‘ชูวิทย์’ เปิดปม…ยังมีแพะอย่างครูสกลฯ อยู่ในคุกอีกมากแค่ไหน?

ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ได้ Live Facebook  ‘รู้เช่น เห็นชาติ กับชูวิทย์ ภาคดึก ตอน ยังมีแพะอย่างครูสกลฯ อยู่ในคุกอีกมากแค่ไหน?

เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ที่ผ่านมา นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ได้ Live Facebook ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ชูวิทย์ I’m Back ชื่อรายการ ‘รู้เช่น เห็นชาติ กับชูวิทย์ ภาคดึก ตอน ยังมีแพะอย่างครูสกลฯ อยู่ในคุกอีกมากแค่ไหน?

โดยภายในคลิปได้มีการพูดถึงกรณีครูสาวติดคุกฟรีของนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สกลนคร หลังถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี 3เดือน คดีขับรถโดยประมาทเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตเมื่อปี 2548 และถูกจำคุกเมื่อปี 2556 ก่อนได้รับการอภัยโทษออกมาเมื่อปี 2558 ภายหลังศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ ได้เข้ามาช่วยเหลือและได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานใหม่ เนื่องจากพบว่านางจอมทรัพย์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งยังสามารถติดต่อกับผู้ต้องหาตัวจริงที่กระทำความผิดในครั้งนั้นได้

นายชูวิทย์ กล่าวว่าการใช้ชีวิตภายในเรือนจำนั้นเป็นสิ่งที่แสนทรมาน ทั้งการถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบ ซึ่งมันไม่ได้สวยหรูเหมือนอย่างหนังต่างประเทศ โดยเรือนจำผู้หญิงจะแออัดกว่าเรือนจำผู้ชายอย่างมาก เพราะรวมทุกคดีตั้งแต่คดีเบาสุดไปถึงคดีหนักสุด ก็ยิ่งสร้างความเครียดให้กับผู้ต้องขังที่เข้าไปอยู่เพื่อรับโทษเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้บุคคลที่ไม่ได้กระทำผิดแต่ต้องติดคุกฟรีนั้น ต้องสูญเสียอิสรภาพทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดตัวจริง ทั้งนี้ยังเชื่อว่านอกจากนางจอมทรัพย์ ยังมีอีกหลายคนต้องตกเป็นแพะรับบาปอีกจำนวนไม่น้อย เนื่องจากแพะรับบาปเมื่อเข้าไปอยู่ภายในเรือนจำแล้วไม่สามารถเรียกร้องขอความยุติธรรมได้

ขอบคุณคลิป ชูวิทย์ I’m Back

ย้อนรอยฆาตกรรม ‘เชอร์รี่แอน’ คดีประวัติศาสตร์จับ 4 แพะ คุก 6 ปี

ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังตั้งคำถามเกี่ยวกับระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย หลังเกิดกรณีพนักงานสอบสวน สภ.เรณูนคร จ.นครพนม ทำสำนวนคดี นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตข้าราชการครูผิดพลาด เป็นเหตุให้ถูกศาลตัดสินจำคุกนาน 1 ปี 6 เดือน ในคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เหตุเกิดเมื่อปี 2548 และถูกจำคุกตั้งแต่เมื่อปี 56 ก่อนได้รับอภัยโทษออกมาเมื่อปี 2558 ซึ่งเมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ทางพันตำรวจเอกกฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงว่ามีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งหากปรากฏข้อเท็จจริงอย่างไรจะได้มีการดำเนินตามหน้าที่ต่อไป

ระหว่างนี้ ทีมข่าว MThai News ขอพาทุกคนย้อนรอยฆาตกรรมคดีแพะที่โด่งดังที่สุดในประเทศไทยนั่นคือ คดีฆาตกรรม เชอร์รี่แอน ดันแคน ย้อนกลับไปเมื่อ 31 ปีที่แล้ว วันที่ 22 กรกฎาคม 2529 น.ส.เชอร์รี่แอน ดันแคน เด็กหญิงวัย 16 ปี ลูกครึ่งไทยอเมริกัน หายตัวไปหลังจากหลังเลิกเรียน ขณะเดินทางกลับมาที่บ้าน ซึ่งญาติได้เข้าแจ้งความคนหายที่ สน.พระโขนง

1047

วันเวลาล่วงเลยไป 3 วัน มีคนพบศพเชอร์รี่แอน ที่บริเวณ ป่าดงแสม ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งประเด็นการเสียชีวิตว่าอาจจะถูกคนร้ายลวงมาฆ่าชิงทรัพย์และข่มขืน กระบวนการสอบสวนเริ่มจากการไล่เรียงขุดคุ้ยข้อมูลประวัติของเชอร์รี่ แอน ประติดประต่อเกิดเป็นแผนโยงใยไปยังผู้คนใกล้ชิด แต่ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ซึ่งสื่อในขณะนั้นเกาะติดคดีนี้ชนิดที่กัดไม่ปล่อย ถามถึงความคืบหน้าทุกวัน

หนึ่งเดือนถัดมา เจ้าหน้าที่ตำรวจพุ่งเป้าไปที่เสี่ยวินัย ผู้อุปการะและมีความสัมพันธ์พิเศษกับเชอร์รี่แอน จากการสอบสวนพบว่าทั้งคู่เคยมีปัญหาไม่ลงรอยกัน เนื่องจากเชอร์รี่แอนมีหนุ่มรุ่นเดียวกัน มาชอบพอ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยานปากสำคัญ เป็นคนขับรถสามล้ออ้างว่าเห็นชายกลุ่มหนึ่งอุ้มเชอร์รี่แอนออกมาจากบ้านของเสี่ยวินัย

