เพจดังเผย! พบพิรุธใช้งบ 8 ล้าน ปลูกเงาะเกาะกลาง เทศบาลนครสุราษฎร์

แฟนเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน เผยพิรุธงบ 8 ล้าน ปลูกเงาะเกาะกลาง เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี

วันนี้ (20 ก.ย. 59) เป็นเรื่องราวที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ หลังจากแฟนเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้โพสต์ภาพและข้อความระบุถึง ความไม่ชอบมาพากลเรื่องการใช้งบประมาณ ของเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี

14292482_1250475061651227_5500475838951517038_n

ซึ่งทางแฟนเพจระบุว่า …

เป็นเรื่องที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันในเมืองสุราษฎร์ฯ กรณีที่เทศบาลนครสุราษฎร์ธานีทำการปรับภูมิทัศน์ถนนกาญจน์วิถี โดยการรื้อดินเก่า ปลูกต้นเงาะ เฟื่องฟ้าและชา ใช้วงเงินดำเนินการร่วม 8 ล้านบาท เฉพาะรายการปลูกต้นเงาะ ที่ประมาณแนวคิดว่าจะให้สอดคล้องกับคำขวัญเมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย ในแบบ ปร.4

กำหนดปลูกเงาะสูงประมาณ 1.5 เมตร จำนวน 206 ต้น ราคาต้นละ 2,500 บาท ค่าขุดดิน ต้นละ 99 บาท ค่าแรงปลูก 100 บาท ค่าไม้ค้ำยัน รวมค่าปลูกเงาะรวมเลขกลม ๆ ก็เฉียดหกแสน จำนวนที่ปลูกเต็มพื้นที่ขณะรวบรวมข้อมูลนับได้ 191 ต้น ขาดไป 15 ต้น บางส่วนก็เริ่มแห้งตายทั้งที่เป็นหน้าฝน

14369967_1250474968317903_6917643789879520302_n

เฉพาะการกำหนดราคากลางต้นเงาะก็น่าสนใจ แม้ว่าสุราษฎร์ธานีขึ้นชื่อเรื่องพันธุ์เงาะโดยเฉพาะแถบนาสาร แต่เงาะไม่ใช่ไม้ประดับตกแต่ง ไม่มีใครปลูกต้นขนาด 1.5 เมตร ขาย เรื่องนี้คณะกรรมการกำหนดราคากลางต้องอธิบายว่าเอาราคามาจากที่ใด และต้นเงาะเอาจากที่ใด จันทบุรีหรือสุราษฎร์ธานี หลายแหล่งให้ข้อมูลตรงกันว่ามาจากจันทบุรี

14344927_1250474971651236_8259366380278904716_n

ที่น่าสนใจและเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ คือการปลูกต้นเฟื่องฟ้า ในแบบ ปร.4 ระบุพันธุ์สุมาลีสีม่วง สีขาว ขนาดพุ่ม 30 ซม. จำนวน 49,000 ต้น ราคาต้นละ 50 บาท เป็นเงิน 2,450,000 บาท รวมค่าขุดค่าปลูกเป็นเงิน 3,183,936 บาท จากการตรวจสอบพบว่าราคาขายปลีกตามร้านต่าง ๆ ในตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ตกต้นละ 35 บาท สามต้นร้อย หากคิดที่ราคาแค่ต้นละ 35 บาท ไม่คิดราคาซื้อล็อตใหญ่ พบส่วนต่างร่วม 7.3 แสนบาท

14317365_1250474961651237_7212820851211123836_n

จากการเก็บข้อมูลในพื้นที่พบว่าลงเฟื่องฟ้าล็อคละประมาณ 119 ต้น (บวกลบ) ขณะนี้ยังปลูกไม่แล้วเสร็จ แต่หากคิดเต็มพื้นที่ 190 ล็อค ก็ตกราว ๆ สองหมื่นสองพันต้น ไม่ใช่สี่หมื่นเก้าพันต้น ส่วนต่างราว ๆ ล้านสี่ ส่วนการว่าจ้างเอกชนก็เป็นอีกประเด็นที่ชวนติดตาม

งานนี้ใช้อีอ็อกชั่น มีผู้รับเหมาเข้าเสนอราคา 5 ราย โดย 4 ราย เสนอราคาเท่ากันต่ำกว่าราคากลางเพียงหนึ่งหมื่นบาท ส่วนรายได้คว้าสัญญาไปเสนอต่ำกว่าชาวบ้านแค่ห้าพันบาท ที่แปลกคือในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีบันทึกข้อมูลเฉพาะประกาศเชิญชวน ไม่มีราคากลางหรือรายการอื่น

14316961_1250475051651228_8228875276799335377_n

14364804_1250475091651224_9177500528226602608_n

14364619_1250475148317885_4547588457523311996_n

MThai News

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก แฟนเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน

อธิการแถลง ปม นศ.ศิลปากร แต่งนาซี-พรรคคอมมิวนิสต์จีน รับน้อง

อธิการ ม.ศิลปากร สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนลงโทษวินัย หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม นักศึกษามหาวิทยาลัยแต่งกายเลียนแบบฮิตเลอร์และพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก่อนระบุเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (19 ก.ย. 59) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัยชาญ ถาวรเวช อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ออกมาแถลงข่าวหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม กรณีที่มีนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแต่งกายเลียนแบบอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หัวหน้าพรรคนาซี และชุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม ในกิจกรรมรับน้องของมหาวิทยาลัย จนมีสื่อไทยและสื่อนอกนำเสนอข่าวดังกล่าวไปอย่างกว้างขวาง โดยระบุว่า

ฮิตเลอร์, มหาวิทยาลัยศิลปากร, ชัยชาญ ถาวรเวช, รับน้อง
ฮิตเลอร์

ตามที่ได้มีข่าวและภาพบนสื่อออนไลน์ในประเทศหลายสำนักทั้งภาษาไทยและอังกฤษช่วงบ่ายของวันจันทร์ที่19 กันยายน 2559 เกี่ยวกับกิจกรรมการรับน้องใหม่ที่มีภาพของกลุ่มนักศึกษาแต่งกายเลียนแบบเรดการ์ดและผู้นำนาซีซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่กระทบความรู้สึกของบางประเทศซึ่งมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ยากจะลบจากความทรงจำของมนุษยชาติไปได้

มหาวิทยาลัยศิลปากรรู้สึกเสียใจต่อการกระทำของกลุ่มนักศึกษาที่ไร้สำนึกและความรับผิดชอบดังกล่าวข้างต้น ในการนี้อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากรได้โทรศัพท์และทำหนังสือขออภัยต่อเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการต่อเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยไปแล้ว เพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้เกิดขึ้นอีกจำเป็นอย่างยิ่งที่มหาวิทยาลัยจะต้องดำเนินการต่อไปนี้

1.ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและลงโทษทางวินัยต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนทุกฝ่าย

2.นำเรียนที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยทราบถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งหาแนวทางป้องกันมิให้เรื่องไม่เหมาะสมเช่นนี้เกิดขึ้นอีกจากกิจกรรมทุกประเภทที่จัดขึ้นโดยนักศึกษา คณะวิชาและหน่วยงานในมหาวิทยาลัยศิลปากร

3.ร่วมกับสถานทูตประเทศที่เกี่ยวข้องจัดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เป็นรอยด่างในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติเพื่อให้ความรู้กับเยาวชนและสาธารณะชนต่อไป

จึงเรียนประชาคมมหาวิทยาลัยศิลปากรมาเพื่อโปรดทราบและขอความกรุณางดการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมใดๆที่จะทำให้มีการขยายความและเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยไปมากกว่านี้

อนึ่งในวันอังคารที่ 20 กันยายน 2559 จะมีการหารือปรับความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ สถานเอกอัครราชทูตประเทศอิสราเอลประจำประเทศไทยกับรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน และคณบดีคณะมัณฑนศิลป์ เพื่อคลี่คลายปัญหาหาที่เกิดขึ้นโดยเร็ว

สิงห์จับมือภาครัฐ ปั้นไทยฮับ เมืองนวัตกรรมอาหารโลก

สิงห์ ร่วมกับ 3 สถาบันของภาครัฐ ลงนาม MOU ร่วมมือพัฒนาโครงการ “เวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์” ปั้นไทยให้เป็นเมืองนวัตกรรมอาหารโลก

วานนี้ (19 ก.ย. 59) นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด พร้อมด้วย คุณยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร, คุณสุรชัย กำพลานนท์วัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, คุณสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

สิงห์

ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาโครงการ “เวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์” (World Food Valley Thailand) เปิดนิคมอุตสาหกรรมอาหารแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปของไทย ให้ก้าวไปสู่การผลิตและแปรรูปสินค้าด้วยนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์อาหารไทยอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.อรรชิกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นสักขีพยาน ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ

ทั้งนี้นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่าการร่วมมือกันของสิงห์ และหน่วยงานภาครัฐครั้งนี้ก็เพื่อต้องการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย ให้ก้าวไปสู่การผลิตและแปรรูปสินค้าด้วยนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจอาหารของประเทศแข็งแกร่ง และสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้มากขึ้น

ขณะเดียวกันโครงการ “World Food Valley Thailand” ยังถือเป็นการขานรับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทย และเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมหรือไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมอาหาร ที่ต้องการผลักดันและส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหารขึ้นด้วย

สำหรับโครงการ “World Food Valley Thailand” บริษัทจะพัฒนาให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมอาหารครบวงจรภายใต้แนวคิดอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ(Eco-Industrial Estate) มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตและแปรรูปอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาธุรกิจ การลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ ตลอดจนสร้างเครือข่ายธุรกิจ ซึ่งคาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้กับผู้ผลิตอาหารไทยยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News