ฮีโร่ ! ‘ลุงกำธร’ เสี่ยงหิ้วระเบิดไปไกล ช่วยชีวิตใครหลายคน

แห่แชร์เรื่องราวของ ฮีโร่ ‘ลุงกำธร’ เสี่ยงหิ้วระเบิดไปไกลห่างจากบริเวณฝูงชน ทำให้สามารถช่วยชีวิตใครหลายคน

วันนี้(14 ส.ค.) โลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวสุดประทับใจของคุณลุงกำธร ที่เสียสละเสี่ยงชีวิตหิ้วระเบิดไปยังที่ห่างไกล เพื่อช่วยเหลือใครอีกหลายคนที่อาจจะได้รับบาดเจ็บจากระเบิดดังกล่าว โดยผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ Dhammatuch Jumpa ได้โพสต์ภาพลุงกำธร พร้อมบอกเล่าเหตุการณ์ดังกล่าว ระบุว่า

“ฮีโร่ที่ตำรวจไทยแกล้งลืม  นี่คือลุงกำธร เกตุแก้ว ชาวอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ มีอาชีพเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศูนย์การค้าไชน่าทาวน์ หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต เรื่องราวมีอยู่ประมาณว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2559 เวลาประมาณ 18:40 น. มีชายต้องสงสัยสองคนทำทีมาซื้อเสื้อผ้าในร้านผ้าของไชน่าทาวน์ แต่ไม่ได้ซื้อสิ่งใดไป และได้ทิ้งถุงที่ใส่โทรศัพท์มือถือที่มีผ้าห่ออะไรบางอย่างพันกับมือถือ และสายไฟหลายสายต่อกับมือถือ

ทางพนักงานขายชาย ซึ่งเป็นชาวเนปาล (ถ้าจำไม่ผิด) ได้แจ้งให้ลุงกำธรมาดูถุงดังกล่าว เพราะสงสัยว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เป็นอันตราย ลุงกำธรเห็นถุงใส่โทรศัพท์ดังกล่าวตามลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น ลุงกำธรคิดว่าน่าจะเป็นระเบิดของผู้ไม่ประสงค์ดี ลุงกำธรจึงนำถังน้ำมาแล้วจับโทรศัพท์มือถือพร้อมสิ่งพันธนาการเครื่องนั่นใส่ลงในถังน้ำ แล้วพาวิ่งไปที่ลานจอดรถของศูนย์การค้าที่อยู่ห่างไป ประมาณ 50-60 เมตร ซึ่งเป็นที่โล่ง

ด้วยลุงกำธรคิดว่า ถ้าเป็นระเบิดจริงจะทำให้มีคนตายมากมาย รวมไปถึงพ่อค้าแม่ค้า คนไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่อยู่ในบริเวณนั้นด้วย ลุงกำธรคิดอย่างเดียวว่า ให้ตัวเองตายคนเดียวดีกว่าให้คนอื่นตาย คิดได้ดังนั้นลุงกำธร จึงตัดสินใจนำถังน้ำที่ใส่โทรศัพท์มือถือที่คิดว่าติดระเบิดนำวิ่งไปตั้งไว้ที่ลานจอดรถให้ห่างฝูงชน แล้วลุงกำธรก็ได้แจ้งหัวหน้าให้ทราบเป็นการเร่งด่วน ทางหัวหน้าลุงกำธรได้โทรแจ้งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ไม่นานทางเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ

หลังจากนั้นเรื่องราวก็เงียบหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความดีและความเป็นฮีโร่ของลุงกำธรก็พลอยเงียบหายไปด้วย เรื่องราวของฮีโร่คุณลุงท่านนี้ก็มีเพียงเท่านี้ นี่ไงคือเรื่องราวของฮีโร่ที่ตำรวจไทยแกล้งลืม  ขอคาราวะลุงกำธรจากใจจริงครับ .. DMT ^^ (ขออภัยต้องขอแก้ไขอำเภอและจังหวัดของคุณลุงครับ คุณลุงเป็นคนอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ต้องขออภัยพี่น้องชาวตรังมา ณ ที่นี้ด้วยครับ) #กระทรวงยุติธรรม #สำนักงานตำรวจแห่งชาติ #ฝ่ายความมั่นคง หมายเหตุ : ต้องอภัยและขอแก้ไขข้อมูลอีกครั้งครับ คนที่นำระเบิดมือถือใส่ลงในถังน้ำ คือพนักงานขายผ้าชาวเนปาลครับ ส่วนคุณลุงกำธรเป็นผู้วิ่งนำระเบิดมือถือไปวางไว้ที่ลานจอดรถครับ ต้องอภัยในข้อมูลอีกครั้งครับ”

