบอดแล้วเอาเงินประกัน ซึ่งได้มีบริษัทประกันหลายบริษัทได้ฟ้องร้องข้อหาฉ้อโกงประกันแล้ว

ขณะสอบปากคำ นายจักรกฤษณ์ ผู้ต้องหารับสารภาพทุกข้อกล่าวหาด้วยใบหน้าเรียบเฉย โดยอ้างว่าเมื่อมีอารมณ์โมโหจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ นอกจากนั้น ยังมีพฤติการณ์อ้างตนเป็นตำรวจยศร้อยตำรวจเอก สังกัดตำรวจปราบปรามยาเสพติเดและชอบพกพาอาวุธปืนและข่มขู่ชาวบ้านในหมู่บ้านด้วย

ที่มา js100

MThai News