อดีตครูปลูก ‘ขึ้นฉ่าย’ แบบไฮโดรโปนิกส์ ตามรอยพ่อพอเพียง

อดีตครู จ.มหาสารคาม หลังเกษียณอายุราชการหันมาปลูก ‘ขึ้นฉ่าย’ แบบไฮโดรโปนิกส์ ตามรอยพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างพอเพียง

นี่คือสวนผักขึ้นฉ่ายไฮโดรโปนิกส์ ตั้งอยู่ที่บ้านซองแมว ต.หนองจิก อ.บรบือ ของนางรินนภา วงศ์ชารี อายุ 61 ปี อดีตอาจารย์โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในอำเภอบรบือ จ.มหาสารคาม ที่ใช้เวลาหลังเกษียณอายุราชการ เลือกเส้นทางเกษตร ปลูกพืชผักสวนครัวปลอดสารพิษ เก็บส่งขายตลาดในชุมชนและลูกค้าต่างอำเภอ สร้างรายได้กำไรงามแบบพอเพียง

นางรินนภา เล่าว่าหลังเกษียณ ได้มองหาอาชีพเสริม ลองผิดลองถูกปลูกพืชผักเลี้ยงสัตว์ควบคู่ไปกับการทำนา แต่เมื่อคำนวณต้นทุนในบัญชีแล้ว กลับพบว่าส่วนใหญ่หมดไปกับค่าปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช เมื่อขายผลผลิตแล้วขาดทุน จึงได้เปลี่ยนแนวคิดหันมาศึกษาพืชชนิดอื่นที่ไม่มีชาวบ้านในพื้นที่ปลูกขาย โดยอาศัยหลักเศรษฐศาสตร์ที่เคยสอน และหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้

โดยเริ่มจากสำรวจพื้นที่ สำรวจตลาดแล้วหาพืชที่เหมาะสม ในที่สุดเมื่อต้นปี 2559 จึงเลือกปลูกขึ้นฉ่าย แบบไฮโดรโปนิกส์ ที่มีจุดเด่น คือ ใช้แรงงานคนปลูกน้อย อีกทั้งยังปลูกได้ตลอดทั้งปี ที่สำคัญมีราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยแรกเริ่มตนใช้พื้นที่ 5 ไร่ ใกล้กับบ่อเลี้ยงปลา ทำโรงปลูกจำนวน 48 หลัง ใช้เวลาประมาณ 60 วัน ก็สามารถเก็บขายได้

ซึ่งในช่วงฤดูหนาว อากาศเหมาะสมกับการเจริญเติบโต ส่งผลดีทำให้ผักขึ้นฉ่ายต้นอวบใหญ่ ปัจจุบันสามารถเก็บผลผลิตได้ทุกวัน โดยมีลูกค้ามาสั่งจองหรือมารับซื้อเองที่สวนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 – 70 บาท มียอดขายไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท ต่อวัน

ผวา มาเลเซียเผยกลุ่มไอเอสจัดหาคนเตรียมโจมตีพม่า

มาเลเซียเผยกลุ่มไอเอสจัดหาคนเตรียมโจมตีเมียนมา

อาย็อบ ข่าน มีดิน พิชัย หัวหน้าหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของตำรวจมาเลเซีย กล่าวว่า เมียนมากำลังเผชิญกับภัยอันตรายจากการโจมตีจากชาวต่างชาติที่สนับสนุนกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ไอเอส เพิ่มมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ทางการมาเลเซียได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสาวกกลุ่มไอเอสที่กำลังเตรียมเดินทางไปก่อเหตุโจมตีในเมียนมาได้ 1 คน

ผู้ต้องสงสัยรายนี้เป็นชาวอินโดนีเซีย ถูกจับกุมเมื่อเดือนที่แล้ว และมีกำหนดถูกตั้งข้อหาครอบครองวัตถุที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายวานนี้ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี หรือ โทษปรับ

อาย็อบ ข่าน กล่าวด้วยว่า มีความเป็นไปได้ว่าสมาชิกกลุ่มติดอาวุธจำนวนมากขึ้นพยายามที่จะทำเช่นเดียวกันนี้เพื่อสนับสนุนชาวโรฮีนจา โดยชาวมุสลิมทั้งที่มาจากกลุ่มไอเอส หรือ กลุ่มอื่นพยายามหาทางเข้าเมียนมาเพื่อไปช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมชาวโรฮีนจา

ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติระบุว่า การโจมตีของกองทัพเมียนมาในพื้นที่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่มาตั้งแต่เดือนตุลาคม หลังเกิดเหตุโจมตีด่านตรวจของตำรวจส่งผลให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 9 นาย ทำให้มีชนกลุ่มน้อยชาวโรฮีนจาราว 3 หมื่น 4 พันคนต้องอพยพเข้าไปในบังกลาเทศ ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มและชาวเมืองในพื้นที่กล่าวหากองกำลังความมั่นคงเมียนมาว่าก่อเหตุข่มขืนและไล่ล่าสังหารชาวโรฮีนจา ในปฏิบัติการของกองทัพ ขณะที่รัฐบาลเมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหา

หัวหน้าหน่วยต่อต้านก่อการร้ายของมาเลเซีย กล่าวด้วยว่า ชาวมุสลิมจำนวนมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้เดินทางไปยังตะวันออกกลางเพื่อเข้าร่วมกับกลุ่มไอเอส และในช่วงปีที่ผ่านมาก็มีการโจมตีหลายครั้งที่กลุ่มไอเอสอ้างความรับผิดชอบ หรือไม่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการโจมตีที่ล้มเหลว

ผู้ต้องสงสัยชาวมาเลเซียเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกจับตัว 7 คนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มไอเอส และเข้าร่วมแผนการลักลอบขนอาวุธเข้าไปในภูมิภาคโปโซบนเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซียด้วย

ขณะที่ตำรวจมาเลเซียไม่ได้ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยชาวอินโดนีซียที่ถูกจับตัวได้พยายามจะติดต่อกับกลุ่มใดในเมียนมา แต่เขาเป็นคนงานด้านการเกษตรในมาเลเซียมาตั้งแต่ปี 2557 และมีการติดต่อกับนายมูฮัมหมัด วันดี มูฮัมหมัด เจดี ซึ่งอ้างความรับผิดชอบในฐานะตัวแทนกลุ่มไอเอสในการก่อเหตุระเบิดที่บาร์แห่งหนึ่งในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

โดยนายมูฮัมหมัด วันดี มูฮัมหมัด เจดี อยู่ในซีเรีย และกำลังวางแผนทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ในเมียนมา เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลเมียนมาแทนชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่

ด้านนายซอว์ เตย์ โฆษกของรัฐบาลเมียนมา เปิดเผยต่อสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า รายงานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับความรุนแรงในเดือนตุลาคมปีที่แล้วในรัฐยะไข่ ไม่พบหลักฐานว่ามีสมาชิกกลุ่มไอเอสอยู่ในพื้นที่ หรือ การโจมตีในรัฐยะไข่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มไอเอสแต่อย่างใด

นิติเวช ยืนยันไม่พบแอลกอฮอล์-สารเสพติด คนขับรถตู้

สถาบันนิติเวชวิทยา เผยยืนยันไม่พบแอลกอฮอล์-สารเสพติด คนขับรถตู้ เหตุรถตู้ชนกระบะ สังเวย 25 ศพ

วานนี้ (4 ม.ค.) พลตำรวจตรีนายแพทย์ พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เปิดเผยว่า ทางแพทย์ได้ทำการตรวจศพของผู้ขับขี่รถตู้เรียบร้อยแล้ว โดยผลจากการตรวจเลือด และเนื้อเยื่อ ไม่พบแอลกอฮอล์ และไม่มีสารเสพติด เจือปนอยู่

ด้านพลตำรวจตรี ปิยะพันธ์ ปิงเมือง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีว่า ขณะนี้แจ้งข้อหา “ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” กับผู้ขับรถตู้โดยสาร แต่เมื่อเสียชีวิตก็ถือว่าคดีสิ้นสุด แต่ในทางกฎหมายแพ่ง ญาติสามารถฟ้องเรียกร้องค่าเยียวยาจากผู้ที่เกี่ยวข้องได้

สำหรับการเยียวยาผู้เสียชีวิต เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จากกรมคุ้มครองสิทธิ์ชี้แจงว่า สำหรับญาติผู้เสียชีวิตที่อยู่ภายในรถตู้ก็จะได้รับการเยียวยาในส่วนของบริษัทประกันภัย ที่ต้องทำไว้กับผู้โดยสารทุกที่นั่ง และในส่วนของเจ้าของรถและ บขส.ที่จะต้องรับผิดชอบ คร่าวๆ เบื้องต้นประมาณ 3-7 แสนบาท นอกจากนี้ ทางญาติก็สามารถที่จะฟ้องเพิ่มได้ ส่วนญาติผู้เสียชีวิตภายในรถกระบะ จะได้จาก พ.ร.บ.รถ และการชดเชยจากผู้ประกอบการรถตู้

ขณะที่ รถจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พร้อมญาติและอาสากู้ภัยสมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรีได้นำร่างของนายพรหมพต กอศิริวลานนท์ หรือกัน นิสิตคณะแพทย์ศาสตร์ ปี 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาบำเพ็ญกุศลศพยัง วัดป่าคลองกุ้ง
หลังจากที่ ญาติได้เดินทางขึ้นไปรับศพที่สถาบันนิติเวชวิทยา

โดยบรรยากาศที่ศาลาตั้งบำเพ็ญกุศลศพที่วัดป่าคลองกุ้งค่อนข้างเงียบเหงา มีเพียงญาติเดินทางมารอรับศพ โดยเพราะยายของนายพรหมพต หรือ น้องกัน ผู้เสียชีวิตเมื่อเดินทางเข้าไปดูร่างของหลานชาย ถึงกับเข่าทรุด นั่งร้องไห้แทบขาดใจ โดยมีบรรดาหลานๆ คอยปลอดใจอยู่ไม่ห่าง