“พิชญ์ โพธารามิก” ยืนยันไม่มีแผนรวบรวมหุ้นไปขายให้พันธมิตรต่างชาติหรือขายหุ้นให้ค่ายมือถือทั้ง 3 ราย โดยตั้งเป้าจะถือหุ้นเพิ่มให้มากที่สุด เพื่อป้องกันการฮุบกิจการ
คุณพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (JAS) เปิดเผยยืนยันว่า การประกาศตั้งโต๊ะซื้อหุ้นคืนครั้งนี้ เพื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวและเพิ่มอำนาจในการบริหารจัดการให้คล่องตัวมากขึ้น และไม่ต้องเสี่ยงว่าในอนาคตจะมีใครเข้ามาฮุบกิจการ โดยเข้ามาแอบเก็บหุ้นในตลาดอย่างไม่เป็นมิตร และไม่ต้องเสี่ยงว่าในอนาคตจะมีใครเข้ามาเทกโอเวอร์หรือฮุบกิจการ โดยเข้ามาแอบเก็บหุ้นในตลาดอย่างไม่เป็นมิตร (Hostile Takeover)
พร้อมกันนี้คุณพิชญ์ได้ขอปฏิเสธข่าวที่มีการคาดเดาว่าจะมีการรวบรวมหุ้นเพื่อนำไปขายต่อให้พันธมิตรต่างชาติหลังจากนี้ โดยยืนยันในระยะสั้นและระยะกลาง 3-4 ปีนี้ ไม่มีแผนจะนำหุ้นขายให้ใคร รวมทั้งไม่มี แผนหรือไม่ต้องการนำบริษัทไปควบรวมกิจการกับค่ายมือถือทั้ง 3 ราย ส่วนระยะยาวยังไม่สามารถบอกได้ แล้วแต่โอกาสทางธุรกิจ ซึ่งยังคงมุ่งโฟกัสทำธุรกิจอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูงอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับ 4 จี

คุณพิชญ์ เปิดเผยว่า มั่นใจว่าธุรกิจบรอดแบนด์ของบริษัทมีอนาคตสดใส โดยยังมีโอกาสเติบโตที่ดี เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงตามบ้านเพียง 6 ล้านหลังคาเรือนเท่านั้น จาก 25 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ ถือว่ายังไม่ถึงครึ่งหรือ 50% ขณะที่ในประเทศเพื่อน บ้านมีการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงตามบ้านเกินกว่า 50% ดังนั้นจึงยังมีโอกาสโตได้อีกมาก ซึ่งทำให้ธุรกิจอาจเป็นเป้าหมายของการถูกเทกโอเวอร์ได้ หากตนถือหุ้นน้อยเกินไป ที่สำคัญบริษัทมีกำไรและมีการปันผลอย่างสม่ำเสมอ
“ขณะนี้ได้เข้าไปซื้อหุ้นแจสในตลาดเพิ่ม จนล่าสุดถือหุ้นมากกว่า 60% แล้ว ทำให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากขึ้นและไม่เสี่ยงว่าบริษัทจะถูกใครเข้าเข้ามาเทกโอเวอร์ โดยตั้งเป้าจะถือหุ้นเพิ่มให้มากที่สุด”
คุณพิชญ์ กล่าวว่า ได้มีการวิเคราะห์พิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ถึงกรณีการกู้เงินมาซื้อหุ้นครั้งนี้ที่ต้องใช้เงินกว่า 40,000 ล้านบาทเพราะด้วยบริษัทที่มีกำไรเติบโตได้ต่อเนื่องและมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอนั้น มั่นใจว่าเงิน ปันผลที่จะได้รับมากขึ้นจากการถือหุ้นเพิ่มนั้น คุ้มค่าครอบคลุมกับการจ่ายหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย แค่กำไรไตรมาส 2 ที่ผ่านมาก็มากกว่าพันล้านบาทแล้วและได้มีการวางแผนการในการซื้อหุ้นครั้งนี้มาระยะหนึ่งแล้ว โดยตนมีนายชาญ บุลกุล เป็นที่ปรึกษาที่ดีและมีบิดาคือนายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ เป็นผู้ให้คำปรึกษาตลอดในทุกเรื่อง