ภาพจาก Dhammatuch Jumpa

MThai News

เฮลิคอปเตอร์ ผบ.พล.ร.4 ช่วยน้ำท่วมดอยอินทนนท์ ขาดการติดต่อ เร่งค้นหา !

เฮลิคอปเตอร์ ผบ.พล.ร.4 ขาดการติดต่อ เร่งค้นหาพลตรี-นักบิน ที่อยู่บนเครื่องทั้งหมด 5 คน

วันนี้(14 ส.ค.) พลโท สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดเผยว่า เฮลิคอปเตอร์ รุ่น UH-72 หรือ ลาโกต้า ซึ่งมี พลตรี นพพร เรือนจันทร์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 กลับจากภารกิจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ดอยอินทนนท์ โดยหลังเสร็จภารกิจที่ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน มุ่งหน้ากลับมายังจังหวัดพิษณุโลก ได้ขาดการติดต่อไปตั้งแต่เวลา 10.30 น. มีผู้โดยสารทั้งหมด 5 คน เป็นนักบิน 2 ช่างเครื่อง 2 ผู้โดยสาร 1 เบื้องต้นทางหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 36 ได้จัดกำลังเข้าค้นหาเป็นการเร่งด่วน

ที่มา matichon

MThai News

เปิดใจอดีตนายกเล็ก คนไข้คลิปเตะก้านคอหมอ ลั่นเท้ามันไปเอง-ไม่รู้ตัว

เปิดใจอดีตนายกเล็ก คนไข้คลิปเตะก้านคอหมอ ลั่นเท้ามันไปเอง-ไม่รู้ตัว

จากกรณีที่มีคลิปเหตุคนไข้พิพาทกับหมอโรงพยาบาลแม่ใจ อ.แม่ใจ จ.พะเยา โดยพ.ต.ท.จรูญ เมืองมูล ผกก.(สอบสวน) สภ.แม่ใจ จ.พะเยา ได้ทราบว่ามีเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2559 เวลาประมาณ 22.00 น. โดยมีหมอ ซึ่งเป็นผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย นพ.ธงชัย เมืองคำ อายุ 30 ปี แพทย์ชำนาญการโรงพยาบาลแม่ใจ มีคนไข้ ชื่อนายสุรเกียรติ เพชรประดับ อายุ 66 ปี อดีตนายกเทศมนตรีตำบลแม่ใจ เข้ามาตรวจอาการจุกเสียดหน้าอก ซึ่งนพ.ธงชัยได้ตรวจและซักถามอย่างละเอียดและกดตรงลิ้นปี่ ไม่ทันระวังตัวนายสุรเกียรติได้ใช้เท้าขวาเตะเข้าที่คอท้ายทอยด้านซ้ายของหมอ หลังเกิดเหตุแพทย์ผู้เสียหายได้เข้าตรวจบาดแผลที่ถูกเตะ แพทย์ลงความเห็นรักษาไม่เกิน 7 วัน

ทั้งนี้ ทางหมอผู้เสียหายต้องการให้นายสุรเกียรติมาเจรจาขอโทษ แต่ไม่มีการติดต่อมาแต่อย่างใด ทางหมอผู้เสียหายจึงได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีในข้อกล่าวหา ทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติการตามหน้าที่

