เพื่อนโพสต์อาลัย “ลาเชนหนุ่มสกลนครวัย 18” ถูกคู่อริฟันคอหวิดขาด

วัยรุ่นชายวัย 18 ถูกคู่อริฟันคอหวิดขาด หน้าโรงเรียนสกลนครธุรกิจบัณฑิตพัฒนาศึกษา(เอสแบก)  จ.สกลนคร

วันนี้ (12 ม.ค.60) เวลาประมาณ 00.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสกลนคร ได้รับแจ้งเหตุว่ามี วัยรุ่นชายถูกทำร้ายร่างกาย ฟันคอเกือบขาด เสียชีวิตบริเวณหน้าโรงเรียนสกลนครธุรกิจบัณฑิตพัฒนาศึกษา(เอสแบก) ต.ฮางโฮง อ.เมืองสกลนคร

หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตวรจสอบที่เกิดเหตุ พบศพนายอุทัยหรือ ลาเชน ขัดจำปา อายุ 18 ปี อยู่บ้านน้อยจอมศรี หมู่ 10 ตำบลฮางโฮง อ.เมือง จ.สกลนคร จากการสอบถามเพื่อนผู้ตายทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายและเพื่อน ๆ ได้กลับจากการเที่ยวงานประเพณีประจำปี ที่วัดพระธาตเชิงชุมในตัวเมืองสกลนคร หลังจากเที่ยวงานเสร็จก็พากันเดินทางกลับบ้าน ซึ่งจุดเกิดเหตุคือทางเข้าหมู่บ้านผู้ตาย

ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนทราบว่า กลุ่มผู้ตายอาจมีเรื่องทะเลาะกับวัยรุ่นต่างถิ่นที่เข้ามาเที่ยวงานเหมือนกัน  จากนั้นทั้งสองฝ่ายได้ขับขี่จักรยานยนต์ไล่ชกต่อยกันออกมาจากงาน และเมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุกลุ่มผู้ตายถูกฝ่ายตรงข้ามใช้มีดสปาต้าฟัน ซึ่งผู้ตายถูกฟันบริเวณคอทำให้เสียชีวิต อย่างไรก็ตามมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทราบตัวกลุ่มที่ก่อเหตุแล้วและจะได้ติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

หลังจากเพื่อนผู้ตายทราบข่าวการตายของ นายอุทัย หรือ ลาเชน ต่างพากันโพสต์เฟซบุ๊กไว้อาลัยต่อการจากไปในครั้งนี้ พร้อมวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ก่อเหตุให้ได้

เกษตรกรวอนรัฐช่วย หลังควายน้ำทะเลน้อย ทยอยตายจากเหตุน้ำท่วม

ภาพสลด ควายน้ำทะเลน้อย ทยอยล้มตาย หลังต้องว่ายน้ำหากินจากเหตุน้ำท่วมภาคใต้เป็นเวลานนาน จี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือ

วันนี้ (11ม.ค.60) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “ขอเป็นข้ารองบาท ทุกชาติไป” ได้มีการโพสต์ภาพและข้อความสุดสลดของควายน้ำทะเลน้อย ในพื้นที่ทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ทยอยจมน้ำตาย หลังจากต้องว่ายน้ำอยู่นานหลายวัน เนื่องจากน้ำท่วมขังในพื้นที่เป็นเวลานาน โดยมีข้อความระบุว่า “ภาพฝูงควายจากสะพานทะเลน้อยกำลังดำน้ำกินหญ้า ตอนนี้เริ่มตายไปเรื่อยๆ เนื่องจากว่ายน้ำไม่ไหวและลอยน้ำเป็นเวลานาน #น่าสงสาร”

ควายน้ำทะเลน้อย, ข่าวจังหวัดพัทลุง, น้ำท่วมภาคใต้, ข่าวสดวันนี้

ทั้งนี้เมื่อภาพดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็น โดยส่วนใหญ่ได้เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเร่งหาทางเข้าช่วยเหลือทั้งควายและเกษตรกรเป็นการด่วน เนื่องจากควายน้ำทะเลน้อยถือเป็นสัตว์สำคัญที่สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้

เพราะในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมและศึกษาวิถีชีวิตของ “ควายน้ำทะเลน้อย” เป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันหากไม่ปล่อยไว้จัดการจะทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงควายน้ำทะลน้อยต้องขาดทุนมหาศาล เพราะควายที่เสียชีวิตจะซื้อขายกันในราคาตัวละประมาณ 3,000–4,000 บาทเท่านั้น แตกต่างจากควายมีชีวิตที่จะซื้อขายกันในราคาตัวละ 30,000–45,000 บาท

