ผงะ ! พบชายต่างชาติ ถูกฆ่าหั่นศพยัดตู้แช่ หลังจับแก๊งปลอมพาสปอร์ต

ผงะ ! เจ้าหน้าที่พบศพชายชาวต่างชาติถูกฆ่าหั่นแยกชิ้นส่วนแช่แข็งอำพรางคดี หลังตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านพักย่านสุขุมวิท จับแก๊งปลอมพาสปอร์ต ด้าน น.1 เผย คุม 5 สงสัยสอบ แล้ว -ไม่ยันศพในตู้แช่เอี่ยวแก๊งคนร้ายข้ามชาติ

กำลังตำรวจท่องเที่ยว คอมมานโด กองปราบปราม และ สน.พระโขนง เข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น กลางซอยสุขุมวิท 56 เขตพระโขนง หลังตำรวจท่องเที่ยวนำหมายศาลปฏิบัติการจับกุม แก๊งคนร้ายข้ามชาติที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ปลอมแปลงหนังสือเดินทาง และอาวุธปืน เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา แต่ขณะตรวจค้นคนร้ายได้ทำทีเปิดประตูให้เจ้าหน้าที่ แต่ฉวยจังหวะหยิบอาวุธปืนยิงสวน ถูก จ.ส.ต.กัญจนพงษ์ เชเดช ผบ.หมู่งานสืบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว (บก.ทท.) ที่หน้าท้อง 2 นัด ถูกนำส่งโรงพยาบาลตำรวจ อาการปลอดภัยแล้ว

731399-01

ด้าน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว (ผบก.ทท.) เปิดเผยภายหลังการตรวจสอบที่เกิดเหตุว่า กรณีนี้ สืบเนื่องจากตำรวจท่องเที่ยวสืบสวนทราบว่า ที่เกิดเหตุมีขบวนการคนร้ายข้ามชาติมาเช่าพักอาศัย และใช้เป็นสถานที่กระทำความผิด ซึ่งจากการตรวจสอบพบอาวุธปืน 3 กระบอก กระสุนปืน พาสปอร์ตปลอม และไอซ์ จำนวนหนึ่ง

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบบริเวณชั้นที่หนึ่ง ตำรวจพบตู้แช่ขนาดใหญ่ ภายในมีร่างชายชาวต่างชาติ ผมสีทอง เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และนิติวิทยาศาสตร์ ได้นำออกจากตู้แช่เพื่อละลายน้ำแข็ง โดยพบว่า ศพถูกหั่นแยกชิ้นส่วนเป็น 6 ชิ้น สภาพถูกฆาตกรรมอย่างทารุณ เนื่องจากยังมีเสื้อผ้าและรองเท้าสวมใส่ที่ศพ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนว่า ผู้ตายเป็นใคร และมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนร้ายมากน้อยเพียงใด

ที่มา : INN

MThai News

วอนช่วย ! ลุงสู้ชีวิตเก็บขยะขาย ดูแล 3 ชีวิตในบ้านที่ป่วยหนัก

วอนช่วย ! ลุงสู้ชีวิต เก็บขยะขายดูแลอีก 3 ชีวิตในบ้านที่ป่วยหนักอย่างไม่เคยท้อ เจ้าตัวเผยรายได้ไม่พอบางทีต้องขอข้าวก้นบาตรจากวัดมาให้คนในครอบครัวกิน 

วอนช่วยเหลือชายสูงอายุเก็บขยะขายดูแลแม่ตาบอด ภรรยาป่วยเป็นโรคกระดูกผิดรูป โรคหัวใจ ส่วนหลานป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองเป็นแผลพุพองเต็มตัว ซึ่งลูกสาวนำมาทิ้งไว้ให้เลี้ยงตามลำพัง เจ้าตัวเผยรายได้ไม่พอกับการดูแลคนในครอบครัว บางทีต้องไปขอข้าวก้นบาตรจากวัดมาให้คนในครอบครัวกิน ขณะเดียวกันไม่มีที่อยู่อาศัย ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะในหมู่บ้าน ถึงแม้ครอบครัวจะลำบาก แตเจ้าตัวยังมีจิตอาสาช่วยงานสังคมในชุมชนหลายอย่าง

cats

ลุงบุญศรี  เขื่อนแก้ว ชายวัย 60 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 160 บ้านปทุมนิเวศน์ ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ถึงแม้จะป่วยทั้งโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และ สายตาเริ่มฝ้าฟาง แต่ก็ต้องเลี้ยงดูคนในครอบครัวถึง 3 คน ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ สภาพเก่า

