ธอส.ประกาศ 2 มาตรการ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ลดดอกเบี้ย/เงินงวด

ธอส.ประกาศ 2 มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ลดดอกเบี้ย/เงินงวด พร้อมให้กู้เพิ่มและกู้ใหม่อัตราดอกเบี้ย 3% นาน 3 ปีแรก

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมขังในหลายจังหวัดของพื้นที่ภาคใต้ และส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนทั้งในด้านที่อยู่อาศัย และการประกอบอาชีพ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ สังกัดกระทรวงการคลัง ซึ่งมีพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน พร้อมที่จะเป็นกลไกหลักในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยให้กับลูกค้าประชาชนที่ประสบอุทกภัย โดยเตรียมวงเงิน 500 ล้านบาท จัดทำ “โครงการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2560”ซึ่งมีรายละเอียดประกอบด้วย

มาตรการที่ 1 สำหรับลูกค้าเดิมของ ธอส. กรณีหลักประกัน (ที่อยู่อาศัยที่จดจำนองกับธนาคาร)ได้รับผลกระทบ ธนาคารจะลดภาระดอกเบี้ยและเงินงวดผ่อนชำระ โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4-12 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.50% ต่อปี ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.00% ต่อปี ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี และปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญาเงินกู้กรณีลูกค้าสวัสดิการ ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. อยู่ที่ 6.75% ต่อปี)

มาตรการที่ 2 สำหรับลูกค้าใหม่ หรือลูกค้าเดิมของ ธอส. ที่อาคารหรือบ้านได้รับความเสียหายสามารถขอกู้เพิ่ม หรือ กู้ใหม่ เพื่อปลูกสร้างทดแทนหลังเดิม หรือกู้ซ่อมแซมอาคารที่ได้รับความเสียหาย คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่ 3.00% ต่อปี นาน 3 ปี หลังจากนั้น กรณีลูกค้าสวัสดิการ คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี ส่วนลูกค้ารายย่อย คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี

สำหรับวงเงินให้กู้ต่อรายธนาคารกำหนดไว้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อ 1 หลักประกัน โดยคุณสมบัติของผู้ที่สามารถเข้าร่วม“โครงการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2560”จะต้องเป็นลูกหนี้เดิมของ ธอส. หรือลูกค้าใหม่ ซึ่งที่อยู่อาศัยเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรส และได้รับความเสียหายจากการประสบอุทกภัย ทั้งนี้ ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อได้ที่สาขาของธนาคารอาคารสงเคราะห์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2560 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th และ Facebook fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก แฟนเพจ ธนาคารอาคารสงเคราะห์

“สุเทพ เทือกสุบรรณ” Facebook Live เปิดบัญชีช่วยเหลืออุทกภัยใต้

“สุเทพ เทือกสุบรรณ” Facebook Live เปิดบัญชีช่วยเหลืออุทกภัยใต้ พร้อมขอบคุณนายกฯ ลงพื้นที่เยี่ยมประชาชน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานกรรมการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย Facebook Live ผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ) โดยระบุว่า ขณะนี้เกิดอุทกภัยร้ายแรงขึ้น ในจังหวัดภาคใต้เป็นจำนวน 10 จังหวัดสร้างความลำบากให้กับประชาชนภาคใต้อย่างรุนแรงที่สุด อาทิ ถนนขาดบางหมู่บ้านไม่สามารถติดต่อจากโลกภายนอกได้ การสัญจรไม่สามารถทำได้ต้องอาศัยการช่วยเหลือจากส่วนราชการ จึงถือเป็นฤกษ์ดีพี่นายกรัฐมนตรีนำคณะลงไปดูแลให้มีการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดต่าง ๆ

โดยส่วนตัวยังได้พูดคุยกับผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะปลัดกระทรวงฯ ที่เปิดเผยว่า รัฐบาลได้สั่งการให้จัดตั้งกองบัญชาการเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาคใต้ จึงขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี แทนผู้ประสบภัยภาคใต้ทุกคน รวมถึงขอบคุณ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารกระทรวงฯ ทุกคน

