รถไฟฟรีล้นโบกี้ ประชาชนทยอยเดินทางกลับหลังหยุดยาว

รถไฟฟรีล้นโบกี้ประชาชนทยอยเดินทางกลับหลังหยุดยาว เจ้าหน้าที่จัดระเบียบเกรงแย่งที่นั่งและห้ามนั่งตามบันได

ที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ ประชาชนและนักศึกษาพากันไปขึ้นขบวนรถไฟฟรีเชียงใหม่ – กรุงเทพมหานคร เพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนาและไปทำงาน หลังหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้ต้องเข้าคิวตีตั๋วฟรีจนเต็มทุกที่นั่ง หลายคนยอมตีตั๋วยืนเพื่อเดินทางกลับวันนี้ ซึ่งขบวนรถไฟฟรีออกจากสถานีเชียงใหม่ 06.30 น.

โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความแออัด หลายคนที่ได้ตั๋วยืนต้องเบียดเสียดกันตามช่องทางเดินและบันไดทางขึ้นลง เจ้าหน้าที่ต้องจัดระเบียบเพื่อไม่ให้แย่งที่นั่งและห้ามนั่งบริเวณบันไดประตูทางขึ้นลง รวมทั้งห้ามขึ้นหลังคาเพื่อความปลอดภัย ขณะที่ผู้โดยสารที่พลาดตั๋วต้องนอนรอตามเก้าอี้ม้านั่งบริเวณชานชลา สถานีรถไฟเชียงใหม่ เพื่อรอตีตั๋วขบวนรถไฟฟรีสายท้องถิ่น เส้นทางเชียงใหม่ – นครสวรรค์ ที่ออกจากสถานีเชียงใหม่ในเวลา 09.30 น.


นายวีระยุทธ สว่างดี ผู้ช่วยนายสถานีเชียงใหม่ กล่าวว่า ประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับกันตั้งแต่วันนี้เพื่อไปพักผ่อนอีกหนึ่งวันก่อนจะเริ่มทำงานหลังจากท่องเที่ยวมาหลายวัน ทำให้วันนี้ขบวนรถไฟฟรีเต็มตั้งแต่สถานีต้นทางเชียงใหม่ ส่วนขบวนอื่น ๆ ของวันนี้เต็มทุกขบวนเช่นกัน

วัดดังเมืองคอนไอเดียเจ๋ง ขนจตุคามฯทำพิพิธภัณฑ์เตือนสติชาวพุทธ

เจ้าอาวาสวัดดังเมืองคอนไอเดียเจ๋ง ขนจตุคามรามเทพตกค้างทุกรุ่นนับหมื่นองค์ทำพิพิธภัณฑ์เตือนสติชาวพุทธ

วันที่ 2 ม.ค. 60 ที่วัดเขาพระทอง หมู่ 1 ต.เขาพระทอง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช พระมหาอารยะนันท์อนันโท เจ้าอาวาสวัดเขาพระทอง ได้ระดมพระลูกวัดในวัดช่วยกันขนองค์จตุคามรามเทพทุกรุ่นของวัดที่ตกค้างอยู่จำนวนนับหมื่นองค์ มาจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์จตุคาม ในโพรงไม้ขนาดใหญ่ภายซึ่งดัดแปลงให้เดินผ่านทะลุกันได้ภายในบริเวณวัดเขาพระทอง เป็นทางผ่านไปชมความสวยงามของถ้ำโหม่ง โดยบรรดาพระลูกวัดได้นำองค์จตุคามรามเทพ แต่ละองค์รุ่นต่างๆ มาประดับแปะติดกับฝาพนังของโพรงไม้เป็นประติมากรรมอย่างสวยงาม และสะดุดตาแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปเยี่ยมชมด้วยความสนใจ

ทางด้านพระมหาอารยะนันท์อนันโท เจ้าอาวาสวัดเขาพระทอง กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าวัตถุประสงค์ของการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์จตุคามรามเทพครั้งนี้ ทางวัดได้รวบรวมจตุคามรุ่นต่างๆ มาสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์จตุคามรามเทพ โดยตั้งใจที่จะรวบรวมจตุคามรามเทพทุกรุ่นที่เคยสร้างให้ได้มากที่สุด เพราะช่วงที่ผ่านมากระแสของจตุคามฯ ไม่เป็นที่นิยม อย่างไรก็ตามจตุคามฯ ถือว่าเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดนครศรีธรรมราช ช่วงกระแสตกของจตุคามฯ ถูกเก็บไว้ในที่ที่ไม่เหมาะสม

