เพจดังแนะวิธี หากอยู่ในสถานการณ์เรือล่ม ชูชีพช่วยได้จริงหรือ ?

เพจดัง “กายหยาบ” โพสต์แนะนำวิธี หากต้องอยู่ในสถานการณ์เรือล่ม เสื้อชูชีพช่วยได้จริงหรือ ? 

กลายเป็นข่าวสุดสลดที่ถูกได้รับความสนใจอยู่ในขณะนี้ สำหรับเหตุการณ์เรือขนาดใหญ่ 2 ชั้นล่ม บริเวณท่าน้ำวัดสนามไชย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเรือดังกล่าวบรรทุกนักแสวงบุญชาวมุสลิมกว่า 100 ชีวิต กลับจากการเข้าร่วมแสวงบุญตามประเพณีที่มัสยิดอาลียิดดารอยน์ ใน ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ18 ก.ย. ที่ผ่านมา ตามข่าวที่เคยนำเสนอไปแล้วนั้น อ่านต่อ คืบค้นหา เหยื่อเรือล่มอยุธยาพบ26ศพหาย3-เอาผิดเจ้าของ

ล่าสุด ชาวเน็ตได้แชร์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการเอาตัวรอด หากต้องไปอยู่ในสถานการณ์เรือล่ม จากเพจดัง “กายหยาบ” ซึ่งได้โพสต์ข้อความอ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่ถูกจับตาอยู่ในขณะนี้ เรือขนาดใหญ่ 2 ชั้นล่ม บริเวณท่าน้ำวัดสนามไชย จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ18 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า

“พอได้เห็นคลิปขณะเรือกำลังล่ม เจอข่าวบางช่องบรรยายเรื่องเสื้อชูชีพแล้วหงุดหงิดมาก นักข่าวก็ยังเล่นประเด็นเรื่องเสื้อชูชีพอยู่ดี ซึ่งเรื่องนี้ตนเคยเขียนเตือนเอาไว้เมื่อสามปีก่อนแล้ว ตอนเรือล่มที่เกาะล้านว่า มันคือความเข้าใจที่มีคนส่วนมากยังเข้าใจผิดอยู่มาก #อย่าสวมเสื้อชูชีพบนเรือที่มีหลังคา มันคือหลักวิทยาศาสตร์ง่ายๆ ชูชีพ ทุกคนทราบดีว่ามันทำให้คุณไม่จมน้ำ พูดง่ายๆ คือมันทำให้ลอยนั่นแหละ

ดังนั้น เมื่อคุณสวมเสื้อชูชีพ สำหรับคนที่ว่ายน้ำเป็น ชูชีพมันจะทำให้คุณไม่สามารถดำน้ำลงไปได้ มันจะลอย และเมื่อมันดันตัวคุณให้ลอยขึ้น เมื่อเรือเกิดล่มขึ้นมา คุณจะลอยไปไหน ??? คุณจะลอยขึ้นสู่ด้านบน และมันจะลอยไปดันติดอยู่ในตัวเรือ ในขณะที่เรือมันกำลังจะจมลงเรื่อยๆ คุณจะลอยสวนทางกับแรงโน้มถ่วงของเรือ ผลคือคุณจะติดอยู่ในตัวเรือ และจมน้ำตาย เมื่อเรือล่ม ชูชีพจะทำให้คุณไม่สามารถว่ายน้ำได้อย่างเสรี และทำให้คุณช้ามากๆ ในการเคลื่อนที่ในน้ำ  คุณสามารถดำน้ำลงไปเพื่อหาช่องว่างข้างเรือ เพื่อหนีออกไปได้ หากคุณไม่ได้สวมชูชีพ แต่ถ้าคุณสวม จะไม่สามารถทำแบบนั้นได้ มันจะดันคุณลอยติดหลังคาเรือแน่นอน ในระดับที่เสมอกับน้ำ และไม่มีช่องอากาศหายใจ มันจะกดคุณจมลงไปพร้อมกับเรือ

