เรื่องร้อนๆ ระอุในบ้านเราสัปดาห์นี้ เห็นทีจะไม่เอ่ยถึงคงไม่ได้ ในประเด็นของ “MV ทศกัณฑ์” ที่ผู้สร้างจัดทำขึ้นเพื่อเป็นการโปรโมทการท่องเที่ยว ที่ร้อนแรงจนถึงกระทรวงวัฒนธรรมออกมาเอ่ยมาว่า อาจจะแบน MV ดังกล่าว เพราะเป้นการ “ดูหมิ่น” โขน ซึ่งถูกนำมาเล่นจนเกินไป แม้ในภายหลังจะออกมาแก้เก้อว่า จะไม่แบน MV ดังกล่าวแล้วก็ตาม

วัฒนธรรมไทย ร่วมสมัย, รื้อหิ้ง หรือหยากไย่เกาะ?
ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากผู้จัดทำได้นำตัวละครในวรรณคดีอย่าง “ทศกัณฑ์” มาเป็นตัวเอกของเอ็มวี ในมุมมองที่ต่างไป ทำให้คนจำนวนมาเห็น “โขน” ในมุมมองที่ร่วมสมัย เข้าใจได้ และเสพได้ ซึ่งมีหลายคนออกมาสนับสนุนแนวคิดว่า “ควรปัดฝุ่น เอาลงมาให้คนได้เสพ-เข้าถึงกันอย่างง่ายๆ”
สิ่งหนึ่งที่เราเห็นตรงกันคือ “โขน” เป็นของที่ควรส่งเสริม เผยแพร่ เราจึงเห็นภาพของคนที่อยากมีส่วนร่วมอย่างมาก จนทำให้เกิดกระแสในวงกว้าง ไปยังส่วนต่างๆ ผู้คนมากมายตั้งแต่คนทั่วไปจนถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งเกี่ยวข้องไม่เกี่ยวข้องมากมาย ที่อยากให้ “วัฒนธรรมไทย” เสพ-เข้าใจ-ส่งต่อ ได้ง่ายนั่นเอง
ในขณะที่ฝากฝั่งของคนส่วนหนึ่งที่มองว่า นั่นเป็นการนำศิลปะ-วัฒนธรรมของชาติมาเล่น ในมุมมองที่ไม่เหมาะไม่ควร ไม่ว่าจะเป็นการไปนั่งขับรถโกคาร์ท, หยอดขนมครก เป็นต้น เนื่องจากโขนเป็นศิลปะชั้นสูงในบ้านเรา ควรที่จะต้องรักษาไว้ในรูปแบบหรือขนบ แบบเดิมๆ เพื่อให้มิให้ “ศิลปะประจำชาติ” ถูกกลืน-ปะปนไปกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป จนกระทั่งหลงลืมตัวตนหรือรางเหง้าเดิม
“โขน” จึงเป็นตัวแทนแห่งการแสดงนาฏศิลป์ไทย ที่ผูกร้อยเรื่องราวที่มากกว่าแค่ “การแสดง” หากแต่ยังเป็นกรอบสะท้อนในเรื่องของความเชื่อ และพิธีกรรม ที่ผูกกันมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน เช่นเดียวกับนาฏศิลป์ไทยแขนงอื่นๆ เช่น โนราห์ หรือ หนังตะลุงในภาคใต้
ดังนั้น การนำนาฏศิลป์ไทย มาเล่นในรูปแบบที่ลดทอนความขลัง พิธีกรรม ตามรูปแบบคนรุ่นใหม่ จึงเป็นเรื่องที่ขัดกันอย่างชัดเจน การสร้างสรรค์แบบร่วมสมัยจึงกลายเป็นเรื่องยากของทั้งสองฝ่าย
วัฒนธรรมไทย ภาพสะท้อนที่ย้อนแย้ง
หลายคนต่างออกมาแสดงความคิดเห็นในมุมของตน ถึงความ “อยากอนุรักษ์” วัฒนธรรมแบบไทย แต่สิ่งหนึ่งที่คนไทยทั้งสองฝ่ายควรนึกถึงคือ วัฒนธรรมเก่า-ดั้งเดิมของไทยที่กำลังวิกฤตินั้นไม่ใช่มีแค่โขนอย่างเดียว การละเล่น-การแสดงทั่วไป แบบไทยบ้าน กำลังวิกฤติด้วยเช่นกัน
“ลิเก”
หนึ่งในการแสดงพื้นบ้าน ไม่ได้สูงค่าอะไรในมุมมองของใครหลายๆคน แต่นั่นคือ “รากเหง้า” ของหนึ่งวัฒนธรรมพื้นบ้านของไทย ที่คู่ขนานกับโขน มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ปัจจุบัน “ลิเก” หรือ “ยี่เก” กำลังเริ่มเลือนหายไป เหลือเพียงไม่กี่คณะที่ยังคงอยู่รอดมาได้ อีกหลายคณะผันแปรตัวเองไปเป็นเหมือน “คณะละครเร่” เปิดวิกแสดงแลกเงินบริจาคจากแม่ยก ในต่างจังหวัดพอประทังชีวิตกันไป จึงเหลือเพียงไม่กี่คณะ ที่ยังคงความเป็น “ยี่เก” ชื่อดังเหมือนเมื่อครั้งอดีต
“หุ่นละครเล็ก”
คนไทยจำนวนไม่น้อยต่างออกมาแซ่ซ้องกันว่า “นี่สิของไทย” แต่สุดท้ายเราได้เห็นสภาวะการปิดตัวลง “นาฏยศาลาหุ่นละครเล็ก” ซึ่งน่าเสียดายไม่น้อย แม้ปัจจุบันเรายังคงแวะไปดูได้ตามงานแสดงโชว์ต่างๆ หรือที่ เอเชียทีค ย่ายเจริญกรุง หลายปีก่อนมีข่าวน้องๆ นักเเสดงหุ่นละครเล็ก “นาฏยบูรพา” ที่ได้มีโอกาสไปแสดงความสามารถที่ งานระดับโลกอย่าง WORLD PUPPET CARNIVAL 2016 แต่กลับต้องไปเร่ขายน้ำดื่ม เพื่อหาเงินค่าตั๋วเครื่องบินไปเอง??