ความคืบหน้าล่าสุด นายสุรเกียรติ ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า วันที่เกิดเหตุช่วงเช้าตนได้เข้าไปใช้บริการที่โรงพยาบาลพะเยา เนื่องจากเจ็บหน้าอกร้าวถึงหลัง หมอให้ยาประเภทลดกรดมาทานแล้วให้กลับบ้าน โดยหมอรพ.พะเยา แนะนำว่าหากอาการไม่ดีขึ้น ไม่ให้ขับรถมาเองให้ไปใช้บริการรพ.แม่ใจ จะมีรถพยาบาลพร้อมเครื่องมือแพทย์และพยาบาลดูแลระหว่างเดินทาง

ตกกลางคืนวันที่ 6 สิงหาคม ผมรู้สึกเจ็บหน้าอกอย่างหนัก จึงให้ลูกและภรรยาพาไปที่รพ.แม่ใจ พยาบาลให้นอนรอแพทย์เวรมาตรวจอาการ ปรากฏว่าหมอธงชัยมาถึงก็ถามว่าเจ็บตรงไหนบ้าง ผมตอบว่าเจ็บที่ลิ้นปี่แล้วร้าวไปถึงหลัง และขึ้นกรามทั้งสองข้าง หมอจึงกดที่ท้องแล้วถามว่าเจ็บตรงไหนอีก ผมก็ตอบเหมือนเดิม และผมถามหมอถึงอาการอีก แต่หมอกลับตอบเสียงดัง ผมก็ถามเสียงดังกลับไป จังหวะนั้นไม่รู้ว่าเท้าขวาขึ้นไปได้ยังไงเตะเข้าที่คอหมอ 1 ครั้ง อาจเป็นเพราะเจ็บหน้าอกมาก

จากนั้นได้ไปโรงพยาบาลพะเยา เมื่อถึงรพ.พะเยา หมอได้มาตรวจอย่างละเอียดและวินิจฉัยว่าตนเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หากมาช้ากว่านี้อาจจะแย่แล้ว จากนั้นหมอให้ยา 1 เข็ม อาการเริ่มดีขึ้นประมาณ 2 ชั่วโมงก็ได้ยาเข็มที่สอง และจากนั้นมาทุกวันตนก็ต้องได้รับวันละ 1 เข็ม ฉีดเข้าที่รอบสะดือเป็นเวลา 5 วัน ติดต่อกัน ทำให้ไม่สามารถไปติดต่อเจรจากับหมอคู่กรณีที่ รพ.แม่ใจได้

นอกจากนี้ เบื้องต้นนายกเล็ก ได้หารือกับทางสภาทนายความจังหวัดพะเยาแล้วถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ในเรื่องคลิปที่มีการปล่อยออกไปเป็นเพียงภาพไม่มีเสียง ทำให้กระทบต่อภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสม ขณะเดียวกันทางผู้อำนวยการรพ.แม่ใจได้ติดต่อมา ขอให้ตนไม่เอาเรื่องทางกฎหมาย ซึ่งตนยังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ตอนนี้ผมถูกคู่กรณีแจ้งความแล้ว จึงต้องปกป้องตัวเอง และกำลังจะทำหนังสือร้องเรียนไปที่ศูนย์ดำรงธรรม จังหวัดพะเยา ขอความเป็นธรรมกรณีที่หมอมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมขณะตรวจคนไข้ และมีการปล่อยคลิปการรักษาออกไป ซึ่งเป็นข้อมูลทางราชการไม่ควรเกิดขึ้น

ด้าน นพ.ขจร วินัยพานิช นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(สสจ.)พะเยา เปิดเผยว่า เรื่องนี้จังหวัดได้รายงานถึงกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ทราบว่าแพทย์ที่ได้ถูกทำร้ายร่างกายตอนนี้ความรู้สึกไม่สู้ดี ได้รับแรงกดดันมาก จนอยากจะลาออก เพราะต้องการให้เรื่องจบลงเร็วๆ ไม่อยากเป็นข่าวบานปลาย ซึ่งเรื่องคดีก็ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอน ส่วนเรื่องพฤติกรรมของการให้บริการที่ไม่เหมาะสมนั้นคนไข้ควรรายงานหรือแจ้งข้อมูลมาถึงหน่วยงานหรือผู้บังคับบัญชา ซึ่งหน่วยงานจะกำกับดูแลให้ดีขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการทำร้ายร่างกายดังกล่าว

ที่มา ข่าวสด

MThai News