วิธีที่ดีที่สุดคือให้คุณเอาชูชีพไว้กับตัว เอาคล้องแขนไว้ อย่าสวมเด็ดขาด เมื่อเกิดอุบัติเหตุเรือล่ม สิ่งที่ต้องทำคือ กระโจนออกข้างเรือให้ได้ด้วยวิธีใดก็ตาม ทำยังไงก็ได้ให้ออกไปสู่ที่โล่งให้ได้ สำหรับใครที่ว่ายน้ำไม่เป็น ควรสวมเอาไว้ เพราะเวลาเกิดเหตุ จะขาดสติ การคล้องแขนอาจเซฟได้ไม่พอ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคนว่ายน้ำไม่เป็นคือตำแหน่งที่นั่ง ควรนั่งริมเรือเอาไว้เสมอ ซ้ายขวา ทำให้ติดเป็นนิสัย หรือหากเป็นเรือที่มีแอร์ ควรนั่งใกล้ทางออกเอาไว้ให้มากที่สุด หรือออกไปยืนเท่รับลมท้ายเรือ หรือบนชั้นสองก็ตามสะดวก แต่อย่านั่งตรงกลางเรือ มันเป็นจุดอับจุดโกลาหลที่สุดหากเกิดเหตุ

ที่ปลอดภัยสุดในการนั่งเรือ คือหัวหรือท้ายเรือ ฝั่งริม สามารถพุ่งตัวออกได้ตลอดเวลา (จริงๆท้ายปลอดภัยกว่าเพราะมันมีเคสของการชนด้วย) อย่าไปนั่งกลางเรือ นั่นคือที่อันตรายที่สุด นั่นคือสิ่งที่ผมเคยเตือนเอาไว้ เพื่ออยากเปลี่ยนแปลงความเข้าใจผิดๆ ที่สื่อ หรือหน่วยงานต่างๆ พยายามบอกให้คุณสวมเสื้อ โดยไม่สนใจถึงทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ง่ายๆ หันไปสนใจเรื่องเรือบรรทุกคนเกินลิมิต แล่นเร็วบ้าคลั่งเกินกำหนดควบคุมดูแลจุดนี้ให้ดี หรือสนใจเรื่องเสื้อชูชีพ ห่วงยางบนเรือ สัมพันธ์กับปริมาณคนไหม มากพอหรือเปล่า ไม่ใช่เอะอะๆ ก็รณรรงค์การฆ่าคนด้วยการบังคับให้สวมเสื้อชูชีพบนเรือที่มีหลังคา

แชร์ๆ ไปเถอะ ทุกคนควรรู้ ควรเอาเคสนี้มาคิด และปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเมื่อขึ้นเรือประเภทใดๆ ก็ตาม เพราะมันเป็นเรื่องที่มีคนมากมายยังเข้าใจมันผิดมาตลอดชีวิต และมันก็เกิดเหตุซ้ำซากๆ วัวหายล้อมคอกทุกครั้ง กรมเจ้าท่าบ้านเราไม่เคยเอาบทเรียนเหล่านี้มาใช้อย่างจริงจัง ได้แล้ว มีเรื่องทีก็ฮึดมาทำงานตรวจตรากันสักที สุดท้ายขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ทุกท่านด้วยครับ”

MThai News

ยื่นสอบ! กรมสรรพสามิต ละเว้นเก็บภาษีรถหรู ‘สมเด็จช่วง’

“ไพบูลย์ – นพ.มโน” ยื่นหนังสือขอให้วินิจฉัยการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของกรมสรรพสามิต กรณีรถหรู “สมเด็จช่วง” 

เมื่อเวลา 10:30น. วันนี้ 20 ก.ย. ที่ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารB) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถ.แจ้งวัฒนะ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ยื่นหนังสือขอให้วินิจฉัยการละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของกรมสรรพสามิต และเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต

กรณีรถเบนซ์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) พร้อมนำหลักฐานสำเนาเช็คบัญชีกระแสรายวัน “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์” สั่งจ่ายค่ารถเบนซ์ จำนวนเงิน 1 ล้านบาท ต่อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีนายรักษเกชา แฉ่ฉาย รองเลขาธิการสำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นตัวแทนรับเรื่อง