ซึ่งต่อมาชายกลุ่มดังกล่าวถูกจับกุมพร้อมเสี่ยวินัย เจ้าหน้าที่ตำรวจแถลงการจับกุม ประกอบด้วย 1. นายรุ่งเฉลิม หรือเฮาดี้ กนกชวาลชัย 2. นายพิทักษ์ ค้าขาย  3. นายกระแสร์ พลอยกลุ่ม และ 4. นายธวัชชัย กิจประยูร ในตอนนั้นสังคม สื่อมวลชนรุมประณามการกระทำของผู้ต้องหา ตกเป็นจำเลยของสังคม

ต่อมาอัยการสั่งฟ้อง 4 ผู้ต้องหา ส่วนเสี่ยวินัยรอดเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ ศาลชั้นต้นพิพากษาตัดสินประหารชีวิตจำเลยทั้ง 4 แต่ญาติเดินหน้าต่อสู้คดี โดยการยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด แต่ให้ขังระหว่างรอฎีกาอีก 6 ปี  จนกระทั่งในปี 2536 ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าทั้งหมดเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่มีความผิดใด ๆ  แต่เรื่องที่น่าเศร้าสำหรับคดีนี้คือ นายรุ่งเฉลิม เสียชีวิตในคุกด้วยโรคหัวใจวาย ก่อนที่ศาลจะตัดสิน ส่วนนายพิทักษ์และนายธวัชชัย หลังถูกปล่อยตัวออกมาก็เสียชีวิตจากโรคที่ติดมาจากเรือนจำ ส่วนนายกระแสร์ก็พิการ เนื่องจากกระดูกสันหลังร้าว

00000

จากการรื้อคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามสามารถจับกุมคนร้ายตัวจริงได้ คือนายสมัคร ธูปบูชาการ และนายสมพงษ์ บุญฤทธิ์ ผู้ต้องหารับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนผู้จ้างวานฆ่าเป็นสาวตระกูลดัง ซึ่งศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต แต่ต่อสู้คดีทั้งชั้นอุทธรณ์และฎีกาตามลำดับ กระทั่งศาลฎีกายกฟ้อง เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ

สุดท้ายคดีเชอร์รี่แอน 4 ผู้ต้องหาตกเป็นจำเลยของสังคมเป็นแพะติดคุกกว่า 6 ปี ซึ่งศาลพิพากษาสั่งให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายรวม 38 ล้านบาท คดีส่งผลให้ต่อมามีการตรา พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 ส่วน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกคำสั่งที่ 658/2542 ลงโทษข้าราชการตำรวจที่มีส่วน กระทำผิดวินัยร้ายแรง ปั้นพยานเท็จ คนขับสามล้อที่มาให้การเท็จ ศาลพิพากษาจำคุก 8 ปี  ทั้งนี้คดีเชอร์รี่แอนไม่ใช่เพียงเป็นคดีประวัติศาสตร์แต่ยังถือเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ของวงการตำรวจไทยอีกด้วย

022

อย่างไรก็ตามคดีจับแพะในเมืองไทย ไม่ได้มีแค่ 2 คดีข้างต้น แต่ยังรวมไปถึงคดีอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา หลังมีชายหนุ่มคนหนึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีหลอกให้เด็กหญิง 8 ขวบกินน้ำอัดลมผสมสารเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า)  ก่อนจะล่วงละเมิดทางเพศอย่างรุนแรง ทำให้หนูน้อยมีเลือดออกในช่องท้อง และเกิดหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน จนเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ในพื้นที่ ต.หนองตรุด อ.เมือง จ.ตรัง เนื่องจากเขามีพฤติกรรมที่น่าสงสัยที่สุด

กระทั่งผลการสอบสวนในคดีทั้งหมดคลี่คลายเมื่อผู้ต้องหาตัวจริง ซึ่งเป็นพ่อของเด็กรับสารภาพในภายหลังว่าตนเป็นคนลงมือก่อเหตุ จนทำให้หนุ่มคนดังกล่าวรอดพ้นจากคดีอุกฉกรรจ์ดังกล่าวไปในที่สุด  แต่กระนั้นเขาก็ต้องถูกจำคุกนาน 1 เดือน และถูกปล่อยตัวได้รับอิสระภาพเมื่อเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน

ยูเนสโก เลือกไทยเป็นชาติแรกในการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง

องค์การยูเนสโก เลือกประเทศไทยให้เป็นชาติแรกในการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง

ประเทศไทยร่วมกับสำนักงานสหประชาชาติเพื่อความร่วมมือใต้ – ใต้ (United Nations Office for South-South Cooperation – UNOSSC) ได้จัดกิจกรรมเปิดตัวหนังสือ เรื่อง Sustainbility in Thailand : Experience for Developing Countries เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2560 ณ สำนักงานใหญ่ สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก โดยไทยได้รับเลือกจาก UNOSSC ให้เป็นประเทศแรกในการตีพิมพ์หนังสือฉบับดังกล่าวเพื่อแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการดำเนินโครงการความช่วยเหลือด้านการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ในโอกาสนี้ไทย และ UNOSSC ยังได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเสวนาวิชาการ หัวข้อ “Pathways to Sustainability : Thailand’s Sufficeiency Economy Philosophy” เพื่อแบ่งปันประสบการณ์การดำเนินโครงการความร่วมมือใต้ – ใต้ และไตรภาคีของไทย โดยเฉพาะการดำเนินโครงการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน

ที่มา INN