ลุงบุญศรี ต้องทำงานทุกอย่างในบ้านไม่ว่าซักผ้า ทำกับข้าว ป้อนข้าวให้กับทุกคน ก่อนที่จะใช้เวลาว่างไปเก็บของเก่าใกล้ ๆ กับหมู่บ้าน เพื่อนำไปขายหารายได้มาเลี้ยงดูคนในครอบครัว ทั้งมารดาคือยายบัวคำ  ต๊ะเต๋ อายุ 86 ปี ที่ตาบอดจากอุบัติเหตุนานกว่า 20 ปี และยังป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและคอพอก ซึ่งยายบัวคำอายุมากแล้ว ช่วยเหลือตัวเองค่อนข้างลำบาก ลุงบุญศรี ต้องคอยพยุงพาเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่ายและอาบน้ำ ส่วนห้องนอนของยายบัวคำก็คับแคบและมืด ต้องนอนบนฟูกผ้าเก่า ๆ กับผ้าห่ม ไม่มีที่นอน

ส่วนคนที่สองคือ นางเข็มทอง  ทะระถา อายุ 60 ปี ภรรยาของลุงบุญศรี ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคกระดูกผิดรูปนาน 6 ปี ไม่สามารถเดินในระยะไกลได้ จึงไม่สามารถออกไปทำงานนอกบ้าน แต่ก็ยังพอที่จะช่วยเหลือตนเองและช่วยลุงบุญศรีทำงานบ้านบางอย่างได้บ้าง และคนสุดท้ายก็คือ นายศราวุฒิ คำชมพู อายุ 20 ปี หลานของลุงบุญศรีที่ลูกสาวไปทำงานต่างจังหวัดและทิ้งไว้ให้ลุงบุญศรีกับป้าเข็มทองเลี้ยงตั้งแต่เล็ก พร้อมกับน้องสาวอีกคนที่เพิ่งเสียชีวิตจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองเมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา

สำหรับนายศราวุฒิ หลายชายลุงบุญศรี เป็นคนในครอบครัวที่มีอาการป่วยหนักกว่าทุกคน เพราะเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองตั้งแต่อายุได้ 12 ขวบ มีแผลทั่วร่างกายคล้ายกับโรคสะเก็ดเงิน ทำให้ต้องนอนกางมุ้งตลอดเวลา เพื่อป้องกันแมลงมาตอมซึ่งอาจจะทำให้ติดเชื้อได้ ส่วนการดูแลหลานชายลุงบุญศรี ต้องป้อนน้ำป้อนข้าวให้ บางครั้งก็เช็ดตัวให้ โดยหลานชายคนนี้ลุงบุญศรีจะทำที่นอนตรงห้องโถงด้านนอกซึ่งง่ายต่อการดูแล

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เป็นช่วงที่มีฝนตกลงมามาก ทำให้บ่อน้ำในบ้านลุงบุญศรีที่ใช้อุปโภคบริโภคมานานได้เกิดทรุดตัวลง ทำให้บ่อน้ำตื้นเขินไม่สามารถนำมาใช้ได้ ลุงบุญศรีจึงได้นำไม้ไผ่และเศษไม้ทำเป็นรั้วกั้นรอบบ่อน้ำเพื่อไม่ให้แม่ที่ตาบอดพลัดตกลงไปในบ่อน้ำได้