นี่เป็นเพียง 2 มันสะท้อนภาพอันย้อนแย้งกลับเข้ามาที่คนไทยให้เกิดคำถามว่า “การอนุรักษ์วัฒนธรรม” นั้นเป็นกระแสสังคมแค่ชั่วครั้งชั่วคราวอย่างนั้นหรือ
“ลิเก” เป็นวัฒนธรรมพื้นบ้าน ที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ สัมผัสได้ ก็มีสภาพถูกละเลยไปไม่ต่างกันมากนักกับ “หุ่นละครเล็ก” ที่ดูไกลตัว และเกิดคำถามย้อนกลับไปยัง กระทรวง-หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า “มีผลงานอะไรบ้าง?” ในที่คำถามก็ยังย้อนกลับกันมาว่า “แล้วทำไมไม่ช่วยกันอนุรักษ์” ย้อนกันกลับไปมาไม่รู้จบ
วัฒนธรรมไทย จะยืนอยู่อย่างไรในวันนี้?
นั่นคือคำถามที่เราทุกคนควรจะต้องตอบว่า แท้จริงแล้ว วัฒนธรรมไทย การแสดงศิลปะของไทยในหลายๆอย่างทุกวันนี้ควรเป็นหน้าที่ของใคร? หรือจะยืนอย่างไรในสังคมออนไลน์แบบทุกวันนี้
“กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”
ควรจะต้องเป็นหัวหอกในการจัดการ ผลักดันรูปแบบการนำเสนอของการแสดงต่างๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น มากกว่าแค่การเป็นเสมือน “หัวโขน” ที่จะชี้คนอื่นว่า “ผิดขนบ” “เป็นขบถ” หรือ “ไม่ถูกต้อง
หากแต่จะต้องหาทาง “เปิดประตู” ให้กว้างขึ้นเพื่อให้ศิลปิน-ผู้แสดง-คนไทย ได้มีโอกาสนำ “ศิลปวัฒนธรรมไทย” เหล่านี้ ออกมา “เล่น – แสดง” ได้ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อเป็นการพาวัฒนธรรมไทย ออกจาก “กำแพงชั้นสูง” สู่ “โลกนอกกำแพง” อย่างมีชั้นเชิง สวยงาม และเข้าใจได้มากขึ้น แทนการชี้นิ้วเพื่อบอกว่า “ไม่ได้” “ห้ามเล่น” “หลบหลู่” “ของมีครู” เพียงอย่างเดียว
“ศิลปิน” หรือ “ผู้นำเสนอผลงาน”
ผู้ซึ่งทำหน้าที่สร้างสรรค์ และส่งสาร “วัฒนธรรมไทย” ให้กับคนทั่วไปได้เสพ ก็ต้องกลับมาดูกรอบของตนเองว่า มิได้เป็นการ ขึ้นไป “รื้อหิ้ง” ก่อนหยิบหัวโขนวิ่งออกไป เพื่อเล่นที่ไหนก็ได้ เหมือนดังเช่นข่าวที่พบว่า มีการนำภาพ “นิลพัท” ไปประกอบภาพโฆษณาเมนูค๊อกเทลในชื่อเดียวกัน
“ผู้ชม”
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนที่มีส่วนในการ “สนับสนุน” ศิลปวัฒนธรรมของเรา นั่นก็คือ คนไทยอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ยืนเลือกข้างเชียร์กันอยู่นี้ คงต้องหันมาดูว่า เราจะสนับสนุนวัฒนธรรมเราได้อย่างไร มิใช่แค่ยืนเรียกร้องว่า ให้นำศิลปะเหล่านี้มาปัดฝุ่น หรือ ให้เอาขึ้นหิ้งบูชาไว้ เพียงกระแสชั่วครั้งชั่วคราว และสุดท้าย ปล่อยให้ ศิลปินผู้นำศิลปะเหล่ามามาแสดงเดินเตะฝุ่นไส้แห้งกันเหมือนที่ผ่านๆมา
คงถึงเวลาคิด เพื่อศิลปะไทย ลงจากหอคอยงาช้างให้คนได้ชื่นชม
แต่ก็ไม่ใช่นำลงมาจนเปื้อนตมตามข้างทาง