จึงมีแนวคิดที่จะทำพิพิธภัณฑ์จตุคามรามเทพที่วัดเขาพระทอง โดยยกเทพขึ้นให้สูง เพื่อระลึกถึงจตุคามฯ ที่เคยช่วยเหลือวัด ช่วยพระพุทธศาสนา เพราะช่วงหนึ่งที่จตุคามฯ เป็นที่นิยมเคารพบูชาศรัทธาจตุคามฯ ช่วยหาเงินทำนุบำรุงวัดเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อจตุคามฯ ไม่เป็นที่นิยม มีการวางการบูชาไว้บางทีอาจจะอยู่ที่ต่ำหรือที่ที่ไม่เหมาะสมเท่าไร จึงมีแนวคิดที่จะรวบรวมจตุคามไว้ในโพรงไม้ที่วัดเขาพระทองแห่งนี้

สำหรับญาติโยมที่มีจตุคามฯ อยู่ในครอบครอง และมีจิตศรัทธาแต่ไม่อยากเก็บไว้ที่บ้านก็สามารถนำมาบริจาคไว้ที่วัดเขาพระทอง เพื่อเป็นประติมากรรมทางพระพุทธศาสนาให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ในโอกาสต่อไปด้วย

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดโผบัณฑิตจบใหม่ 5 คณะ ได้งานทำสูงสุด

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยผลสำรวจบัณฑิตจบใหม่ 5 คณะ ได้งานทำสูงสุดใน 4 เดือนแรก

วันนี้ (2 ม.ค. 60) ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะสถาบันการศึกษาที่มุ่งบ่มเพาะและหล่อหลอมบัณฑิตให้มีความพร้อมด้วยทักษะด้านวิชาการ ทักษะความสามารถในการแก้ไขปัญหา มีจิตสำนึกรับผิดชอบอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาศักยภาพทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ อาทิ การใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) และการใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้บัณฑิตมีความพร้อมและสามารถก้าวเข้าสู่วิถีการทำงานได้อย่างมีศักยภาพ โดยล่าสุด จากรายงานผลสำรวจสภาวะการมีงานทำของบัณฑิตปริญญาตรี ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2558 พบว่า บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาสามารถมีงานทำ ภายใน 4 เดือน จำนวนสูงถึง 73.82% หรือประมาณ 3,279 คน โดยสูงกว่าปีการศึกษา 2557 ที่ผ่านมาประมาณ 1.07%

ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด กล่าวต่อว่า สำหรับคณะที่มีบัณฑิตได้งานทำสูงสุด 5 อันดับ ในระยะเวลา 4 เดือนแรก หลังสำเร็จการศึกษา คือ คณะทันตแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยคิดเป็น 100% 97.56%  97.34%  89.80% และ 80.16% ตามลำดับ

โดยคณะทันตแพทยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ถือเป็น 3 คณะในสาขาการแพทย์ที่มีบัณฑิตได้งานทำสูงสุดใน 5 อันดับแรกต่อเนื่องถึง 3 ปี นับตั้งแต่รุ่นปีการศึกษา 2556 – 2558 นอกจากนี้ จากผลสำรวจยังพบว่า บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรภาษาอังกฤษและนานาชาติ จะมีรายรับเฉลี่ยต่อเดือนเป็นเงิน 29,982 บาท ขณะที่บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรภาษาไทย จะมีรายรับโดยเฉลี่ยที่ 22,114 บาท

ขณะที่หลักสูตรภาษาไทย คณะที่ได้เงินเดือนพร้อมรายได้อื่นเฉลี่ยต่อเดือนเริ่มต้นสูงสุดเป็น 5 อันดับแรก คือ

อันดับ 1 คณะทันตแพทยศาสตร์ 51,441 บาท

อันดับ 2 คณะแพทยศาสตร์ 46,546 บาท

อันดับ 3 เศรษฐศาสตร์ 26,392 บาท

อันดับ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี 25,827 บาท

และอันดับ 5 คณะศิลปะศาสตร์ 25,336 บาท

และหลักสูตรนานาชาติ คณะที่มีรายรับเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด 5 อันดับแรก คือ

