เพื่อนสนิท เผยโพสต์สุดท้าย ก่อนบัณฑิตดับปริศนาบนภูเขาทอง

เพื่อนสนิทเผยโพสต์สุดท้าย ก่อนบัณฑิตเกียรตินิยม ดับปริศนาบนภูเขาทอง  มารดาเผยยอมรับผลการสอบสวน

จากกรณีที่ นางอำไพ อายุ 54 ปี เข้าร้องเรียนกับตำรวจว่าลูกชายคือ นายนราวุฒิ อายุ 26 ปี บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง เสียชีวิตปริศนา เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา บริเวณภูเขาทอง หรือวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร พบมีบาดแผลแตกฉกรรจ์ที่ศีรษะ โดยญาติไม่เชื่อว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ตามข่าวที่เคยนำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันนี้ (30 ส.ค.) โลกออนไลน์ได้มีการแชร์โพสต์สุดท้ายของบัณฑิตเกียรตินิยม ซึ่งได้เขียนข้อความไว้ในเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 14 ส.ค. เวลา 21.19 น.  เป็นข้อความระบุไว้ว่า “หากเรารู้วันสุดท้ายในชีวิต และสามารถขออะไรก็ได้ เราจะขออะไรจากพรวิเศษเหล่านั้น”

ด้านความคืบหน้าของกรณีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ได้เรียกตัว นางอำไพ อายุ 54 ปี มารดาของนายนราวุฒิ พร้อมด้วยพี่ชายของผู้เสียชีวิต เข้าพบเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อเจ้าหน้าที่ โดยใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง

นางอำไพ กล่าวว่า นายนราวุฒิเป็นลูกชายคนเล็ก จากลูกทั้ง 3 คนของตน ซึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษาเกียรตินิยมอันดับ 1 คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง และกำลังจะรับปริญญา ในช่วงระหว่างรอรับปริญญา ตนจึงให้ลูกชายมาช่วยดูแลธุรกิจครอบครัวคือร้านอาหาร ลูกชายมีหน้าที่ดูแลในส่วนของเคาน์เตอร์ ส่วนตนดูแลเรื่องภายในห้องครัว

ก่อนเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ลูกชายมีนัดต้องไปงานแต่งงานเพื่อนที่ จ.สุราษฎร์ธานี ในเวลา 19.00 น. ซึ่งมีการจองตั๋วเครื่องบินไว้แล้ว แต่จู่ๆ ลูกชายก็มาบอกว่าไม่ไปแล้ว ต่อมา เวลา 22.00 น. ลูกชายมาขอเงินตน 500 บาท แล้วไม่ได้ติดต่อลูกชายอีกเลย ก่อนที่ตนจะมา ทราบข่าวว่า ลูกชายเสียชีวิตแล้ว

นางอำไพ กล่าวต่อว่า ปกติลูกชายตนเป็นคนร่าเริงและชอบทำบุญ แต่ตนกับลูกชายพักอาศัยอยู่คนละบ้าน เลิกงานแล้วก็จะแยกย้ายกลับบ้าน เวลามีปัญหาอะไรลูกชายมักจะไม่เล่าให้ฟัง แต่แค่หยดน้ำร้อนกระเด็นใส่แขน ลูกชายยังร้องจนบ้านแทบแตก ตนจึงไม่เชื่อว่าลูกชายจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีพิสดารแบบนี้ กังวลว่าลูกชายจะถูกคนที่แอบขึ้นไปนอนอยู่ข้างบน ทำร้ายจนเสียชีวิต เพราะลูกชายของตนไปตีระฆังเสียงดัง แต่หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนำกล้องวงจรปิดอธิบายถึงแนวทางการสอบสวนแล้วนั้น ตนก็ไม่ได้ติดใจเอาความ เพราะเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของตำรวจ คงเป็นเพราะลูกชายของตนตั้งใจที่จะฆ่าตัวตายเองจริง และมีการวางแผนมาก่อนหน้านี้แล้ว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทิ้งแนวทางการสอบสวนใดๆ หากในระหว่างการสอบสวนพบพิรุธ และพบว่าไม่ใช่การฆ่าตัวตาย ก็จะมีการเริ่มต้นสอบสวนและชันสูตรพลิกศพอีกครั้ง

ข้อมูล/ภาพ เรื่องเล่าเช้านี้

MThai News

ECDC ชี้ไทยมีสถานการณ์โรคไวรัสซิกาในระดับ ‘สีแดง’

