คุก 1ปี 3 พิธีกรสายล่อฟ้า หมิ่นยิ่งลักษณ์ ปม ว.5 โฟร์ซีซั่น

ศาลอุทธรณ์สั่งคุก 1 ปี ปรับ 5 หมื่น พิธีกรรายการสายล่อฟ้า หมิ่นประมาทยิ่งลักษณ์ กรณี ว.5 โฟร์ซีซั่น โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (20 ก.ย. 59) ศาลอุทธรณ์ได้นัดอ่านคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์และโจทก์ร่วมยื่นฟ้อง นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาธิปัตย์,

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และนายศิริโชค โสภา อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการ “สายล่อฟ้า” ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมบลูสกาย เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา และดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติงาน

สายล่อฟ้า, โฟว์ซีซั่น,

กรณีที่ทั้งสามคนได้ร่วมกันจัดรายการ “สายล่อฟ้า” ออกอากาศผ่านดาวเทียมบลูสกาย มีเนื้อหาหมิ่นประมาทใส่ความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เสียหาย ทำนองว่าไม่เข้าร่วมภารกิจประชุมของรัฐสภา และน่าจะเดินทางไปกระทำภารกิจ ว.5 ที่โรงแรมโฟรซีซั่นส์ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 และ 15 ก.พ. 2555

ซึ่งจากการพิเคราะห์พยานหลักฐานคู่ความทั้งสองของศาลแล้วเห็นว่า แม้การวิพากษ์วิจารณ์ของจำเลยจะสามารถกระทำได้ และอ้างว่าจะกระทำไปโดยสุจริต แต่ศาลมองว่าการกระทำของจำเลยไม่ได้เป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต แต่ลักษณะการพูดเป็นการชี้นำในรายการ

ศาลอุทธรณ์จึงเห็นพ้องตามศาลชั้นต้นพิพากษายืน จำคุกจำเลยทั้งสาม คนละ 1 ปี ปรับคนละ 5 หมื่นบาท โทษจำให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ส่วนสาเหตุของการให้รอลงอาญานั้นเป็นเพราะการกระทำของจำเลยเป็นเจตนาดี ที่ต้องการให้โจทก์ร่วมออกมาชี้แจงเรื่องภารกิจในวันดังกล่าวเพื่อไขความกระจ่างแก่ประชาชน

ปวีณา’ เยี่ยม ‘น้องทราย’ แพทย์ ไม่ฟันธงสาเหตุ

‘ปวีณา หงสกุล’ เยี่ยม ‘น้องทราย’ หลังเข้ารับการรักษาที่ โรงพยาบาลยันฮี ด้าน แพทย์ เน้นรักษาด้วยยาและกายภาพบำบัด หากใน 1 ปี อาการไม่ดีขึ้นจึงจะผ่าตัด ไม่ฟันธงสาเหตุ

จากกรณี น.ส.นฤดี จอดสันเทียะ หรือ น้องทราย อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนโชคชัยสามัคคี และคุณแม่ นางปราณีย์ จอดสันเทียะ อายุ 48 ปี ได้ออกมาร้องสื่อและมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี หลังถูกคุณครูวิชาพละ ปาแก้วกาแฟใส่ จนทำให้กล้ามเนื้อบวมไปทับเส้นประสาทส่วนที่ 7 เป็นเหตุให้ตาซ้ายหลับไม่สนิท และปากเบี้ยว จนเสียโฉม ซึ่งขณะนี้ทางโรงพยาบาลยันฮี ได้เข้าช่วยเหลือให้รับการรักษาฟรี เนื่องจากอาการของน้องไม่สามารถรอได้ ยิ่งทิ้งไว้นานอาการจะยิ่งแย่ลง

ล่าสุด (20 ก.ย. 59) นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เดินทางเข้าเยี่ยม น.ส.นฤดี จอดสันเทียะ หรือ น้องทราย อายุ 17 ปี นักเรียนที่ถูกคุณครูพละปาแก้วใส่ จนทำให้ตาซ้ายปิดไม่สนิท ปากเบี้ยว หน้าเสียโฉม หลังเข้ารับการรักษาฟรี ที่ โรงพยาบาลยันฮี ซึ่งเบื้องต้นได้ทำ MRI จนทราบสาเหตุของอาการ และเตรียมหาวิธีรักษา

ทั้งนี้ นพ.สุพจน์ สัมฤทธิวณิชชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล พร้อมด้วยคณะแพทย์ เผยทางทีมเเพทย์ลงความเห็นร่วมกันให้สมควรตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพราะจากการตรวจร่างกาย ยังไม่สามารถระบุได้ว่า ความผิดปกติของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 ข้างซ้าย เกิดจากสาเหตุใด

ซึ่งจากผลตรวจเลนส์ตา และจอประสาทตาซ้ายปกติ มีภาวะตาแห้งข้างซ้าย และมีความผิดปกติของเส้นประสาทที่เลี้ยงใบหน้าด้านซ้าย ตั้งแต่บริเวณปมเส้นประสาท ด้านในกระโหลกศีรษะยาวจนถึงส่วนที่อยู่กระดูกหลังหู ซึ่งความผิดปกตินี้อาจเกิดจรากการติดเชื้อ หรือการอักเสบของเส้นประสาท นอกจากนี้ ยังพบว่าเส้นประสาทของใบหน้าด้านซ้าย แขนงที่เลี้ยงหนังตา โหนกแก้ม ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า มีความเสียหายปานกลางถึงรุนแรง ส่วนแขนงที่เลี้ยงแก้ม พบความผิดปกติเช่นกัน แต่ความเสียหายของเส้นประสาทน้อยกว่า

