หนุ่มโร่ร้องธนาคารดัง ค่ายมือถือรับผิดชอบ หลังถูกฉกเงินหายเกือบล้าน

หนุ่มโร่ร้องธนาคารดัง ค่ายมือถือรับผิดชอบ หลังถูกคนร้ายทำทีสั่งซื้ออุปกรณ์ประดับยนต์ ล่อลวงขอเลขที่บัญชี และหน้าบัตรประชาชน ก่อนฉกเงินในบัญชีเกือบล้าน ด้วยการโอนเงินระบบเครือข่ายมือถือผ่านธนาคาร

วันนี้(19 ส.ค.) เฟซบุ๊กเพจชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาโพสต์ข้อความถึงความคืบหน้ากรณีที่ นายพันธุ์สุธี พ่อค้าอุปกรณ์ประดับยนต์ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกคนร้ายทำทีสั่งซื้ออุปกรณ์ประดับยนต์ ล่อลวงขอเลขที่บัญชี และหน้าบัตรประชาชน จากนั้นโดนคนร้ายปลอมแปลงเอกสารให้ธนาคาร และแอบแฝงตัวเป็นลูกค้าเครือข่ายมือถือ เพื่อโอนเงินเจ้าทุกข์ผ่านระบบ K-Cyber Banking บริการธนาคารทางอินเตอร์เน็ต

ล่าสุด ครอบครัวของนายพันธุ์สุธี ได้เข้าเรียกร้องให้ธนาคารกสิกรไทย และเครือข่าย True , Dtac แสดงความรับผิดชอบ ซึ่งสาเหตุที่ธนาคาร และค่ายมือถือต้องรับผิดชอบ เนื่องจากมีความบกพร่องด้านการตรวจสอบลูกค้าก่อนให้ทำธุรกรรม จนเป็นเหตุให้ตนต้องสูญเงินไปเกือบล้าน

โดยเฟซบุ๊ก เพจชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าว ระบุว่า ..

ครอบครัวของนายพันธุ์สุธี และครอบครัวของนักธุรกิจแปดริ้ว เรียกร้องให้ธนาคารกสิกรไทย และเครือข่าย True , Dtac แสดงความรับผิดชอบ โดยทางชมรมฯ จะถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ของทางชมรมฯ ตั้งแต่เวลา 10.30 น.เป็นต้นไป เปิดใจ นายพันธุ์สุธี พ่อค้าอุปกรณ์ประดับยนต์ สูญเงินเก็บทั้งชีวิต เกือบ 1 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทยปฏิเสธความรับผิดชอบ

เรียนพี่น้องประชาชนและสมาชิกทุกท่าน จากพ่อค้าอุปกรณ์ประดับยนต์โนเนม ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่สะสมเงินฝากกับธนาคารกสิกรไทย สาขาพระนครศรีอยุธยา ด้วยความเชื่อมั่นในธนาคาร ว่าจะดูแลเงินฝากทั้งหมดได้ด้วยความปลอดภัย หลังจากวันนั้น 5 ปีผ่านมา นายพันธุ์สุธี

(ภาพที่ 1) เริ่มมีชื่อเสียงในวงการขายอุปกรณ์ประดับยนต์ ในนาม X-bar Ayuthaya จนสามารถสะสมยอดเงินฝากในบัญชีธนาคารกสิกรไทยได้เกือบ 1 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ นายพันธุ์สุธี ได้นำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขายของแต่ละวัน

ในวันที่ 28 ก.ค.2559 นายพันธุ์สุธี มีลูกค้ามาติดต่อซื้ออุปกรณ์ประดับยนต์ผ่านทาง Facebook ยอดเงิน 48,000 บาท และได้ขอเลขที่บัญชีของนายพันธุ์สุธีเพื่อจะโอนเงินค่าสินค้าให้ และได้ขอบัตรประชาชนของนายพันธุ์สุธีเพื่อความมั่นใจ อ้างว่าเป็นการซื้อของครั้งแรก กลัวจะถูกโกง ซึ่งนายพันธุ์สุธีก็ได้มอบให้กับลูกค้ารายนี้ไปทั้ง 2 อย่าง โดยที่มีการเบลอเลขบัตรประชาชน 13 หลักออก

