“โอ๊ค-พานทองแท้” โพสต์เฟซบุ๊ก เผาบ้านทั้งหลัง เพื่อจับหนูตัวเดียว

“โอ๊ค-พานทองแท้” โพสต์เฟซบุ๊ก เผาบ้านทั้งหลัง เพื่อจับหนูตัวเดียว อัดองค์กรอิสระไม่เป็นกลาง เป็นเครื่องมือทางการเมือง

นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐฒนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Oak Panthongtae Shinawatra” ในหัวข้อ เผาบ้านทั้งหลัง เพื่อจับหนูตัวเดียว” เริ่มปรากฏภาพให้เห็นชัดเจนขึ้นทุกที” พร้อมอธิบายต่อว่า พ่อเคยกล่าวไว้ว่า หากต้องการกำจัดกันให้พ้นทาง ก็แค่เขียนกฎหมายว่า “ห้ามคนในตระกูลชินวัตร ลงเล่นการเมือง” ก็สิ้นเรื่อง ไม่ถึงขั้นต้องมาล้างกันเจ็ดชั่วโคตร ไม่จำเป็นต้องหาเหตุ 2 มาตรฐานต่าง ๆ นานา จนกระทั่งภาพลักษณ์ประเทศตกต่ำไปถึงเพียงนี้

องค์กรอิสระที่ต้องดำรงตนให้เป็นกลาง ควรที่จะเป็นหลักให้กับประเทศ กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างผู้อื่น เพื่อให้บรรลุสิ่งที่ตัวเองต้องการ อาจมีผลในการกำจัดคนที่ไม่ต้องการออกไปพ้นทางได้ แต่มาตรฐานความเชื่อมั่นของประเทศ ต้องตกต่ำไปอีกหลายสิบปี กลายเป็นประเทศที่ตั้งศาลเตี้ย เอะอะอะไรก็ใช้อำนาจพิเศษ ใช้องค์กรอิสระในการทำลายผู้อื่น แบบนี้สังคมโลกไม่ยอมรับหรอก

732317-01

กกต. ของไทย โดนผู้บริหารระดับสูงทำลายความเชื่อมั่นจากสังคมไปแล้วองค์กรหนึ่ง แทนที่จะเป็นกลางในการควบคุมการเลือกตั้ง เพื่อสรรหาคนมาบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย กลับประกาศตัวชัดเจนว่าไม่เป็นกลาง เอียงข้างและมักจะออกไปร่วมงานคบหาสมาคมกับพรรคการเมืองขั้วหนึ่งอย่างชัดเจน

ล่าสุด ป.ป.ช. ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย กลับโดนจัดอยู่ในอันดับที่ 12 รั้งท้ายขององค์กรหลักในการต่อต้านการคอร์รัปชั่นของประเทศในเอเชีย สาเหตุที่ ป.ป.ช. มีภาพลักษณ์ที่ตกต่ำ เกิดจากเป็นองค์กรต้านคอร์รัปชั่น ที่ถูกรัฐบาลทหารนำมาใช้ต่อสู้ทางการเมือง ไม่มีการต่อสู้กับการคอร์รัปชั่นอย่างเป็นระบบ และการละเลยคดีทุจริตคอร์รัปชั่นร้ายแรงของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ความน่าเชื่อถือขององค์กรลดน้อยถอยลง

หาก ป.ป.ช. ยังไม่สามารถกู้ภาพลักษณ์ขององค์กรอิสระของไทยและยังคงอยู่ในกลุ่ม “โดนโห่ไล่” จากนานาอารยประเทศแบบนี้ ความเชื่อมั่นทางด้านต่าง ๆ ของไทยบนเวทีโลก ทั้งด้านการค้าระหว่างประเทศและการลงทุน ย่อมถูกผลกระทบไปด้วย การเอาคนที่ ป.ป.ช. ไม่กล้าตรวจสอบมาอยู่ใกล้อำนาจ ใกล้ผลประโยชน์ เป็นอันตรายมากกว่าคนที่ ป.ป.ช. จ้องจะเอาผิด

ที่มา : INN

MThai News

เกิดเหตุไฟไหม้โกดังเก็บสินค้าที่ สมุทรสาคร ยังไร้เจ็บ-ตาย

เกิดเหตุไฟไหม้โกดังเก็บสินค้าที่ จ.สมุทรสาคร ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

732336-01

ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรสาคร ได้รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บสินค้า ในซอยวัดพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ที่เกิดเหตุเป็นอาคารเก็บเฟอร์นิเจอร์ เจ้าหน้าที่ได้ระดมรถน้ำรถดับเพลิงเข้าฉีดสกัด หลังเพลิงสงบได้ทำการตรวจสอบพบว่า โกดังดังกล่าวเสียหายเกือบทั้งหมด เบื้องต้นไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ส่วนมูลค่าความเสียหายและสาเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

ที่มา : INN

MThai News

บุกตรวจ ! ร้านทำผม ราคามหาโหด สระ-ซอย 800 เจ้าของร้าน รับปากปรับปรุงตัว

ศูนย์ดำรงธรรมชลบุรี – สคบ. บุกตรวจร้านเสริมสวยเมืองพัทยา คิดราคามหาโหด สระ-ซอย 800 บาท ด้านเจ้าของร้าน รับปากปรับปรุงตัว

จากกรณีที่มีประชาชนชาวพัทยาหลายรายออกมาเตือนภัยผ่านโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คว่า ไม่ให้ไปใช้บริการที่ร้านเสริมสวยแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท-พัทยา 53 (เนินพลับหวาน) ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังจากมีผู้ไปใช้บริการแล้วถูกเจ้าของร้านคิดราคาแพงเกินความเป็นจริงนั้น

732319-01

ล่าสุด (27 ก.ย. 59) นายธรินทร์ นวลฉวี เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดชลบุรี หรือ สคบ. สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชลบุรี รวมถึงเจ้าหน้าที่เมืองพัทยา และตำรวจ สภ.บางละมุง เดินทางไปตรวจสอบที่ร้านเสริมสวย พบเจ้าของร้าน เจ้าหน้าที่จึงขอดูใบอนุญาตประกอบกิจการ ปรากฏว่า เจ้าของร้าน ไม่มีมาแสดง ส่วนป้ายราคาค่าบริการที่เขียนแจ้งไว้ไม่ชัดเจนมากนัก อาทิ ตัดผมชาย 80-250 บาท , ตัดซอย 250-400 บาท , สระไดร์หนีบ 120-250 บาท , ยืดผม 1,000-1,500 บาท และอบไอน้ำ 500-1,000 บาท เป็นต้น

ทั้งนี้ เจ้าของร้าน เล่าว่า กรณีเรื่องราคาแพงเกินจริง เป็นเพราะตนคิดค่าบริการแยกเป็นขั้นตอน ทำให้มีราคาสูง ซึ่งลูกค้าบางรายไม่เข้าใจก็เอาไปโพสต์ด่าประจาน

เบื้องต้น นายธรินทร์ นวลฉวี เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชลบุรี ได้ว่ากล่าวตักเตือนเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมดังกล่าว พร้อมแจ้งให้เจ้าของร้าน แก้ไข้ประกาศราคาค่าบริการให้มีความชัดเจนมากที่สุด พร้อมกับดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการให้ถูกต้อง ซึ่ง เจ้าของร้านหลั่งน้ำตาขอโทษ พร้อมรับปากว่าจะแจ้งราคาให้ลูกค้าทราบก่อนใช้บริการ และจะไม่ให้มีเรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

ที่มา : INN

MThai News