ฮือฮา ตำรวจสั่งปรับ ไม่มีใบขับขี่ แค่ 20 บาท

ภาพว่อนใบสั่งตำรวจสั่งปรับ 20 บาท ฐานทำผิดกฎจราจรไม่มีใบขับขี่ 

วันนี้ (1 ก.ย. 59) ในโลกออนไลน์ได้เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Nutty Mutd‎” ได้โพสต์ภาพใบสั่ง พร้อมข้อความที่บ่งบอกว่าไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง หลังถูกเจ้าหน้าจับปรับหลังทำผิดกฎจราจร

ใบสั่ง, ใบขับขี่, ด่านตรวจ, ข่าวตำรวจ

โดยภาพดังกล่าวได้เผยให้เห็นใบสั่งที่เจ้าของโพสต์ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับไม่มีใบขับขี่ ขณะถูกเรียกให้เข้าด่านตรวจเมื่อช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งดูๆ ไปคงไม่แปลกอะไร หากแต่ไม่เห็นว่าค่าปรับที่ถูกจับในครั้งนั้น เสียเงินเพียง 20 บาท พร้อมระบุข้อความว่า  “ใครเคยโดน #ปรับ20บาท แถวบ้านเรียกตักเตือน^^ (1’ก.ย.59) ไม่เกินกฏหมายกำหนด…ok.”

ทั้งนี้เมื่อภาพดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็น โดยส่วนใหญ่รู้สึกดีกับการทำงานของตำรวจ ที่ตั้งใจจับกุมเพื่อตักเตือนจริงๆ ทำให้ประชาชนที่ได้เจอยิ้มออกกันทุกราย

เตือน!คนใจบุญเช็คก่อนโอน มิจฉาชีพระบาด หากินกับเงินผู้ป่วย-คนยากไร้

เตือนภัยคนใจบุญ! ระวัง “มิจฉาชีพ” ระบาด หากินกับผู้ป่วย-คนยากไร้ พบเคสชายป่วยมะเร็งช่องปากโดนบิดเบือนข้อมูล-เบอร์โทร-เลขบัญชี ถูกรับบริจาคในเพจดัง เจ้าของเรื่องโผล่แจ้งลบ หวั่นคนตกเป็นเหยื่อ ชี้ หลายเคสใช้เบอร์โทรเดียวกัน 

ภายหลังช่วงต้นเดือนก.ย.ที่่ผ่านมา นายปรเมศร์ มีสมภพ เจ้าของเฟซบุ๊ก ‘เมศ เมศ เจ้าชายน้อย’ ได้ลงเรื่องราวเกี่ยวกับชายรายหนึ่งอาศัยอยู่ที่หมู่ 7 ตำบลบ้านหยวก อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี เกิดอาการผิดปกติปวดบวมภายในช่องปากอย่างรุนแรงหลังไปถอนฟันคุดเมื่อ2ปีก่อน ต่อมาพบว่าชายดังกล่าวได้ป่วยเป็นมะเร็งที่ใบหน้าและโพรงจมูกไร้ทางรักษา ขณะที่ทางครอบครัวยากจน จึงเปิดบัญชีรับบริจาคจากผู้ใจบุญ จากนั้นทางผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมหน่วยงานได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือแล้วนั้น

16

ขณะเดียวกันในวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ทางเพจดังได้นำเรื่องราวมาแชร์ต่อเพื่อมุ่งหวังช่วยเหลือผู้ป่วยดังกล่าว จนมีผู้ใช้เฟซบุ๊กได้แชร์ส่งต่อเรื่องราวความช่วยเหลือดังกล่าวจำนวนมาก แต่ปรากฎว่าข้อมูลที่เพจดังกล่าวนำมานั้น อาจเป็นข้อมูลของมิจฉาชีพ โดยนายปรเมศร์ เจ้าของเรื่องได้เข้าไปตอบชี้แจงในกล่องความคิดเห็นของเพจดังกล่าวว่า พบการบิดเบือนข้อมูลและรูปภาพ โดยมีการเปลี่ยนแปลงเลขบัญชี เบอร์โทร และชื่อภรรยาของผู้ป่วย

16-1

โดยนายปรเมศร์ ได้เปิดเผยกับ MThai News ว่า ทราบผู้ใช้เฟซบุ๊กใช้ชื่อ ‘สามารถ รอดนาม’ มีการบิดเบือนข้อมูล จึงได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อไป พบว่า ช่วงเช้ายังสามารถติดต่อได้ แต่ไม่รับสาย และมาปิดเครื่องหายไปในช่วงบ่าย หลังที่ตนพยายามแจ้งเรื่องกับเพจดังว่าข้อมูลที่บิดเบือนอาจเป็นฝีมือมิจฉาชีพ