วันที่ 31 ก.ค.2559 ฟ้าก็ผ่ากลางดวงใจ เมื่อบุคคลที่มาซื้อของ กลายเป็นมิจฉาชีพ โทรศัพท์มือถือของนายพันธุ์สุธี อยู่ดี ๆ ก็ถูกตัดสัญญาณ นายพันธุ์สุธีจึงได้โทรไปที่ Call center ของ True แล้วพบว่า มีคนนำบัตรประชาชนปลอมในชื่อของนายพันธุ์สุธี มาขอยกเลิกซิมการ์ด ตามภาพที่ 2-3

เมื่อมิจฉาชีพได้ซิมการ์ดใหม่ เบอร์เดิม (ของพันธุ์สุธี) ไปแล้ว ก็ได้โทรศัพท์ไปหลอก Call center ของธนาคารกสิกรไทย เพื่อปลดล็อก และออกรหัสสำหรับบริการ K-Cyber Banking ใหม่ ตามภาพที่ 3 โดยที่นายพันธุ์สุธีไม่ได้ไปทำนิติกรรมอะไรที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาพระนครศรีอยุธยาเลย คนร้ายสามารถใช้เวลาเพียง 3 นาที ถอนเงินฝากของนายพันธุ์สุธี ในธนาคารกสิกรไทย สาขาพระนครศรีอยุธยาไปได้หมด เหลือติดบัญชีเพียง 58 บาทเท่านั้น ยอดเงินรวมกันเกือบ 1 ล้านบาท (ตามภาพที่ 4-5)

จากวันนั้นถึงวันนี้ เงินในบัญชีของนายพันธุ์สุธีที่สะสมมาทั้งชีวิต หายไปจากบัญชีทั้งหมด ไปติดต่อธนาคารกสิกรไทย สาขาพระนครศรีอยุธยา บอกแต่ลมปากว่า จะดูแลให้ แต่ปล่อยให้นายพันธุ์สุธีดิ้นรนเองทุกอย่าง โดยที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาพระนครศรีอยุธยา ไม่เคยเหลียวแล จากนั้นก็มีฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ ติดต่อมาบอกกับนายพันธุ์สุธีว่า เอาแบบนี้แล้วกัน

ผมให้คุณ 33% ซึ่งผมยอมรับว่าธนาคารทำผิด แต่อีก 33% ไปเอากับคนร้าย และอีก 33% ไปเอากับ True พี่น้องประชาชนครับ หากท่านมีเงินในบัญชีธนาคารกสิกรไทย แล้วทำธุรกิจค้าขาย อยู่มาวันหนึ่ง มีคนไปหลอกธนาคารว่าเป็นตัวท่าน แล้วธนาคารให้ข้อมูลของท่านกับคนร้ายไป ในเรื่องของรหัสผ่านต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ ท่านก็ไม่เคยไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร

จนเงินในบัญชีของท่านสูญหายไปหมดบัญชี พี่น้องประชาชนทุกท่านจะรู้สึกยังไง เมื่อท่านไปเรียกร้องให้ธนาคารกสิกรไทยแสดงความรับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ธนาคารบอกกับท่านว่า ผมยินดีชดใช้ให้ท่าน 33% ยกตัวอย่าง เงิน 100 บาทที่อยู่ในบัญชีธนาคาร ที่ท่านเก็บสะสมมาทั้งชีวิต หายไป ธนาคารบอก คืนให้ 33 บาท แล้วส่วนที่เหลืออีก 67 บาท ให้ลูกค้าไปหาเอง ทั้ง ๆ ที่เป็นหน้าที่ของธนาคาร ที่จะต้องไปไล่บี้เอาคืนกับผู้ที่เกี่ยวข้องเอง

ทางชมรมฯ เข้าใจความรู้สึกของนายพันธุ์สุธี ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ครอบครัวของนายพันธุ์สุธี ที่สูญสิ้นทุกอย่าง ทั้งเงินทองที่ต้องนำมาหมุนเวียนซื้อสินค้า เมื่อไม่มีเงินก็ต้องหยุดกิจการ เมื่อต้องหยุดกิจการก็ไม่สามารถหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้ จึงตัดสินใจจะนำครอบครัวไปนั่งประท้วง ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ผู้บริหารสูงสุดของธนาคารกสิกรไทย แสดงความรับผิดชอบต่อลูกค้า

โดยนายพันธุ์สุธี ยินดีที่จะสละชีวิต เพราะชีวิตไม่เหลืออะไรแล้ว น้ำตาของลูกผู้ชายที่ชื่อพันธุ์สุธี ที่ต้องสูญเสียเงินล้านที่เก็บมาทั้งชีวิต ทั้งที่ไม่ได้เป็นความผิดพลาดของตัวเอง เงินฝากในบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาพระนครศรีอยุธยาที่หายไป ถึงวันนี้ ทั้ง True และกสิกรไทย ต่างปฏิเสธความรับผิดชอบ แล้วพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ยังเชื่อใจและมั่นใจว่า ธนาคารกสิกรไทย จะรักษาเงินฝากในบัญชีของท่านได้อีกหรือไม่ ?