ด้านการรักษาอาการเส้นประสาทอักเสบของน้องทราย ขณะนี้เน้นไปในทางการรักษาด้วยยา และกายภาพบำบัด ให้การรักษาภาวะตาแห้งด้วยการหยอดน้ำตาเทียม และปิดตาในเวลากลางคืน ซึ่งทำร่วมกับการรักษาด้วยแพทย์ทางเลือกวิธีฝังเข็ม และออกซิเจนแรงดันสูง โดยจะประเมินผลการรักษาทุกเดือนต่อเนื่อง 6 เดือน หากอาการไม่ดีขึ้น อาจรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งจะพิจารณาทำหลังเกิดอาการอย่างน้อย 1 ปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงสาเหตุที่ทำให้น้องทราย มีอาการปากเบี้ยว หน้าผิดรูป เกิดจากอะไรนั้น นพ.สุพจน์ เผยว่า เราไม่สามารถฟันธงได้ว่าเกิดจากอะไร เนื่องจากรับน้องเข้ามารักษาหลังจากเกิดเรื่องมาแล้ว 1 เดือน ทำให้ไม่เห็นบาดแผล และวินิจฉัยจากแฟ้มประวัติของน้องที่ทางโรงพยาบาลมหาราชส่งมา จึงทำให้ระบุไม่ได้

MThai News

อัด กทม. แก้ปัญหาไม่ถูกจุด จับ เหี้ย พ้นสวนลุม

คนไม่เห็นด้วย กทม.ไล่จับตัวเงินตัวทอง (เหี้ย) พ้นสวนลุม หวังปรับภูมิทัศน์ ชี้แก้ปัญหาไม่ถูกจุด-ไม่เกิดประโยชน์แถมเป็นการนำปัญหาจากที่หนึ่งไปไว้อีกที่หนึ่ง

จากกรณีที่วันนี้ (20 ก.ย. 59) สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวเงินตัวทองที่สวนลุมพินีกว่า 400 ตัว ตามมาตรการปรับภูมิทัศน์ภายในสวนลุมพินี เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการเกิดความสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้นนั้น

ตัวเงินตัวทอง, เหี้ย, สวนลุมพินี

ล่าสุดผู้คนจำนวนมากได้ออกมาแสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าวของ กทม. เนื่องจากเห็นว่าเป็นการจัดการที่ปลายเหตุ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง โดยเฉพาะนางเตือนใจ นุชดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักสัตว์ป่า ที่ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงเรื่องข้างต้นว่า

การจับตัวเงินตัวทองออกจากสวนลุมฯ คงทำไม่ได้ทั้งหมดเพราะเป็นเรื่องยากที่คนจะเข้าถึงตัวมัน ดังนั้นการแก้ปัญหาวิธีหนึ่งคือการเดินเท้าค้นหาไข่ของตัวเงินตัวทองมาทำลายน่าจะเป็นการแก้ปัญหาการลดจำนวนประชาชนกรตัวเงินตัวทองลงได้อีกทางหนึ่ง

ขณะที่แหล่งข่าวรายหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นว่า การดำเนินการย้ายตัวเงินตัวทองของ กทม. ครั้งนี้น่าจะเป็นผลจากทัศนคติเดิมๆ ของคนไทยที่มักมองเห็นตัวเงินตัวทองเป็นสัตว์ไร้ค่า-น่ารังเกียจ จนคนนำชื่อจริงๆ ของมันมาใช่เป็นคำด่าทอกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ หากตัดอคติไม่คิดลบ จะเห็นได้ว่าตัวเงินตัวทองไม่ใช่สัตว์ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คน เพราะมันไม่ใช่สัตว์อันตราย ที่จะไปจู่โจมทำร้ายใครก่อน ยกเว้นทำให้มันตกใจ

ไม่เหมือนกับสุนัขที่บางครั้งอาจจะแว้งกัดทำร้ายเราได้ แถมยังทำความสกปรกให้บ้านเมืองมากกว่าตัวเงินตัวทองเสียอีก ขณะเดียวกันตัวเงินตัวทองยังเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกอย่างที่สามารถสร้างมูลค่าได้มหาศาลจากการนำหนังของมันไปผลิตเป็นเครื่องหนังไม่แพ้สัตว์ชนิดอื่นๆ

ส่วนการที่ กทม. อ้างเหตุผลต่างๆ ว่า การจัดดังกล่าวเป็นเพราะเพื่อความปลอดภัย การมีตัวเงินตัวทองอยู่ในสวนลุมฯ สร้างความเสียหายให้กับแปลงปลูกต้นไม้ ตลิ่งพังนั้นคงไม่ใช่เหตุผลหลัก แต่การสร้างความรำคาญทางสายตาต่างหากที่นำไปสู่มาตรการดังกล่าว ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาวิธีนี้ก็ยังไม่เห็นว่าจะได้ประโยชน์และถูกจุด แถมยังเป็นการย้ายปัญหาจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเท่านั้น

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News