16-0

และเมื่อมีการสืบค้นข้อมูลเฟซบุ๊กผู้ใช้ที่บิดเบือน พบว่าเพิ่งมีการสมัครใช้งานมาเพียง1วัน พร้อมมีการลงรูปโปรไฟล์บุคคลหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ชัดว่าใช่ตัวจริงหรือไม่ และมีการระบุว่าทำงานในองค์กรภาครัฐที่น่าเชื่อถือได้ ขณะที่ข้อมูลในเฟซไร้การเคลื่อนไหวใด จึงแน่ชัดว่าอาจเป็นฝีมือผู้ไม่หวังดี

และต่อมาตนได้พยายามติดต่อไปยังญาติของผู้ป่วย ก็พบข้อมูลว่าผู้ป่วยได้เสียชีวิต 3 วันแล้ว และจะมีการจัดงานศพในวัดใกล้บ้าน ส่วนทางภรรยาผู้ป่วยเมื่อทราบเรื่องแล้ว ระบุ จะเร่งดำเนินการแจ้งความต่อไป เพื่อป้องกันประชาชนตกเป็นเหยื่อในการโอนเงินผิดบัญชี

นอกจากนี้ ตนยังได้แจ้งเรื่องดังกล่าวไว้กับทางจังหวัดอุดรธานีไว้แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ยืนยันจะประสานทางผู้ว่าฯในการส่งเจ้าหน้าที่ติดตามหาตัวบุคคลไม่หวังดีรายนี้มาดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ นายปรเมศร์ได้กล่าวย้ำว่า หากผู้ใจบุญต้องการบริจาคช่วยเหลือครอบครัวผู้ป่วยดังกล่าว สามารถบริจาคผ่านเลขที่บัญชีที่ถูกต้อง คือ บัญชีชื่อบัญชี นางสาวกฤติยา โครักษา เลขที่บัญชี 008-162-1535 ธนาคารกสิกรไทย สาขาน้ำโสม เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นายปรเมศร์ได้ประสานมาทาง MThai News อีกครั้งว่า หลังเร่งสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้แชร์เรื่องราวไปยังเพจดัง เพื่อขอเงินบริจาคผ่านบัญชีช่วยเหลือครอบครัวเด็กยากจน ที่ จ.พังงา เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา แต่กลับพบข้อสงสัยว่า เบอร์โทรที่ให้ไว้ เป็นเบอร์โทรเดียวกันกับเคสบุคคลที่บิดเบือนข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก จึงได้พยายามติดต่อไปอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เช่นเดิม  แต่ต่อมาเบอร์ดังกล่าวได้ติดต่อกลับมา จึงได้เกิดการพูดคุยกัน ทันทีที่ตนระบุตัวว่าเป็นใคร ผู้ใช้เบอร์ดังกล่าว ได้ปฏิเสธไม่รู้่เรื่องเกี่ยวกับการบิดเบือนดังกล่าว แต่บอกว่าอยู่จ.พังงาจริง จากนั้นก็ปิดเครื่องหนีหายไปอีกครั้ง

14453

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

หมอติง! “ครูไม่ควรประจานเด็ก” เหตุให้นักเรียนกราบขอขมาหน้าเสาธง

แพทย์หญิงจิราภรณ์โพสต์ติงครู หลังสั่งนักเรียนหญิงก้มกราบหน้าเสาธง ชี้นำความผิดเด็กมาประจาน อาจส่งผลกระทบกระเทือนกับจิตใจ

จากกรณีที่ครูสาวสั่งให้นักเรียนหญิงกราบขอขมาหน้าเสาธง หลังนักเรียนมีอาการแพ้อาหารจนต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล โดยเด็กได้บอกแพทย์ไปว่า กินแกงจืดเต้าหู้ไข่ของโรงเรียนจากนั้นก็เกิดอาการแพ้จึงสันนิษฐานว่าอาจแพ้เต้าหู้ไข่ หลังจากเด็กรักษาตัวจนหายและไปโรงเรียนตามปกติ

จากนั้นครูสาวที่อยู่ในคลิปจึงให้เด็กกินเต้าหู้ไข่เพื่อพิสูจน์โดยรอดูอาการ 24 ชั่วโมง พร้อมระบุหากไม่พบอาการแพ้เด็กจะต้องกราบขอขมาครูหน้าเสาธง โดยให้เหตุผลว่าการที่เด็กไปพูดว่าแพ้อาหารกลางวันโรงเรียนทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง ซึ่งภายหลังการพิสูจน์เด็กไม่มีอาการแพ้จึงต้องกราบขอขมาครูคนดังกล่าวต่อหน้าคนทั้งโรงเรียน

kyy

ล่าสุดแพทย์หญิงจิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องดังกล่าวผ่านแฟนเพจ เลี้ยงลูกนอกบ้าน ดังนี้ …

ความรุนแรงที่หน้าเสาธง หมอได้ดูคลิปที่เด็กหญิงคนหนึ่งกำลังร้องห่มร้องไห้ถูกพี่ชายและครูบังคับให้กราบที่หน้าเสาธงของโรงเรียนท่ามกลางสายตาเด็กนักเรียนอีกหลายร้อย เนื้อข่าวบอกว่า เด็กทานอาหารกลางวันแล้วผื่นขึ้น ไปหาหมอแล้วกลับมาบอกครูว่าสงสัยแพ้เต้าหู้ไข่ที่โรงเรียน

