คนจนได้เฮ!! บิ๊กฉัตร ลุยแจกพื้นที่ ส.ป.ก. หลัง คสช. ใช้ ม.44 ยึดคืน

รมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าแจกพื้นที่ ส.ป.ก.  3.1 แสนไร่นำร่องก่อน 7 จังหวัด หลังหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจ ม.44 ขู่ยึดคืนหากมีนอมินี-นายทุนครอบครองแทน คาดเริ่มมีนาคมนี้ 

รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (18 ม.ค. 60)  พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการดำเนินการตามคำสั่ง หน.คสช. ที่ 36/2559 การยึดคืนพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยใช้ ม.44 ว่า  ตอนนี้ได้ยึดคืนเนื้อที่ ส.ป.ก. แล้ว 310,167 ไร่ ซึ่งจากนี้ไปจะนำไปพัฒนาจัดสรรให้เกษตรกรเข้าทำกินแล้ว ซึ่งจะเร่งให้เสร็จภายใน 2 ปี โดยส่วนแรกจัดแปลงพื้นที่แจกเกษตรกร 7 จังหวัด เนื้อที่ 30,742ไร่ มี  อาทิ

พื้นที่ ส.ป.ก., กระทรวงเกษตร

  • จ.นครราชสีมา เนื้อที่ 1,028ไร่ จะจัดให้เกษตรกรนำร่องแปลงแรก 200 รายเข้าทำกินในเดือน มี.ค.นี้
  • จ.กาญจนบุรี 1,223ไร่ แปลงสวนส้ม 3 แปลง คือสวนส้มธนาธร ทรายทอง และมิตรเกษตร
  • จ.เชียงใหม่ 5,958 ไร่ ซึ่งประชาคมในพื้นที่ต้องการให้ทำสวนส้มต่อไปและจัดสรรให้กับผู้มีคุณสมบัติเกษตรกร โดยลูกไร่ของบริษัทหากลาออกมาก็สามารถมาลงรายชื่อขอรับที่ดินได้แต่ต้องผ่านการพิจารณาของ คทช.จังหวัดก่อน
  • จ.ฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 1 พันกว่าไร่ ไม่ปรากฏว่าที่ดินของบริษัทสวนป่ากิตติ 3 หมื่นกว่าไร่ อยู่ในข่ายใช้มาตร 44 ตนจึงให้ สปก.จังหวัด กลับไปตรวจสอบการถือครองที่ดินทั้งหมดและส่งสถานะของที่ดินกลับมาส่วนกลางโดยเร็ว
  • จ.สระแก้ว เนื้อที่ 8 พันกว่าไร่ โดยมีของตระกูลดัง 3 แปลงรวม 1 พันกว่าไร่
  • จ.ชลบุรี 600 ไร่
  • จ.สุราษฐ์ธานี เป็นสวนปาล์ม 2 แปลง รวม 3 พันไร่ ซึ่งทั้งหมดจะจัดสรรรถึงมือเกษตรกรรายละ 6 ไร่ ภายในเดือนเม.ย.นี้

ขณะเดียวกันได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการครอบครองผิดวัตถุประสงค์การใช้ที่ดิน ส.ป.ก. เช่น นอมินี นายทุน ซื้อขายเปลี่ยนมือ ตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไปทั่วประเทศ 28 จังหวัด เนื้อที่ 2.3 แสนไร่ ที่จะเร่งดำเนินการให้เสร็จในเดือนมี.ค.นี้เช่นกัน และนำสรุปผลส่งมายังตนอีกหนหนึ่งเพื่อดำเนินการเรียกคืนพื้นที่ ส.ป.ก. ล็อตสองต่อไป

สำหรับที่ดิน ที่ดิน ส.ป.ก. คือ ที่ดินบริเวณที่ได้ประกาศให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งจะอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยไม่สามารถนำมาออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ หรือจะเรียกกันง่ายๆ ว่า เป็นที่ดินที่ทางภาครัฐยกให้แก่เกษตรกรเพื่อสำหรับใช้เป็นที่ดินในการทำมาหากินด้านการเกษตร