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวได้ติดตามสถานการณ์และเอาไจช่วยผู้ประสบภัยอยู่ตลอด และวันนี้คณะกรรมการมวลมหาประชาชน เพื่อการปฏิรูปประเทศไทยได้หารือกัน และจะระดม พี่น้องร่วมอุดมการทุกฝ่ายช่วยกันเท่าที่จะสามารถทำได้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาคใต้

นอกจากนี้ ยังได้เปิดบัญชีช่วยเหลือที่ธนาคารกสิกรไทยหมายเลขบัญชี 637-1-01225-5 โดยสามารถโอนเงินมาที่บัญชีดังกล่าว และจะนำไปร่วมกับราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป

นายกรัฐมนตรี น้อมนำพระราชดำรัสพรปีใหม่ ชู ปี 60 ปีแห่งการปฏิรูปประเทศ

นายกรัฐมนตรี น้อมนำพระราชดำรัสพรปีใหม่ ชู ปี 60 ปีแห่งการปฏิรูปประเทศ สร้างปรองดองขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ย้ำ เลือกตั้งตามโรดแมป ไม่มีเจตนายืดเวลา มุ่งประชาธิปไตย – จำเป็นต้องใช้ ม.44 เพื่อให้ประเทศเดินหน้า

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยได้น้อมนำพระราชดำรัส สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิ ราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่พระราชทานแก่ ปวงชนชาวไทยเนื่องในวาระดิถีวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2560 ย้ำกับประชาชน เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และเป็นแนวทางในการปฏิบัติภารกิจเพื่อส่วนรวม ตลอดปี และตลอดไป

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่าปี 2560 เป็นปีที่สำคัญแห่งการเตรียมการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตามครรลองที่เหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย ที่มีลักษณะเฉพาะ ด้วยกระบวนการที่เปิดกว้าง ต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมทั้ง เน้นสร้างความปรองดอง รู้ รัก สามัคคี และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ตาม “ศาสตร์พระราชา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9ที่พระราชทานไว้

ขณะเดียวกันได้มอบเพลงชื่อว่า “สะพาน” ไว้เป็นเพลงประจำของรัฐบาลนี้ และ คสช. ซึ่งปฏิบัติภารกิจในการเปลี่ยนผ่าน การปฏิรูป และ การสร้างความปรองดองในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ได้ให้กำลังใจคณะรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ขอให้เป็น“สะพานที่เข้มแข็ง” และสั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกระดับเอาชนะกระแสข่าวลือ ข่าวเท็จ ทั้งที่ไม่มีเจตนาแอบแฝง หรือไม่หวังดี ด้วยการลงพื้นที่ค้นหาข้อเท็จจริง เพื่อสร้างการรับรู้ และทำความเข้าใจ โดยน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาให้กับประชาชนทุกกลุ่ม

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรม การตอบโต้ ประเด็นต่างๆ ในด้านการเมืองปีนี้ ขอให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จ จริงที่ถูกต้อง เป็นไปตามขั้นตอนและกระบวนการตามกฎหมาย สำหรับการเริ่มกระบวนการเลือกตั้ง เช่นการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง การหาเสียงเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลต่อไปนั้น จะต้องคำนึงถึงบรรยากาศและความรู้สึกของประชาชนชาวไทยในช่วงนี้ พร้อมยืนยันว่า ขั้นตอนตามกระบวนการนิติ บัญญัติต่าง ๆ ยังคงอยู่ในกรอบของเวลา หรือ Road Map ยืนยันรัฐบาลและ คสช. ไม่มีเหตุผลหรือเจตนาที่จะยืดระยะเวลาใดทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์ในขณะนี้เป็นอย่างดี เพียงอยากขอความร่วมมือส่วนน้อย ได้กรุณาปรับทัศนคติและมีความเข้าใจร่วมกันไว้ด้วยและเดินหน้าไปสู่การเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ต่อไป

