รุกหนัก! สธค.เร่งขยายสาขา หวังแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ

รุกหนัก! สธค.เตรียมแผนขยายสาขาในส่วนภูมิภาค ช่วยประชาชนนำสิ่งของมาจำนำและเสียดอกเบี้ยต่ำกว่ากฎหมาย

วันที่ 23 ส.ค.2559 นายมานะ เกลี้ยงทอง ผู้อำนวยการสำนักงานธนานุเคราะห์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้มีการเตรียมแผนขยายสาขาในส่วนภูมิภาคปีงบประมาณ 2557-2561 ทั้งนี้เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้านการเงิน โดยการกระจายการบริการให้ทั่วถึง

S__10191046

อีกทั้งยังเพื่อให้ประชาชนผู้ประสบปัญหาทางการเงินและผู้มีรายได้น้อยได้มาใช้บริการ โดยนำสิ่งของมาจำนำและเสียดอกเบี้ยในอัตราต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอัตราดอกเบี้ยจามกฎหมายกำหนด คือ

-เงินต้นไม่เกิน 2,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน
-เงินต้นส่วนที่เกิน 2,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1.25 ต่อเดือน

สำหรับอัตราดอกเบี้ยของสำนักงานธนานุเคราะห์ (1 ต.ค. ถึง 30 ก.ย.2559)

-เงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 บาทต่อเดือน
-เงินต้น 5,001-10,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 บาทต่อเดือน
-เงินต้น 10,000-20,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน
-เงินต้น 20,001-100,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1.25 บาทต่อเดือน

นอกจากนี้ การขยายสาขายังเพื่อเป็นการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ที่ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบเรื่องดอกเบี้ยหรือการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นในอัตราที่สูง และถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ได้รับการยริการทางสังคมที่จำเป็นแก่การดำรงชีพ

สำหรับเป้าหมายการดำเนินงาน สำนักงานธนานุเคราะห์ได้กำหนดเป้าหมายขยายสาขาในส่วนภูมิภาคปีละ 2 สาขา โดยปีงบประมาณ 2559 จะเปิดสาขาที่ 36 ใน อ.เมือง จ.ลำพูน ส่วนปีงบประมาณ 2560 จะเปิดสาขาที่ 37 ใน อ.เมือง จ.สุราษฎ์ธานี สาขาที่ 38 เปิดใน อ.เมือง จ.อุดรธานี และ สาขาที่ 39 เปิดใน อ.เมือง จ.พิษณุโลก

ขณะเดียวกัน ในส่วนของกลยุทธ์รูปแบบออนไลน์อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยสร้างจุดเด่นทางการตลาด คือ ราคาถูก รัฐบาลค้ำประกัน และมีความหลากหลายของสินค้า ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้มีการจองสินค้าผ่านเว็บไซต์ pawnshop.pawn.co.th. ในเดือน ก.ย.นี้สำหรับการจองผ่านเว็บไซต์ จะต้องมาชำระเงินและรับสินค้าที่สำนักงานภายใน 3 วัน ซึ่งทาง สธค.จะคัดสินค้า. ที่มีคุณภาพมารวมอยู่ในเว็บไซต์ โดยเมื่อเปิดใช้บริการเว็บไซต์แล้วจะมีการสิเคราะห์ดูกลุ่มเป้าหมายเพื่อมีการแก้ไขต่อไป

อย่างไรก็ตาม แผนอนาคตมองว่า ต้องมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรในแง่ของการขยายไลน์ธุรกิจ รวมถึงต้องพัฒนาให้องค์กรมีความเป็นมืออาชีพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งหากดำเนินการได้ตามแผนคาดว่าภายใน 2 ปี จะสามารถสร้างกำไรได้ 1 พันล้านบาท

MThai News

หลายส่วนเห็นพ้อง หนุนกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด

สภาเกษตรกรแห่งชาติ เตรียมจัดทำข้อเสนอ ให้รัฐบาลนำกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด หลังหายส่วนเห็นพ้อง มีประโยชน์ใช้ในทางการแพทย์ รักษามะเร็งได้ แต่ต้องมีการควบคุมให้ดีหวั่นนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ 

รายงานข่าวแจ้งว่า การสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องการนำกัญชาออกจากพืชยาเสพติด  ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร  วานนี้ (22 ส.ค. 59)  เพื่อรับฟังความคิดเห็นและหาข้อมูลจากสมาชิกฯ และผู้สนใจทั่วไป ก่อนรวบรวมข้อมูลเสนอภาครัฐ ใช้ในพิจารณาถอดกัญชาออกจากกฎหมายยาเสพติด ให้ประชาชนใช้ป้องกันและรักษาโรคจากแพทย์แผนไทย

ซึ่งการสัมมนาดังกล่าวหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นทั้งแพทย์, เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายได้เห็นพ้องต้องกันให้มีการถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด แต่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