อันดับ 1 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี 38,652 บาท

อันดับ 2 คณะรัฐศาสตร์ 34,225 บาท

อันดับ 3 วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ 31,116 บาท

อันดับ 4 คณะเศรษฐศาสตร์ 29,455 บาท

และอันดับ 5 สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร 29,245 บาท ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีบัณฑิตในรุ่นปีการศึกษา 2558 มี มีรายได้สูงสุด 3 อันดับแรก จากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรธุรกิจเอกชนสูงถึง 200,000 160,000 และ 126,000 บาท ขณะที่บัณฑิตที่ดำเนินธุรกิจส่วนตัว มีรายรับสูงสุดถึง 550,000 บาท ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด กล่าว

ทั้งนี้ จากความสำเร็จด้านการมีงานทำของบัณฑิตดังกล่าว สะท้อนสู่ศักยภาพและมาตรฐานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในหลากหลายด้าน ซึ่งได้รับการจัดอันดับจาก Quacquarelli Symonds (QS) สถาบันจัดอันดับและประเมินมาตรฐานด้านการศึกษาระดับโลก แห่งสหราชอาณาจักร โดยล่าสุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการประเมินสูงสุดในระดับ 5 ดาว ทั้งหมด 5 ด้าน คือ ด้านการจ้างงานของบัณฑิตมหาวิทยาลัย (Employability) ความเป็นนานาชาติ (Internationalization) ความพร้อมในด้านสิ่งอํานวยความสะดวก (Facilities) ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibilities) และการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย (Inclusiveness) ซึ่งเป็น 5 ด้านที่มีความสำคัญสำหรับโลกในยุคปัจจุบัน โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวของไทยที่ได้การประเมินสูงสุด ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร. พิภพ อุดร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จากสถิติบัณฑิตจบใหม่ของประเทศไทย ที่มีจำนวนกว่า 3 แสนคนต่อปี สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มเด็กที่มีคุณภาพ ก็จะมีศักยภาพในการหางานด้วยตนเอง ซึ่งในบางรายอาจมีองค์กร หรือหน่วยงานดึงตัวไปทำงานทันทีหลังจบการศึกษา

2. กลุ่มเด็กที่มีคุณภาพและพร้อมด้วยทักษะผู้ประกอบการ ก็จะมีความคิดในการประกอบธุรกิจสูง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะผันตัวเองเป็นสตาร์ทอัพ ผ่านการร่วมทุนกับกลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือการระดมทุนจากกลุ่มนักลงทุน หรือผ่านทาง Crowdfunding เป็นต้น

3. กลุ่มเด็กที่อาจจะเรียนในศาสตร์ที่มีคนล้นเกินความต้องการของผู้จ้างงาน และอาจไม่มีคุณภาพมากเพียงพอ ก็จะทำให้ประสบปัญหาภาวะการมีงานทำ

ดังนั้นทั้งสถาบันการศึกษา และหน่วยสนับสนุนภาครัฐ จึงจำเป็นต้องร่วมมือพัฒนาทักษะและศักยภาพของบัณฑิตรุ่นใหม่อย่างจริงจัง โดยต้องเน้นหนักในหลักสูตรด้านการประกอบการ (Entrepreneur) ต้องส่งเสริมทักษะการคิด วิเคราะห์ ค้นคว้าที่เข้มข้น ต้องปรับสภาพแวดล้อมในสถาบันการศึกษาให้เอื้อต่อการคิดสร้างสรรค์และการลงมือปฏิบัติจริง อีกทั้งต้องเสริมสร้างทักษะภาษาที่ 3 หรือภาษาต่างประเทศอื่นนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ ซึ่งก็ต้องทำควบคู่ไปกับการปลูกฝังทักษะการจัดการข้ามวัฒนธรรม ทั้งนี้เพื่อให้บัณฑิตรุ่นใหม่สามารถปรับตัวได้กับความแตกต่างและหลากหลายที่จะพบเจอในสถานที่ทำงาน ตลอดจนสามารถก้าวข้ามพรมแดนของตลาดงานที่จำกัดอยู่แต่ในประเทศ เข้าสู่การทำงานที่ใดก็ได้ในโลก