ทั้งนี้จากข่าวดังกล่าวข้างต้น นับเป็นการเตือนภัยอีกทางหนึ่งที่ทุกคนควรระวัง คิดให้ดีในการให้ข้อมูลลับกับคนแปลกหน้า ไม่อย่างนั้นอาจถูกล่อลวงจนทำให้เกิดการเสียทรัพย์สินอย่างเช่นกรณีนี้ได้ เพราะการขโมยเงินในบัญชีโดยใช้ “สำเนาบัตรประชาชนปลอม” นั้นมันง่ายนิดเดียว . . .

ภาพจาก ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม

MThai News

จัดหนัก! จนท.บุกรื้อถอน ‘โรงเตี๊ยม’-19 รีสอร์ทดังภูทับเบิก

กรมป่าไม้ ร่วมกับจังหวัดเพชรบูรณ์ สนธิกำลังกว่า 500 นาย รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ภูทับเบิก 19 รีสอร์ท เริ่มรื้อถอนโรงเตี้ยมเป็นแห่งแรก

วันนี้ 19 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมนายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทหาร และตำรวจ กว่า 500 นาย แบ่งเป็น 5 ชุด สนธิกำลังเข้าพื้นที่ภูทับเบิก เพื่อรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในรีสอร์ท 19 แห่ง ที่ติดประกาศตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ใช้ประโยชน์ที่ดินไม่ถูกต้องตามคำสั่ง คสช.

unnamed

โดยได้ตัดกระแสไฟฟ้า จากนั้นใช้เครื่องจักรกลรื้อถอน รีสอร์ทกลุ่มแรกที่ครบกำหนดรื้อถอน หลังจากขยายเวลาให้ผู้ประกอบการรื้อถอนเองครบ 7 วัน ซึ่งมีผู้ประกอบการบางรายได้ขนย้ายสิ่งของและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่บ้างแล้ว เนื่องจากเกรงว่า หากเจ้าหน้าที่รื้อจะถูกเรียกเก็บค่ารื้อถอน และไม่สามารถนำสิ่งของไปใช้ประโยชน์ได้

ทั้งนี้ กรมป่าไม้ ได้ตั้งศูนย์อำนวยการปฏิบัติการ ที่ด่านทางเข้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านทับเบิก นำโดยนายชีวะภาพ ชีวะธรรม หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร นายอรรถพล เจริญชันษา ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่า และ ควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ นายบุญลาภ สุกใส ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขาพิษณุโลก และ นายชิต อินทรนก ป่าไม้จังหวัดเพชรบูรณ์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ในสังกัดป่าไม้ ร่วมปฎิบัติการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในรีสอร์ท 19 แห่ง เริ่มรื้อถอนโรงเตี้ยมเป็นแห่งแรก

ด้านนายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า รีสอร์ทกลุ่มแรกที่รื้อถอนแบ่งเป็นรีสอร์ท 13 เเห่ง ถูกบังคับคดีศาลสั่งให้ออกจากพื้นที่ เเต่ยังดำเนินการทำประโยชน์ต่อ และรีสอร์ทอีก 6 เเห่ง เป็นรีสอร์ทที่สำนักโยธาธิการเเละผังเมือง มีคำสั่งให้รื้อถอน เนื่องจากก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยงเเละโครงสร้างไม่ปลอดภัย

ทั้งนี้ มีการก่อสร้างรีสอร์ทบนภูทับเบิก 111 แห่ง ดำเนินคดีเเล้ว 41 เเห่ง ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างตรวจสอบคุณสมบัติผู้ครอบครอง และการใช้ประโยชน์ที่ดินถูกต้องหรือไม่ เช่น ตั้งกีดขวางทางน้ำ หรือ เป็นนอมินีหรือไม่ หากไม่ผิดวัตถุประสงค์ จะให้ใช้ประโยชน์ที่ดินต่อได้ ภายใต้เงื่อนไขการจัดระเบียบภูทับเบิกของรัฐบาล

S__13017108

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News