ลุงบุญศรี เปิดเผยว่า อดีตเคยเป็นคนงานขับรถบรรทุก แต่เมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา สายตาเริ่มฝ้าฟาง มองเห็นไม่ชัดจึงตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้าน ทำงานรับจ้างตามหมู่บ้าน ตอนนั้นภรรยายังแข็งแรงอยู่ ตนกับภรรยายังสามารถดูแลแม่ที่ตาบอดและหลานชายที่ป่วยเป็นเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองได้ แต่ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ภรรยาของตนก็ล้มป่วยไปอีกคน ทำให้ตนต้องรับภาระดูแลคนในครอบครัวทั้ง 3 คน ที่ป่วยและไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

ทุกวันนี้เมื่อว่างจากการดูแลสมาชิกในครอบครัวก็จะออกเก็บขยะตามหมู่บ้านมารวมไว้ ก่อนจะนำไปขายที่ร้านรับซื้อของเก่า นอกจากนี้ยังเลี้ยงไก่ไว้ที่หลังบ้านเพื่อนำไปขายซึ่งใช้เวลานานกว่าไก่จะโตและขายได้ทำให้รายได้ไม่พอใช้จ่าย ส่วนสมาชิกในครอบครัวทั้ง 3 คนถึงแม้จะได้รับเบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการ แต่ก็ไม่เพียงพอในการดำรงชีพ

เนื่องจากรายจ่ายค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหลานชายที่ต้องใช้จ่ายเยอะกว่าคนอื่นเพราะต้องกินอาหารอ่อน เนื่องจากมีอาการแพ้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป ซึ่งบางครั้งตนไปช่วยงานที่วัดหนองบัวพระเจ้าหลวง ก็ได้อาหารก้นบาตรจากพระในวัดที่แบ่งปันมาให้สมาชิกในครอบครัวกินเพื่อบรรเทาความหิว

นายเฉลิม  สารแปง นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด เปิดเผยหลังเรื่องราวว่า ได้เข้าเยี่ยมพร้อมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลเชิงดอย เพื่อตรวจสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาทางเทศบาลตำบลเชิงดอยได้ให้ความช่วยเหลือครอบครัวลุงบุญศรีตลอดมา เช่น การจัดเบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการ ตลอดจนค่าตอบแทน อสม.แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย

และหลังจากนี้ทางเทศบาลจะเร่งดำเนินการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือครอบครัวลุงบุญศรีต่อไป  นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเชิงดอย บอกว่า แม้ครอบครัวลุงบุญศรีจะลำบากยากจน แต่ตัวของลุงบุญศรีกลับมีจิตอาสาเป็นทั้งอาสาสมัคร อสม.ในชุมชน เป็นกรรมการหมู่บ้าน อาสาทำงานในหมู่บ้าน เป็นกรรมการวัดและเป็นอาสาปศุสัตว์ ซึ่งถือว่าเป็นคนดีคนหนึ่งที่มีจิตอาสาทำงานช่วยเหลือชุมชนถึงแม้ครอบครัวของตนเองจะลำบาก

สำหรับท่านผู้ชมที่มีจิตกุศลอยากให้การช่วยเหลือครอบครัวลุงบุญศรี สามารถติดต่อได้ที่งานสวัสดิการสังคม สำนักงานเทศบาลตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ หมายเลขโทรศัพท์ 053-104900 ต่อ 21 หรือติดต่อให้ให้ความช่วยเหลือกับลุงบุญศรีได้ที่ หมายเลข 084-8856276 หรือสามารถบริจาคเงินช่วยเหลือลุงบุญศรี ได้โดยตรงที่ ธนาคารออมสินสาขาดอยสะเก็ด หมายเลขบัญชี 020180527770 ชื่อบัญชีนายบุญศรี  เขื่อนแก้ว

MThai News

ตำรวจบุกทลายเครือข่ายค้ามนุษย์รายใหญ่ภาคเหนือ คาดมีทรัพย์สินกว่าพันล้าน

ตำรวจบุกทลาย ‘เครือข่ายค้ามนุษย์’ รายใหญ่ภาคเหนือเปิดร้านคาราโอเกะบังหน้า คาดมีทรัพย์สินกว่าพันล้าน เตรียมออกหมายจับนายทุนใหญ่ขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน 

พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 5 พล.ต.ต.จารึก ลิ้มสุวรรณ ผู้บังคับการกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภุธรภาค 5 เจ้าหน้าที่ทหารมทบ.33  และเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันแถลงข่าวผลการกวาดล้างและจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายค้ามนุษย์รายใหญ่ในภาคเหนือรวม 2 เครือข่าย  คือ เครือข่ายแก๊งเฮียหลอ และ เครือข่ายบางแสน

88

โดยทั้งสองเครือข่ายได้เปิดสถานบันเทิงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่บังหน้า แต่เบื้องหลังนำเด็กและหญิงสาวมาค้าบริการทางเพศให้กับชายหนุ่มที่มีทั้งข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจ และบุคคลทั่วไป เข้าข่ายการค้ามนุษย์ ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน จึงลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวกระทั่งทราบเบาะแส

และเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2559 ชุดสืบสวน ตำรวจภูธร ภาค 5 พร้อมเจ้าหน้าที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำกำลังตรวจค้นที่ร้านคาราโอเกะโซไนท์ ตั้งอยู่ถนนศรีดอนชัย ตำบลช้างคลาน อำเภอเมืองเชียงใหม่ พบมีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในร้านจำนวน 3 ราย  จากการตรวจสอบพบว่าทั้งหมดถูกล่อล่วงและถูกบังคับให้ขายบริการทางเพศ

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังพบว่าร้านคาราโอเกะแห่งนี้ มีร้านคาราโอเกะในเครืออยู่อีก 7 ร้าน เจ้าหน้าที่จึงขยายผลตรวจสอบร้านคาราโอเกะในเครือทั้งหมด พร้อมจับกุมผู้เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ในเครือข่ายของเฮียหลอมาดำเนินคดี อีกรายซึ่งอยู่ในเครือข่ายบางแสน เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวนาย ไพฑูรย์ อังคปรีชาเศรษฐ์ อายุ 45 ปี ภูมิลำเนาอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่  และนางสาวสุชญา ธรรมไชย อายุ 35 ปี  ภูมิลำเนาตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่  , น.ส.อัจฉรา ขัดแก้ว อายุ 31 ปี  ภูมิลำเนาตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่

ในข้อหาร่วมกันเปิดสถานบริการโดยไม่ไดัรับอนุญาต ร่วมกันแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่นอันเป็นการค้ามนุษย์ และรับบุคคลต่างด้าวเขัาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต หลังจากได้รับการร้องเรียนว่าที่ร้านบางแสน 1 ตั้งอยู่บนย่านถนนเจริญราษฏร์ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่  ลับลอบนำเด็กสาวแต่งกายวาบหวิวมาเต้นโชว์ให้แขกที่เข้ามาใช้บริการ เมื่อตรวจสอบพบว่าส่วนใหญ่อายุเพียง 17 – 18 ปีเท่านั้น

พล.ต.ต.ทรงธรรม กล่าวว่า จาการตรวจสอบเครือข่ายแก๊งเฮียหลอ มีนายบุญสิทธิ์ รุ่งธนเกียรติ อายุ 61 ปีเป็นเจ้าของกิจการ  ขณะนี้ได้มีการออกหมายจับจำนวน 3 หมายจับ และอยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฏหมาย  โดยเครือข่ายดังกล่าวจะใช้วิธีล่อลวงเด็กสาวที่เป็นชาวต่างด้าวหรือชาวเขาบน พื้นที่สูงมาทำงาน หรือใช้สื่อโซเชียลมีเดียล่อลวงมาว่ามีงานทำรายได้สูงเดือนละ 4 – 5 หมื่นบาท จนเหยื่อลงเชื่อ สุดท้ายเมื่อมาทำงานด้วยก็ถูกบังคับให้ขายตัว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินของเครือข่ายค้า มนุษย์ทั้งสองแก๊ง ซึ่งคาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท

MThai News