กรมควบคุมโรค เผยไทยใช้มาตรการเข้มข้นในการเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสซิกาอย่างต่อเนื่อง

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยไทยยังพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสซิกา แต่ดำเนินการควบคุมโรคอย่างเข้มข้นและสามารถควบคุมโรคให้สงบลงได้ในเวลาที่เหมาะสม โดยในปีนี้มีรายงานผู้ป่วยมากกว่าทุกปี เป็นผลจากนโยบายเฝ้าระวังโรคที่เข้มข้น ที่ให้มีการสอบสวนโรคทุกครั้งทุกกรณีที่มีผู้ป่วยเข้าข่ายต้องสงสัยเป็นโรค และดำเนินการจนครบกระบวนการทางระบาดวิทยาเพื่อตรวจหาเชื้อแม้ค่าส่งตรวจจะแพง

CaSKU53VIAAaHnt

วันนี้ (23 สิงหาคม 2559) นายแพทย์อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกล่าวถึงกรณีศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหภาพยุโรป(ECDC) ระบุว่าประเทศไทยมีสถานการณ์ของโรคติดเชื้อไวรัสซิกาในระดับสีแดง และนับเป็นประเทศที่รายงานพบผู้ป่วยมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั้น จากการตรวจสอบแล้วพบว่าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหภาพยุโรป มีการจัดแบ่งประเภทของประเทศที่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อ แตกต่างจากการจัดประเภทตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนด ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ยอมรับทั่วโลก อีกทั้งข้อมูลในเว็ปไซด์ดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงมาตรการป้องกันควบคุมโรคของแต่ละประเทศแต่อย่างไร โดยในเว็ปไซด์ดังกล่าวแบ่งประเภทของประเทศที่มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อตามที่มีรายงานการตรวจพบผู้ป่วยยืนยัน โดยแบ่งเป็น 3 ประเภทในแผนที่ คือ 1. สีเหลือง (Sporadic transmission) ประเทศที่มีรายงานพบผู้ป่วยไม่เกิน 10 ราย ในพื้นที่เดียวกัน 2. สีแดง (Increasing or widespread transmission) ประเทศที่มีการรายงานพบผู้ป่วยมากกว่า 10 ราย ในพื้นที่เดียวกัน หรือ มีรายงานพบผู้ป่วย 2 พื้นที่ในประเทศเดียวกัน หรือมีรายงานพบผู้ติดเชื้อในประเทศติดต่อกันมากกว่า 3 เดือน 3. สีฟ้า (Past transmission) ประเทศที่มีรายงานพบผู้ติดเชื้อตั้งแต่ปี 2007 แต่ไม่พบเมื่อ 3 เดือนย้อนหลัง ทั้งนี้กรมควบคุมโรคได้สืบค้นเพิ่มเติมในเรื่องของจำนวนผู้ป่วยของไทยในเว็บดังกล่าวแล้วแต่ไม่ปรากฏรายงานเป็นตัวเลขชัดเจน มีเพียงรูปภาพที่เป็นแผนที่เท่านั้น

นายแพทย์อำนวย กล่าวต่อว่า จำนวนผู้ป่วยที่ตรวจพบในประเทศไทย นั้น สะท้อนถึงความตระหนัก มาตรการเฝ้าระวัง การวินิจฉัยโรค และการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งระบบของประเทศเรานั้นได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก โรคนี้ส่วนใหญ่ป่วยแล้วหายได้เอง มีปัญหาเฉพาะกับหญิงตั้งครรภ์ซึ่งมีหลักฐานทางระบาดวิทยาที่บ่งชี้ว่าอาจสัมพันธ์กับอาการศีรษะเล็กในทารกแรกเกิด โดยทั่วไปหญิงตั้งครรภ์หากติดเชื้อต่างๆ เช่น หัดเยอรมัน และไข้ขี้แมว เป็นต้น ก็อาจส่งผลถึงลูกในครรภ์ได้เช่นกัน อาทิเช่น มารดาหากติดเชื้อหัดเยอรมัน ทารกที่เกิดมาอาจมีความพิการ ตาบอด หัวใจพิการ และมารดาที่ติดเชื้อไข้ขี้แมวทารกที่เกิดมาอาจมีความพิการทางสมองได้ ดังนั้น หญิงตั้งครรภ์ต้องระมัดระวังมากกว่าคนปกติ ในด้านสุขอนามัย ไม่คลุกคลีคนป่วย ไม่คลุกคลีสุนัขและแมวจรจัด ป้องกันไม่ให้ยุงกัด และฝากครรภ์ตามกำหนด

ประเทศไทยมีมาตรการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคนี้ 4 ด้านได้แก่ 1.การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา 2.การเฝ้าระวังทางกีฏวิทยา 3.การเฝ้าระวังทารกแรกเกิดที่มีความพิการแต่กำเนิด และ 4.การเฝ้าระวังกลุ่มอาการทางระบบประสาท นอกจากนี้ได้กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสซิกา เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งหากพบผู้ป่วยแล้วไม่รายงานแก่เจ้าพนังงานควบคุมโรคติดต่อ จะมีความผิดตาม พรบ. ดังกล่าว ในส่วนมาตรการระหว่างประเทศนั้น เน้นการดำเนินการตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ และคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ทั้งนี้หลายประเทศในอาเซียนยังไม่มีระบบเฝ้าระวังทำให้ตรวจจับผู้ป่วยไม่ได้ ซึ่งแต่ละประเทศอยู่ในช่วงพัฒนาระบบเฝ้าระวังเช่นกัน โดยองค์การอนามัยโลกจะมีการหารือผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเพื่อพิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับโรคติดเชื้อไวรัสซิกา ต่อไป

“สรุปโดยภาพรวม สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสซิกาในประเทศไทยขณะนี้ ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือ 1)ประเทศไทยยังมีรายงานพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสซิกา 2)หลังดำเนินการควบคุมโรคอย่างเข้มข้นก็จะสามารถควบคุมโรคให้สงบลงได้ในเวลาที่เหมาะสม 3)ยังไม่พบการระบาดที่ต่อเนื่องยาวนาน และ 4)ยังไม่พบผู้ป่วยได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ซึ่งโรคไข้ซิกาส่วนใหญ่ป่วยแล้วหายได้เอง ส่วนใหญ่อาการโรคไม่รุนแรงไม่มีอันตรายถึงเสียชีวิต มีปัญหาเฉพาะกับหญิงตั้งครรภ์ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้ ออกผื่น ตาแดง ปวดข้อ อาการเหล่านี้ทุเลาลงได้เองภายในเวลา 2-7 วัน ประชาชนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422″ นายแพทย์อำนวย กล่าวย้ำในตอนท้าย
ขอบคุณเนื้อหาจาก สำนักระบาดวิทยา/สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค

จับหนุ่มแอบอ้างใช้รูปผู้การฯ สมุทรสงคราม หลอกขายปืนทางเฟซบุ๊ก

รวบหนุ่ม แอบอ้างใช้รูปผู้การฯ สมุทรสงคราม หลอกขายปืนทางเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อว่า “เสี่ยโจ มหากาฬ

พลตำรวจตรีปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสงคราม แถลงจับกุมนายบุญฤทธิ์ แสงทับทิม อายุ 21 ปี ผู้ต้องหา แอบอ้างใช้รูปของพลตำรวจตรีปรัชญ์ชัย เป็นรูปโปรไฟล์ในเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อว่า “เสี่ยโจ มหากาฬ” หลอกจำหน่ายอาวุธปืนยาว ขนาด .22 (จุด-สอง-สอง) หรือ ปืนลูกกรด ในราคา 15,000 บาท ซึ่งมีผู้เสียหาย หลงเชื่อไป 2 ราย

6

จากการสอบสวน นายบุญฤทธิ์ ให้การว่า แต่เดิมประกอบอาชีพขายไก่ผ่านเฟซบุ๊ก อยู่ที่บ้านในจังหวัดพิษณุโลก แต่ได้เงินน้อย จึงหันมาหลอกขายอาวุธปืนผ่านเฟซบุ๊ก โดยหารูปปืนมาจากอินเทอร์เน็ต และใช้รูปของพลตำรวจตรีปรัชญ์ชัย ที่เจอเข้าโดยบังเอิญ เป็นรูปโปรไฟล์ เพราะเห็นว่าเท่ดี และใส่ชุดตำรวจ ทำให้ดูน่าเชื่อถือ / เมื่อมีเหยื่อหลงเชื่อ โอนเงินมาให้ ก็จะปิดเฟสบุ๊คหนี ส่วนเงินที่ได้ จะนำมาใช้จ่ายส่วนตัว และเอาไว้เที่ยวเตร่ กระทั่งมาถูกติดตามจับกุมได้ในที่สุด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหา กระทำความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธร(สภ.)เมืองสมุทรสงคราม ดำเนินคดีต่อไป

MThai News