“ทวิตเตอร์” บริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภทไมโครบล็อก กำลังเจรจาขายกิจการ โดยมีบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งแสดงความสนใจซื้อ ซึ่งรวมถึง “กูเกิล” และ “เซลส์ฟอร์ซดอทคอม” (salesforce.com)
สถานีโทรทัศน์ CNBC รายงานเมื่อวันศุกร์ โดยอ้างแหล่งข่าวที่ระบุว่า คณะกรรมการบริหารของทวิตเตอร์อยู่ระหว่างเปิดการเจรจา และคาดว่าอาจได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้ โดยทวิตเตอร์ได้ว่าจ้าง “โกลด์แมน แซกส์” เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการครั้งนี้
ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวทำนองนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่เริ่มมีเค้าลางชัดเจนขึ้นในเดือนที่แล้ว หลังจาก “อีแวน วิลเลียมส์” ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์ กล่าวกับสถานีโทรทัศน์บลูมเบิร์กที่ถามว่า ทวิตเตอร์ยังคงเป็นเป็นอิสระอยู่หรือไม่ โดยเขาตอบว่า ในฐานะคณะกรรมการบริหาร จะตัดสินใจเลือกหนทางที่ดีที่สุดให้กับทวิตเตอร์

ขณะที่ข้อตกลงระหว่าง “ไมโครซอฟต์” ที่ประกาศซื้อเว็บไซต์ “ลิงค์อิน” บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับภาคธุรกิจ รวมมูลค่า 2 หมื่น 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 9 แสนล้านบาท มีส่วนช่วยปลุกกระแสข่าวเกี่ยวกับอนาคตของทวิตเตอร์ นอกเหนือจากผลงานที่ไม่ค่อยดีนัก ทั้งเรื่องยอดโฆษณาที่ชะลอตัวในช่วงไตรมาสก่อนๆ ส่งผลให้ขาดทุนปีละหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ และจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นน้อยมาก
โดยนับถึงไตรมาส 2 ของปีนี้ ทวิตเตอร์มีตัวเลขขาดทุนสะสมราว 2 พัน 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อ 10 ปีที่แล้ว รวมทั้งไม่สามารถรักษาระดับการเติบโตได้เหมือนคู่แข่งอย่าง “อินสตาแกรม” และ “สแนปแชต” ซึ่งมีผู้ใช้มากกว่าทวิตเตอร์ ที่ปัจจุบันมีตัวเลขผู้ใช้งานเป็นประจำ 313 ล้านคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3 จากปีก่อน
ในขณะที่สื่อสังคมออนไลน์อื่นๆ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และสแนปแชต สามารถทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากโฆษณาและผู้ใช้สมาร์ตโฟน แต่ทวิตเตอร์กลับมีสัดส่วนค่าโฆษณาออนไลน์รวมเพียงร้อยละ 1.2 เท่านั้น
ส่วน “แจ็ก ดอร์ซีย์” ผู้ก่อตั้งร่วมของทวิตเตอร์ ซึ่งกุมบังเหียนในฐานะ CEO คนใหม่ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ก็ไม่สามารถผลักดันนวัตกรรมให้กับทวิตเตอร์ แถมยังถูกตั้งคำถามว่า ไม่ได้ทุ่มเทให้กับทวิตเตอร์มากนัก เพราะเขานั่งเก้าอี้บริหาร “สแควร์” บริษัทสตาร์ทอัปที่ให้บริการทางการเงินผ่านมือถือด้วย
นักวิเคราะห์และนักลงทุนหลายราย มองว่า ทวิตเตอร์น่าจะอยู่ในสถานะที่ดีกว่านี้ หากเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทใหญ่ แทนที่จะเป็นบริษัทอิสระแบบนี้
กระแสข่าวเทกโอเวอร์ทวิตเตอร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นของทวิตเตอร์ปรับตัวขึ้นร้อยละ 20 เมื่อวันศุกร์ หลังมีรายงานข่าวของ CNBC ถือเป็นการปรับขึ้นมากสุดในรอบวันนับตั้งแต่เริ่มซื้อขายในตลาดหุ้นวันแรก เมื่อปี 2556 ขณะที่มูลค่าตามราคาตลาดของบริษัทในขณะนี้อยู่ที่ 1 หมื่น 6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 5 แสน 6 หมื่นล้านบาท
“อาลี โมการาบี” นักวิเคราะห์ของมอร์นิ่งสตาร์ มองว่า “อัลฟาเบต” บริษัทแม่ของกูเกิล เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทวิตเตอร์ เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเซลส์ฟอร์ซ
พร้อมกับประเมินว่า ทวิตเตอร์น่าจะขายที่ราคา 22 ดอลลาร์ต่อหุ้น ใกล้เคียงกับระดับเมื่อวันศุกร์ที่อยู่ที่ 22.22 ดอลลาร์ต่อหุ้น แต่ต่ำกว่าเมื่อเข้าตลาดหุ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี 2556 ที่อยู่ที่ 26 ดอลลาร์ต่อหุ้น
เหตุผลที่กูเกิลสนใจทวิตเตอร์ ก็เพราะน่าจะช่วยให้มีเครื่องไม้เครื่องมือต่อกรกับ “เฟซบุ๊ก” ได้มากขึ้นในสมรภูมิสื่อสังคมออนไลน์
ด้าน “เซลส์ฟอร์ซดอตคอม” เป็นผู้เล่นที่คาดไม่ถึงว่าจะสนใจซื้อทวิตเตอร์ เพราะไม่มีธุรกิจเกี่ยวกับด้านนี้ แต่เป็นผู้ให้บริการแก่ลูกค้าผ่านระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง แต่การที่เซลส์ฟอร์ซเพิ่งเปิดตัวแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ที่มีชื่อว่า “ไอน์สไตน์” ในการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ทั้งเรื่องการขาย การให้บริการ และการตลาด ก็มีความเป็นไปได้ที่ทวิตเตอร์จะตอบโจทย์ของเซลส์ฟอร์ซ
“วาลา อัฟชาร์” ประธานบริหารฝ่ายธุรกิจดิจิตอลของเซลส์ฟอร์ซ ทวีตข้อความส่วนตัวว่า “ทำไมต้องทวิตเตอร์” เพราะ 1.เป็นเครือข่ายการเรียนรู้ส่วนบุคคล 2.นำเสนอข่าวสารมากมายและอยู่บนพื้นฐานแบบเรียลไทม์ 3.ข้อมูลมีความเป็นประชาธิปไตย และ 4.ช่วยสนับสนุนธุรกิจอื่นๆ ได้
แม้ภายหลังเขาจะออกมาระบุว่า ทวีตข้อความดังกล่าว เพราะมีข่าวลือเรื่องนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง และเขาก็รักทวิตเตอร์
ขอบคุณรายการ Welcome World ทางช่อง MONO29


