เมียนมาแนะผู้หญิง ควรเลี่ยงตั้งครรภ์ในช่วง 6 เดือนนี้

ทางการเมียนมาแนะให้ผู้หญิงในนครย่างกุ้งหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์เป็นเวลา 6 เดือนหลังพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิการายแรก ส่วนในเวียดนามพบทารกศีรษะเล็กที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับไวรัสซิการายแรก

รัฐบาลเมียนมาเตรียมแนะนำผู้หญิงในนครย่างกุ้งให้หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์นับตั้งแต่ตอนนี้ไปอีก 6 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับผลกระทบจากไวรัสซิกา หลังจากที่มีการพบสตรีต่างชาติที่กำลังตั้งครรภ์ติดเชื้อไวรัสซิการายแรกในนครย่างกุ้ง ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเมียนมา

ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อไวรัสซิกาอาจเป็นสาเหตุให้ทารกมีอาการไมโครเซฟาลี ซึ่งเป็นอาการผิดปกติแรกเกิดที่รุนแรงทำให้มีศีรษะและสมองเล็กกว่าปกติ นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติอย่างอื่นที่สมองด้วย ความเชื่อมโยงระหว่างไวรัสซิกาและอาการไมโคเซฟาลี กลายเป็นที่รู้จักจากการระบาดในบราซิล ซึ่งพบทารกศีรษะเล็กผิดปกติมากกว่า 1,900 คน

โซ ลวิน เนียน (Soe Lwin Nyein) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขจะออกแถลงการณ์แนะนำให้ผู้หญิงในนครย่างกุ้งที่แต่งงานแล้วหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ในช่วง 6 เดือนนี้ ในเร็ว ๆ นี้

4

ด้านสื่อของทางการเมียนมารายงานว่า หญิงชาวต่างชาติที่ตั้งครรภ์ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อไวรัสซิกาที่เกิดจากยุงเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว

เจ้าหน้าที่ทางการเมียนมา ระบุว่า ผู้หญิงที่ติดเชื้อคนดังกล่าวจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากที่พักอาศัยเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสซิกา

ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเมียนมา ระบุเพิ่มเติมว่า ทางการเมียนมาช่วยเหลือหญิงติดเชื้อ ด้วยการจัดให้เธอได้พบกับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา เนื่องจากเธอเป็นกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของลูกในครรภ์ แต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหญิงที่ติดเชื้อ

เจ้าหน้าที่ทางการเมียนมายังเตรียมออกมาตราการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสซิกาอื่นในนครย่างกุ้งและเมืองมัณฑะเลย์  2 เมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยย่างกุ้งเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการค้า และมีประชากรอาศัยอยู่ราว 7 ล้านคน จะได้รับการให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก เนื่องจากย่านกลางเมืองของย่างกุ้งเป็นแหล่งระบาดของยุง

44

ด้านกระทรวงสาธารณสุขเวียดนาม ระบุเมื่อวานนี้ว่า พบทารกที่มีอาการไมโครเซฟาลี หรือ ศีรษะเล็กผิดปกติ ที่น่าจะเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสซิการายแรกในประเทศ ผู้ป่วยเป็นเด็กทารกอายุ 4 เดือน อาศัยอยู่ในจังหวัดดั๊กลักทางตอนกลางของประเทศ โดยแม่ของทารกรายนี้ถูกวินิจฉัยว่าติดเชื้อไวรัสซิกาในระหว่างตั้งครรภ์