สำหรับควายน้ำทะเลน้อย ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ ต.ทะเลน้อย และ ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลสาบสงขลา จะเป็นพื้นที่ลุ่ม ป่าพรุ และป่ากก โดยพื้นที่เหล่านี้เป็นแหล่งเลี้ยงควายที่สำคัญของภาคใต้ มีเกษตรกรเลี้ยงควายประมาณ 40 ราย รายละ 20-30 ตัว

ซึ่งส่วนใหญ่จะเลี้ยงแบบปล่อยฝูงโดยมีจ่าฝูงเป็นผู้นำควายในฝูงออกหากิน เมื่อถึงช่วงน้ำหลาก ฝูงควายจะดำน้ำกินหญ้า และวัชพืชต่างๆ ที่อยู่ใต้น้ำ เนื่องจากพื้นดินถูกน้ำท่วม ดังนั้น ฝูงควายจึงต้องปรับสภาพการดำเนินชีวิตให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ จนได้มีการขนานนามว่า “ควายน้ำทะเลน้อย”

ภาพจาก  “ขอเป็นข้ารองบาท ทุกชาติไป”

เมียนมาหารือบังกลาเทศปัญหาโรฮีนจา

รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศเมียนมาเดินทางเยือนบังกลาเทศเป็นเวลา 3 วัน เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของบังกลาเทศ เกี่ยวกับปัญหาชาวโรฮีนจา ขณะที่ทูตพิเศษ UN ลงพื้นที่ขัดแย้งในรัฐคะฉิ่น

นายจ่อ ทิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศเมียนมา ในฐานะผู้แทนพิเศษของนางอองซาน ซูจี มีกำหนดหารือกับนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา ของบังกลาเทศ เกี่ยวกับปัญหาเรื่องชาวโรฮีนจา เมื่อวานนี้ ระหว่างการเดินทางเยือนบังกลาเทศเป็นเวลา 3 วัน

นักวิเคราะห์มองว่า การเดินทางเยือนของผู้แทนเมียนมาครั้งนี้ สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนท่าทีจากเดิมที่ไม่เต็มใจจะร่วมมือกับบังกลาเทศ เนื่องจากวิกฤตที่บานปลายมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ องค์การสหประชาชาติหรือ UN ระบุในรายงานว่า มีชาวโรฮีนจาหนีออกจากเมียนมาไปยังบังกลาเทศแล้วกว่า 6 หมื่น 5 พันคน ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

ชาวโรฮีนจาหนีข้ามแดนไปยังบังกลาเทศ หลังกองทัพเมียนมาปฏิบัติการปราบปรามผู้ต่อต้านรัฐบาลในรัฐยะไข่ ซึ่งอยู่เบื้องหลังการบุกสังหารตำรวจบริเวณชายแดน เมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้ตำรวจเมียนมาเสียชีวิต 9 นาย

ชาวบ้านและผู้ลี้ภัย อธิบายว่า ปฏิบัติการโจมตีของกองทัพมีทั้งการสังหาร การจับกุมตามอำเภอใจ และการข่มขืน แต่ทางรัฐบาลเมียนมาได้ปฏิเสธเกือบทุกข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทารุณกรรมดังกล่าว

นางอาย อาย โซ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศเมียนมา ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายจะหารือถึงความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ทางเมียนมาจะไม่หยิบยกประเด็นปัญหาเรื่องการรักษาความปลอดภัยชายแดนที่มีความซับซ้อนขึ้นมา โดยระบุว่า สถานการณ์บริเวณพรมแดนอยู่ระหว่างกระบวนการสร้างเสถียรภาพ ดังนั้น จึงยังไม่น่าจะมีความคืบหน้าอะไรมากนักจากการหารือกันในครั้งแรก

ขณะที่นางยังฮี ลี ทูตพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติประจำเมียนมา ได้เดินทางไปเยี่ยมค่ายพักสำหรับผู้พลัดถิ่น ซึ่งดำเนินการโดยสถาบันพลเมืองรัฐคะฉิ่น เมื่อวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น

นางลีได้พบกับผู้ลี้ภัยที่นับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งหลบหนีการสู้รบระหว่างรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มกบฏชาติพันธุ์ใกล้กับพรมแดนจีน โดยเป็นส่วนหนึ่งในแผนการเยือนรัฐคะฉิ่น ระยะเวลา 12 วันของเธอ

แถลงการณ์ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ระบุว่า นางลีมีกำหนดเยือนรัฐยะไข่ นครย่างกุ้ง กรุงเนปิดอว์ และรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของประเทศ ที่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการต่อสู้เพื่อให้ได้รับสิทธิปกครองตนเอง