สัมภาษณ์ครู ครูบอกว่าเด็กไม่มีประวัติแพ้ ไม่เคยขอยาแก้แพ้ ไม่เชื่อว่าจะแพ้ ครูเป็นนักวิทยาศาสตร์ จะเชื่ออะไร “ต้องมีหลักฐาน” จึงให้เด็กมากินเต้าหู้ไข่ต่อหน้าและถ่ายรูปเก็บหลักฐานไว้ ผลปรากฏว่าไม่ได้แพ้จริง จากนั้นครูจึงสั่งให้เด็กมากราบขอขมาเพราะคิดว่าเด็กโกหก เป็นการทำร้ายโรงเรียน ทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง

หมออยากให้เราเรียนรู้เหตุการณ์นี้ร่วมกันดังนี้นะคะ…

1. หลายครั้งสาเหตุของการแพ้ หมอเขายังทำได้แค่สงสัย เพราะสารต่างๆ บนโลกมีมากมาย ใครแพ้อะไรอาจจะได้จากประวัติและการคาดเดา (การทดสอบการแพ้ จะทำเมื่อแพ้ซ้ำ ๆ หรือแพ้รุนแรง แต่ก็ทำได้ในสารเฉพาะอย่าง)

2. ไม่มีประวัติแพ้ ไม่เคยขอยาแก้แพ้ ไม่ได้แปลว่าแพ้ไม่ได้

3. ข้อนี้สำคัญมาก!! การทดสอบการแพ้ “ไม่ควรทำเองโดยพละการ” บางคนแพ้แบบรุนแรง หลอดลมบวม หายใจไม่ได้ ความดันตก เสียชีวิตได้ทันที คนแพ้อาหารหลายคนจึงต้องพกยาฉีดฉุกเฉินไว้กับตัว นี่คือเรื่องที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และเป็นสิ่งที่ใครก็ไม่ควรใช้อำนาจบังคับใครให้ทำเพื่อเป็นการพิสูจน์สิ่งที่ตนสงสัย

4. “การแพ้อาหาร” เป็นปัญหาส่วนบุคคล ไม่ได้เกิดจากอาหารสกปรก ถ้าพ่อแม่ไม่ได้แจ้งการแพ้ไว้ แล้วครูเผลอเอาให้เด็กกิน ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่โรงเรียนต้องรู้สึกเสื่อมเสียชื่อเสียง

5. ถ้าคิดว่าเด็กโกหก สิ่งที่ครูควรทำ คือการคุยกับเด็กเพื่อหา “ที่มา” ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เด็กต้องโกหก

6. การบังคับกราบ ไม่ได้ช่วยปรับพฤติกรรมอะไรในตัวเด็ก เพราะตราบใดที่สาเหตุไม่ได้รับการมองหาหรือแก้ไข การกราบก็อาจเป็นเพียงสัญลักษณ์ว่าอีกฝ่ายยอมแพ้ และอีกฝ่ายได้ชัยชนะ

7. การนำความผิดเด็กมาประจานด้วยการให้กราบกรานหน้าเสาธง ส่งผลกระทบกระเทือนกับจิตใจ ส่งผลให้อับอาย และส่งผลร้ายในการพัฒนาเด็ก

8. หลายครั้ง เด็กซึมซับ “ความรุนแรง” “ความก้าวร้าว” “ความเอาชนะ” “ความสะใจ” มาจากต้นแบบที่ได้เห็น “ในโรงเรียน”
น่าเศร้าที่หลายครั้งต้นแบบนั้นมาจาก “ครู”

คนที่เด็กเชื่อถือและศรัทธา รักลูก(ศิษย์) ช่วยกันคิดมองหาสาเหตุแล้วแก้ไข มากกว่าการทำอะไรแค่เพื่อประจานการกระทำนะคะ
เพราะนั่น จะทำให้เราไม่มีวันช่วยเหลือลูก(ศิษย์)ได้อย่างแท้จริง

หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน ผู้พบว่าความรุนแรงอยู่ทั่วทุกหัวระแหงในสังคมไทย ความรุนแรงที่เราโอบกอดมันไว้แบบไม่รู้ตัว
ป.ล. เราเอาเรื่องนี้มาเรียนรู้ร่วมกัน เป็นตัวอย่างของการไม่ใช้ “คำรุนแรง ประนาม หรือไม่สุภาพ” กับผู้อื่นนะคะ หมอเชื่อว่า ความเจ็บป่วยก็เกิดได้กับหมอ ความไม่รู้ก็เกิดได้กับครูเช่นกัน

MThai News

ขอบคุณข้อมูลจาก แฟนเพจ เลี้ยงลูกนอกบ้าน