นายเจิ่น ดัค ฟู (Tran Dac Phu) อธิบดีกรมป้องกันโรค กระทรวงสาธารณสุขเวียดนาม กล่าวว่า จนถึงขณะนี้พบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาในเวียดนามแล้ว 9 คน และคาดว่าจะมีการยืนยันตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมอีกในอีกสองถึงสามวันข้างหน้า หากมีการยืนยันว่าอาการศีรษะเล็กของทารกรายนี้เกี่ยวกับเชื้อไวรัสซิกา ก็จะทำให้เวียดนามเป็นประเทศที่  2 ในอาเซียนที่พบผู้ป่วยประเภทนี้ ต่อจากประเทศไทย และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเวียดนามได้ยกระดับการเฝ้าระวังไวรัสซิกาและเพิ่มการตรวจสอบหญิงตั้งครรภ์ในประเทศ หลังจากที่พบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาเพิ่มขึ้น ในช่วงที่มีการระบาดเพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสซิกา อาจจะทำให้มีอาการทางระบบประสาทที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น ที่รู้จักในชื่อว่า “กิลเลียน-แบร์ ซินโดรม” รวมถึงอาการผิดปกติทางระบบประสาทอื่น ๆ ด้วย

MThai News

แบบนี้ก็มีด้วย! แขวงการทางฯ ติดประกาศขอดับไฟฟ้าข้างทาง ช่วยข้าวออกรวง

แขวงการทางฯ แพร่ ออกแจงหลังติดประกาศขอดับไฟฟ้าข้างทาง ช่วยข้าวออกรวง

รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (30 ต.ค. 59) ที่ จ.แพร่ ได้เกิดเสียงฮือฮาถูกพิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังปรากฏป้ายปริศนาอ้างว่าเป็นของแขวงการทางจังหวัดแพร่ แจ้งปิดไฟถนนอันผลสืบเนื่องมาจากข้าวไม่ออกรวง โดยป้ายดังกล่าวถูกติดตั้งตามเสาไฟฟ้า บริเวณเส้นทางระหว่างบ้านหมู่ 2 และ หมู่ 3 ตำบลวังธง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ และมีข้อความตัวหนังสือสีขาวบนพื้นสีแดงว่า

ชาวนา, ข้าวชะเง้อไฟ, รวงข้าว, กรมทางหลวง, ไฟฟ้า, ข่าวจังหวัดแพร่
ชาวนา

“แขวงทางหลวงชนบทแพร่ ขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากข้าวไม่ออกรวง จึงขอปิดไฟฟ้าแสงสว่างชั่วคราว ระหว่างเดือนตุลาคม –พฤศจิกายน ติดต่อสอบถามโทร 054-649711-12”

ทั้งนี้เมื่อข้อความดังกล่าวเผยแพร่ออกไปก็สร้างความแปลกประหลาดใจให้กับผู้พบเห็นเป็นจำนวนมาก เพราะหวั่นเกรงในความไม่ปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงเป็นการด่วน ก่อนจะได้ความว่า

สาเหตุที่ต้องดับไฟฟ้าข้างทางในครั้งนี้เป็นเพราะเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ร้องขอให้มีการปิดไฟ เพราะไม่อย่างนั้นต้นข้าวจะไม่ออกรวงเขียวขจีตลอดเวลา ตามภาษาชาวบ้านเรียกว่าต้นข้าวชะเง้อไฟ เมื่อเป็นดังนั้นแขวงการทางจังหวัดแพร่จึงได้ดำเนินการดังกล่าวเพราะเห็นว่าเป็นในช่วงสั้นๆ

ขณะที่นายสมเดช พ่วงบุญ อายุ 55 ปี ชาวนาในพื้นที่ ได้ออกมาเปิดใจถึงมาตรการดังกล่าวว่า เข้าใจว่าประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนมีความลำบากแต่ก็ขอความเห็นใจชาวนาด้วย และในช่วงนี้ขอให้เพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่เพิ่มขึ้นเพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้

ข้อมูลข่าวจาก chiangmainews

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

รัฐบาล ยันยังไม่เปิดจองคิวสักการะพระบรมศพออนไลน์ ชี้แค่แนวคิด

โฆษกรัฐบาลระบุยังไม่เปิดจองคิวเข้าถวายบังคมพระบรมศพผ่านระบบออนไลน์ ชี้เป็นแค่กระบวนการพิจารณา ด้านกองทัพห่วง ขอให้เจ้าหน้าที่อะลุ่มอล่วยให้ประชาชนให้มากที่สุด เพราะมีจุดบริการให้ยืมชุด