โดยมีใจความสำคัญ คือ

– ผู้ที่สามารถครอบครองที่ดินเหล่านี้ได้จะต้องเป็นเกษตรกร หรืออาจมีประสบการณ์ทางด้านการเกษตรมาก่อน
– ที่ดิน ส.ป.ก. นี้ ห้ามผู้ครอบครองขาย หรือเปลี่ยนมือให้แก่ผู้อื่น ยกเว้นการเป็นมรดกตกทอดให้แก่ทายาทต่อไป
– ที่ดินนี้จะต้องใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตร ห้ามนำมาใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นเด็ดขาด
– หากเมื่อไหร่ที่ที่ดินนี้ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว ทางผู้ครอบครองต้องคืนให้แก่รัฐบาล
– หากเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวน หรือเขตอุทยาน หรือบนที่เนินที่ลาด 35 ดีกรี หรือมากกว่านี้ บุคคลไม่สามารถครอบครองได้
– บุคคลผู้ครอบครองที่ดินนี้ได้จะครอบครองได้ไม่เกิน 25 ไร่ ส่วนครอบครัวมีสิทธิ์ในการครอบครองที่ดินไม่เกิน 50 ไร่

ม.เชียงใหม่ วอนหยุดพฤติกรรม ปีนป้ายกัดฟันเฟืองคณะวิศวะ หากอยากได้แฟน

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกประกาศวอนคนหยุดพฤติกรรมความเชื่อผิดๆ ปีนป้ายกัดฟันเฟือง หากอยากได้แฟนจบวิศวะ เหตุอันตรายและไม่เหมาะสมทำสถาบันเสื่อมเสีย

หลังจากที่วานนี้ (19 ม.ค. 60) ได้เกิดเป็นที่ฮือฮาและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเมื่อปรากฎภาพนักศึกษาสาวรายหนึ่ง ปีนป้ายคณะวิศวกรรมศาสตร์เพื่อไปกัดฟันเฟืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญ เนื่องจากมีความเชื่อว่าหากทำแบบนั้นแล้วจะได้แฟนหรือคนรักเป็นคนในคณะหรือประกอบวิชาชีพสายนั้นตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น (อ่านข่าว : วิจารณ์แซด ทำเนียมสุดแปลก กัดฟันเฟืองคณะวิศวกรรม หากอยากมีแฟนเป็นวิศวะ )

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คณะวิศวกรรมศาสตร์, กัดป้าย

ล่าสุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกประกาศผ่านเฟซบุ๊ก “คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” ชี้แจงถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ยุติการกระทำ และควรรู้จักการะเทศะเพื่อปกป้องชื่อเสียงของคณะ และทางมหาวิทยาลัยไม่ให้เกิดความเสื่อมเสียได้ โดยระบุว่า

“ตามที่มีภาพจากสื่อออนไลน์ ปรากฎผู้หญิงแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาปีนป่ายไปยังป้ายคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควรนั้น

คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใคร่ขอความร่วมมือให้ผู้ใช้สถานที่ของคณะฯ อันเป็นสถานที่ราชการและสถานศึกษาให้ความเคารพต่อสถานที่ ไม่กระทำกริยาหรืออาการใดๆ ที่ไม่เหมาะสม อันเป็นเหตุให้เกิดข้อวิพากษืวิจารณ์ และนำไปสู่ความขัดแย้งหรือเสียหายต่อสถาบันในภายหลัง”

ศาลสั่งปรับ “หม่อมเต่านา” 500 บาท ฐานจ้องหน้าคุกคามอัยการ

ศาลฎีกาฯ นักการเมือง สั่งปรับ “หม่อมเต่านา” 500 บาท ฐานจ้องหน้าคุกคามอัยการ คดีรับจำนำข้าว

ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายวิรุฬห์ แสงเทียน รองประธานศาลฎีกา พร้อมองค์คณะ 3 คน ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งคดีละเมิดอำนาจศาล ที่พนักงานอัยการ ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาฯ ไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกล่าวหา ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล หรือ หม่อมเต่านา อดีตนักเขียนบทภาพยนตร์เเละผู้กำกับภาพยนตร์ และ นายธรรศ วันพฤหัส อดีตเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา สภาผู้แทนราษฎร มีพฤติการณ์เเสดงท่าทาง จ้องหน้า และเดินตามคณะพนักงานอัยการ ที่ว่าความคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2559 เวลา 12.00 น. ระหว่างการหยุดพักพิจารณาคดี ซึ่งอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559

โดยองค์คณะพิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของ ม.ล.มิ่งมงคล และ นายธรรศ เข้าไปยืนระยะประชิด และจ้องหน้าในลักษณะคุกคามพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ในคดีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องทำในศาล จึงมีคำสั่งว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด ไม่รักษาความสงบเรียบร้อยในศาล ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 แต่เป็นการกระทำที่ไม่ร้ายแรง ให้ลงโทษสถานเบา สั่งปรับผู้ถูกกล่าวหาคนละ 500 บาท