กัญชา, กัญชารักษามะเร็ง, สภาเกษตรกรแห่งชาติ
กัญชา

โดยนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า หากรัฐบาล ถอดกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ได้ จะทำให้คนไทยที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ปีละ 1 ล้านบาทต่อราย
หลังผลงานวิจัยในต่างประเทศ โดยข้อมูลของบริษัท โอซูกะ ประเทศญี่ปุ่น และบริษัทจีดับเบิลยูฟาม่า ประเทศอังกฤษ ได้ขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรยาแล้วว่า กัญชารักษามะเร็งได้

ขณะเดียวกันหากมีการปลูกเพื่อเศรษฐกิจ คาดว่าจะสามารถทำรายได้เข้าประเทศไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี เพราะประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้น เหมาะต่อการปลูกกัญชา ทั้งนี้จากความคิดเห็นดังกล่าว ทางนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติ เตรียมจัดรวบรวมพร้อมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีจะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา เพื่อให้รัฐบาลทบทวนร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ให้สามารถนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ในการรักษาโรค

ด้านพลตำรวจตรีศุภกิจ ศรีจันทรนนท์ รอง ผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด ยอมรับว่า ที่ผ่านมาการก่ออาชญากรรมยังไม่เคยมีสาเหตุมาจากการเสพกัญชา แต่การแก้ไขกฎหมายขึ้นอยู่กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่จะต้องร่างกฎหมายขึ้นมาเพื่อบังคับใช้ต่อไป

“ชิมก่อนซื้อ” โดนเลย! คนไทยถูกจับที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์ ข้อหาลักทรัพย์

กองคุ้มครองฯ กระทรวงการต่างประเทศเผย ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมนักท่องเที่ยวชาวไทย ข้อหาลักทรัพย์ หลังเปิดขนมกินก่อนซื้อ

วันนี้ (23ส.ค.) แฟนเพจ กองคุ้มครองฯ กระทรวงการต่างประเทศ เผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่น ได้จับกุมนักท่องเที่ยวชาวไทย ในข้อหาลักทรัพย์ที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์ หลังเขาเปิดกล่องขนมที่วางขายรับประทาน โดยไม่มีการซื้อสินค้าก่อน  จึงถูกยามจับกุมตัวและแจ้งความต่อตำรวจให้ดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์

dg

รายละเอียดระบุไว้ดังนี้ …

ไม่ทันตั้งตัว….โดนข้อหาลักทรัพย์ที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์ เรื่องนี้คงจะต้องเปรียบเทียบกับความเคยชินของคนไทยบางคนที่ “ชิมก่อนซื้อ” การที่เราปล่อยปละละเลยให้การกระทำแบบนี้การเป็นเรื่องธรรมดาขอแค่มาจ่ายเงินซื้อก่อนออกจากร้าน อาจไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้ในสังคมอื่น ดังเหตุการณ์ต่อไปนี้

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้รับแจ้งจากสำนักงานตำรวจ อุรายาซึ จังหวัดชิบะ ว่าคนไทยถูกจับกุมในข้อหาลักทรัพย์ที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์ หลายท่านอาจเริ่มสงสัยแล้วว่ามันเกี่ยวกับการ “ชิมก่อนซื้อ” อย่างไร ? ก็เพราะคนไทยรายนี้ไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น และแวะเข้าร้านขายของที่ระลึกที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์ ระหว่างนั้นได้เปิดกล่องขนมที่วางขายอยู่ในร้านรับประทานโดยพลการ จึงถูกยามรักษาการณ์จับกุมตัวและแจ้งความต่อตำรวจให้ดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์

พอถึงสถานีตำรวจ คนไทยรายนี้ได้ให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ว่า “ที่ซุปเปอร์มาเก็ตที่ประเทศไทย สามารถแกะกล่องและรับประทานได้ ก่อนที่จะนำไปจ่ายเงินต่อพนักงานเก็บเงิน ก่อนที่จะออกจากซุปเปอร์มาเก็ต ซึ่งตนมิได้มีเจตนาจะลักทรัพย์แต่อย่างใด”

อย่างไรก็ดี ตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น หากกระทำความผิดจะต้องถูกควบคุมไว้ยังสถานที่กักขังของสถานีตำรวจ 10 วัน เพื่อรอการสืบสวนและรอคำสั่งจากอัยการว่าจะปล่อยตัวหรือดำเนินคดีต่อไป นอกจากนี้ คนไทยมีสิทธิพำนักในญี่ปุ่นโดยได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราได้ 15 วัน ดังนั้น หากระยะเวลาการสืบสวนล่วงเลยเกิน 15 วัน ก็จะถูกดำเนินคดีในกรณีอยู่เกินกำหนด (Over stay) เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคดี ซึ่งผลตามกฎหมายขั้นต่ำสุด จะส่งผลให้ไม่สามารถเดินทางเข้าญี่ปุ่นได้ เป็นเวลา 1 ปี

MThai News

ขอบคุณข้อมูลจาก กองคุ้มครองฯ กระทรวงการต่างประเทศ