โดยนายไพบูลย์ ระบุว่าจากการติดตามตรวจสอบกรณีรถ Mercedez-Benz รุ่น 300D Carbriolet1958 ของสมเด็จพระมหารีชมังคลาจารย์ หรือ ‘สมเด็จช่วง’ ในประเด็นการหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ากรมสรรพสามิต อาจมีการละเว้นไม่ดำเนินการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติม จากสมเด็จช่วง ในฐานะผู้ครอบครองตามพรบ.สรรพสามิต แต่ทางกรมสรรพสามิตกลับดำเนินการเรียกเก็บภาษีเป็น 6,864,000 บาท จากนายวิชาญ รัษฐปานะ ก่อนที่นายวิชาญจะยื่นเรื่องคัดค้านการประเมินภาษีสรรพสามิตไป

%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88_4343

ทั้งนี้จากข้อมูลแล้วรถคันดังกล่าวมีการยื่นเสียภาษีครั้งแรก โดยมีชื่อนางกาญจนา มากเหมือน ในนามโรงงานอุตสาหกรรม N.P.การาจ ซึ่งมีการจดทะเบียนถูกต้องแล้วนั้น ซึ่งต่อมาพบว่ามีการเสียภาษีไม่ครบถ้วน และจากการสอบสวนทราบว่ามีการปลอมแปลงเอกสารและปลอมลายมือชื่อของนางกาญจนา เพื่อยื่นกรมสรรพสามิต

ซึ่งหากดำเนินการตามหลักกฎหมายแล้วกรมสรรพสามิตจะต้องเรียกเก็บจากผู้ครอบครองรถตามหลักฐานคือสมเด็จช่วง พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต ที่รับจดแจ้งรถคันดังกล่าวว่ามีส่วนรู้เห็นในการละเลยการตรวจสอบเอกสารการยื่นในนามของนางกาญจนา หรือไม่

%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88_2075

แต่ทางกรมสรรพสามิตกลับไปเรียกเก็บภาษีจากนายวิชาญ รัษฐปานะ ซึ่งไม่ใช่บุคคลที่เป็นผู้ยื่นเสียภาษีสรรพสามิต ซึ่งมองว่าอาจเป็นการหลีกเลี่ยงไม่เรียกเก็บภาษีสรรพสามิตพร้อมเบี้ยปรับ จึงอยากให้ทางผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว เพื่อไขข้อสงสัยให้กับสังคมได้รับทราบทั่วกัน

MThai News

ดราม่าหนักหน่วง! หัวข้อสัมมนา “ติ่งเกาหลี โรคร้ายในสังคมไทย” มหาวิทยาลัยดัง

ติ่งเกาหลีวิจารณ์สนั่น! หัวข้อสัมมนา “ติ่งเกาหลี โรคร้ายในสังคมไทย” มหาวิทยาลัยดัง ดูถูกรสนิยม?

วันนี้ (20 ก.ย.59) กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนแรงบนโลกออนไลน์อยู่ในขณะนี้ หลังจากสมาชิกทวิตเตอร์ท่านหนึ่ง ได้ทวิตฯ ภาพใบประกาศเรียนเชิญ คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา เข้าร่วมงานสัมมนาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งประเด็นที่ทำให้ชาวเน็ตส่วนหนึ่งรู้สึกไม่พอใจ เห็นจะเป็นหัวข้อสัมมนาหัวข้อหนึ่ง ที่ระบุหัวข้อว่า “ติ่งเกาหลี โรคร้ายในสังคมไทย”

csxg6ilusaaj5g3

หลังภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่เรียกได้ว่า เป็นประเด็นที่ถูกนำมาวิจารณ์กันอย่างหนักหน่วง บ้างก็มองว่าหัวข้อสัมมนาคล้ายกับเป็นการดูถูกรสนิยมของกลุ่มคนที่ชื่นชอบดาราศิลปินเกาหลี  ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มองว่าไม่ใช่เรื่องที่ผิดมันเป็นเรื่องของรสนิยม ทำไมต้องมองพวกเขาแปลกแยก

2 cats

อย่างไรก็ตามผู้คนอีกส่วนหนึ่งมองว่า การตั้งหัวข้อสัมมนาเช่นนี้อาจจะเป็นเพียงการตั้งขึ้นเพื่อดึงดูดให้ผู้คนสนใจเท่านั้น ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ คงต้องไปดูในวันสัมมนาจริง

MThai News