วันนี้ (31ต.ค.59) พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการประชาสัมพันธ์ การจัดระเบียบขั้นตอนการเข้าถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า อย่างกรณีที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) อำนวยความสะดวกประชาชนพื้นที่ต่างจังหวัดเข้าสักการะพระบรมศพวันละ 3,000 คนนั้น ไม่มีอะไรถูกใจคนทั้งโลก

ข่าวในหลวง, ในหลวงรัชกาลที่9

กระทรวงมหาดไทยต้องการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดที่เดินทางมาด้วยตนเองลำบาก จึงอำนวยความสะดวกให้ส่วนหนึ่ง จำนวน 3,000 คน จาก30,000 คน ซึ่งคงไม่ทำให้อีก 27,000 คน กระทบกระเทือน เพราะมีการรับบัตรคิวตามระบบ เดิมมีการแจกบัตรคิวทีละคิว ซึ่งวิธีการดังกล่าวใช้เวลาเยอะ จึงใช้วิธีการจัดคิวแบบเป็นกลุ่ม เข้าไปแบบชุด ทำให้เร็วขึ้น จากเดิมที่รับคนได้วันละ10,000 คน ก็เพิ่มเป็น 30,000 คน การใช้ระบบดังกล่าวถือว่าเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้เต็มที่ ทั้งนี้ หากในพื้นที่มีการรับบัตรคิวครบแล้ว ก็จะมีการแจ้งต่อประชาชนทันที

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า สำหรับกระแสข่าวการใช้วิธีการจองคิวล่วงหน้าทางระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้น ยืนยันว่ายังคงใช้ระบบเดิม เพียงแต่ผู้บังคับบัญชาการให้ลองไปคิดการแจกบัตรออนไลน์ด้วยว่าสามารถจะนำวิธีดังกล่าวนี้มาใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ถ้ามีประโยชน์ก็นำมาใช้ แต่ถ้าไม่มีและทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำก็ไม่ควรนำมาใช้ เพราะเป็นห่วงว่าจะทำให้ผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบคอมพิวเตอร์หรือใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นนั้นเสียสิทธิ์ ทั้งนี้ขอยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวนี้ยังไม่มีผลและยังไม่มีการนำมาใช้แต่อย่างใด

เรื่องดังกล่าวนี้ยังไม่มีผลและยังไม่มีการนำมาใช้แต่อย่างใด

ทั้งนี้ในวันเดียวกัน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้ถึงผลการหารือเกี่ยวกับมาตรการอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยประชาชนระหว่างเดินทางเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของกองทัพภาคที่ 1 และ กทม. ว่า ที่ประชุมหารือกัน 3 เรื่อง คือ

1. การแต่งกาย อยากให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครให้ความอะลุ่มอล่วยให้กับประชาชนที่จะเข้ากราบพระบรมศพมากที่สุด เพราะทางสำนักพระราชวังมีจุดให้ยืมชุดแต่งกายที่ถูกต้องกับประชาชนอยู่แล้ว จึงอยากให้ทุกคนสมหวังตามที่ตั้งใจที่จะแสดงความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ

2. เรื่องการจัดคิวให้เข้าสักการะพระบรมศพ ในแต่ละวันจะมีประมาณ 3 หมื่นคน ทาง กอร.รส.จะมีการแจ้งให้ประชาชนทราบเมื่อยอดถึง 3 หมื่นแล้ว หากประชาชนสมัครใจจะเข้าต่อคิวหลังจากนั้นสามารถทำได้ แต่โอกาสที่จะเข้าไปแสดงความอาลัยมีน้อยมาก

3. ขอความร่วมมือจากประชาชนระมัดระวังในการแสดงอกัปกิริยาเมื่ออยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน ควรให้เหมาะสมกับบรรยากาศและสภาพแวดล้อม

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News