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลและ คสช. ได้อาสาเข้ามาแก้ปัญหาประเทศที่สะสม และรอการสะสาง มาเป็นเวลานานนับทศวรรษ ก็ได้มีการสำรวจผลการทำงานอยู่ เสมอ เพื่อนำ “จุดแข็ง” ไปขยายผลความสำเร็จ และนำ “จุดอ่อน” ไปปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาไปสู่แนวทางการบริหารราชการแผ่นดินที่ดีกว่า และมีประสิทธิภาพยิ่งๆ ขึ้นไป โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ที่ผ่านมารัฐบาลได้แก้ปัญหาเดิม และวางรากฐานการพัฒนา จนนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ มีการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และมีความยั่งยืน โดยทุกปัญหาต้องอาศัย การแก้อย่างบูรณาการ และหลายปัญหาต้องแก้ไขในระยะเร่งด่วน ด้วยการใช้อำนาจพิเศษ ตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 44 เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ โดยปัจจุบัน มีคำสั่ง หัวหน้า.คสช. ตามมาตรา 44 ที่ถูกตราเป็นกฎหมายแล้ว เกือบ 80 ฉบับ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก ในการผลักดันกฎหมายสำคัญๆ ของประเทศ รวมแล้ว 520 ฉบับ เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพราะที่ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่สามารถออกเป็นกฎหมายได้ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ รวมทั้งความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง แต่ปัจจุบันมีร่างพระราชบัญญัติที่เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติแล้ว จำนวน 332 ฉบับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ ความเห็นชอบแล้ว จำนวน 218 ฉบับ มีผลใช้บังคับแล้วตามกฎหมาย จำนวน 186 ฉบับ อยู่ระหว่างการทบทวน, การศึกษา,พิจารณาความเหมาะสม หรืออยู่ในกระบวนการออกกฎหมายอีกจำนวน เกือบ 200 ฉบับ อาทิเช่น พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ที่จะช่วยให้การกวดขันวินัยจราจร มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดอุบัติเหตุและการสูญเสีย และ พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพรฯ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ให้เป็น “ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ” และ แผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย

สำหรับ ปี 2560 จะเป็นปีแห่งการปฏิรูปประเทศ การสร้างความปรองดองและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติให้เกิดผลสำริตอย่างเป็นรูปธรรม โดยระยะแรกได้ตั้งกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองขึ้นในการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญเป็นกรรมการ 4 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี , คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ , คณะกรรมการปรองดอง และ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ โดยมีการจัดตั้งสำนักงานบริหารยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและปรองดองขึ้น ทำหน้าที่ประสาน ติดตามตรวจสอบความก้าวหน้า ในการดำเนินงานตามประเด็นการปฏิรูปการปรองดอง

ส่วนเรื่องการจัดทำบัญชีครัวเรือน เป็นการวางแผนทางการเงินและแก้ไขปัญหาหนี้สิน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นอีกศาสตร์พระราชาที่สอนให้เป็นนักวางแผนเพื่ ออนาคต ด้วยหลักการ “จดไม่จน” สามารถการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับตัวเอง เพราะรู้จักความพอมีพอกิน พอใช้ คำนึงถึงหลักเหตุผลและการประมาณตนเอง โดยการไม่ประมาท ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หรือฟุ่มเฟือยลง

การจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย สามารถใช้วางแผนอนาคตได้ เช่น แผนการศึกษา, แผนการซื้อ-ผ่อน บ้าน-รถ,แผนการลงทุนเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นรายได้เสริม, แผนการรักษาพยาบาล การตรวจสุขภาพ เพื่อการ “ป้องกัน” ซึ่งดีกว่าการ “รักษา” เพราะถูกกว่า และไม่ต้องรอให้เจ็บไข้ได้ป่วยเสียก่อน และที่สำคัญ คือ “แผนการออม” สำหรับตนเองยามชรา ยามเกษียณ ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของลูกหลานในอนาคตอีกด้วย ซึ่งเรียกง่ายๆว่าเป็นภูมิคุ้มกันของตนเองและครอบครัว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่าระหว่างวันที่ 9– 29 มกราคม 2560 ตลาดคลองผดุงกรุงเกษมข้างทำเนียบรัฐบาล ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมมือของสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดงาน “ตลาดนัดวิถีวิทย์ 2560” จึงขอเชิญชวน ประชาชนมาร่วมงานกัน ซึ่งนอกจากมีการเผยแพร่ผลงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ฝีมือคนไทยทั้งของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และหน่วยงานเครือข่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวิ ทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว ยังมีการคัดสรรผลงานและผลิตภัณฑ์ต่างๆ กว่า 240 รายการ มาจัดแสดงและจัดจำหน่ายหรือให้บริการ เพื่อจะได้เป็นการเพิ่มรายได้ และอาชีพให้กับประชาชน