DSIไม่พบพระธัมมชโยรอสอบอุปกรณ์การแพทย์และน้ำมัน

ดีเอสไอ ไม่พบ “พระธัมมชโย” เร่งตรวจสอบเครื่องไฮเปอร์ แบริค และน้ำมันกว่าแสนลิตร ในวัดธรรมกาย นำเข้าเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ถกแผน อีก 19 ก.พ.นี้ ยืนยันค้นจนสิ้นข้อสงสัย

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ และรองโฆษกดีเอสไอ แถลงผลการปฏิบัติการตรวจค้นภายในวัดพระธรรมกาย ว่า อธิบดีดีเอสไอ สั่งให้อายัดอาคารดาวดึงส์ที่เป็นสถานที่เก็บเครื่องมือแพทย์ของทางวัดพระธรรมกายเอาไว้ตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์กำลังเก็บหลักฐานอยู่ภายในอาคารดังกล่าว

สำหรับการตรวจสอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ จะดูรหัสซีเรียลนัมเบอร์และการนำเข้า ว่าดำเนินการถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเครื่องไฮเปอร์ แบริค แชมเบอร์ เป็นเครื่องมือที่ใช้รักษาอาการบาดเจ็บจากการดำน้ำลึก แต่สามารถใช้รักษาอาการป่วยอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ยืนยันจะทำการตรวจสอบให้เร็วที่สุด ส่วนที่พบถังน้ำมันในพื้นที่โซน C นั้น เป็นเรื่องจริง ซึ่งมีการตรวจสอบพบน้ำมันดีเซลกว่า 1 แสนลิตร และมีน้ำมันเบนซินจำนวนหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบว่านำมาจากที่ใด มีการเสียภาษี ขออนุญาตถูกต้องหรือไม่

พ.ต.ต.วรณัน ระบุอีกว่า ในวันพรุ่งนี้เจ้าหน้าที่จะประชุมหารือถึงการปฏิบัติงาน เวลา 09.00 น. ภายในพื้นที่ สภ. คลองหลวง แต่ไม่ขอระบุสถานที่ว่าจะเป็นที่ไหน โดยยืนยันว่าจะตรวจค้นต่อไปจนกว่าจะสิ้นข้อสงสัย

DSIค้นบ้านริมคลอง2ยังไร้เงา’พระธัมมชโย’

เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอได้นำกำลังพร้อมทั้งสื่อมวลชนเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ภายในบ้านสวนตะวันธรรม ริมถนนคลอง 2 ซึ่งอยู่ด้านข้างและน่าจะเป็นพื้นที่ของวัดพระธรรมกาย ซึ่งดีเอสไอจะเข้าไปตรวจค้นพื้นที่ ซึ่งในวันนี้เป็นปฏิบัติการของดีเอสไอ และยังคงมีการตรวจค้นพื้นที่ของวัดพระธรรมกาย คือ ที่อาคารดาวดึงส์ และที่บ้านสวนตะวันธรรมแห่งนี้ โดยทั้ง 2 จุด จะให้สื่อมวลชนได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ของวัดพระธรรมกาย ที่จะนำเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เข้าไปร่วมตรวจค้น ซึ่งบรรยากาศที่บริเวณด้านหน้าหมู่บ้านนั้น มีสื่อมวลชนรอที่จะเข้าไปในพื้นที่ เพื่อไปร่วมสังเกตการณ์กับดีเอสไอจำนวนมาก

ขณะที่ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ รองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กล่าวภายหลังเข้าตรวจสอบบ้านสวนตะวันธรรม ริมคลอง 2 ใกล้กับประตู 8 ของวัดพระธรรมกาย ที่บริเวณบ้านเลขที่ MS-24 เนื่องจากการข่าวระบุว่า พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หลบซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว โดยเบื้องต้นพบพระสัญชาติอื่น 3 รูป จึงได้ประสานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ตรวจสอบและดำเนินการตามขั้นตอน

เนื้อหาจาก INN

ทนายระบุ5แกนนำถ่านหินถูกรวบตามคำสั่งคสช.

ทนายกลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ระบุ 5แกนนำถูกคุมตัวตามคำสั่งคสช. 3/2558 คุมตัวได้ 7 วัน

ทนายความของกลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า 5 แกนนำที่ถูกควบคุมตัวไปที่มณฑลทหารบกที่ 11 เขตดุสิตนั้น ถูกดำเนินการตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2558 ที่ให้อำนาจ เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยมีอํานาจควบคุมตัวบุคคลไว้ได้ แต่ต้องไม่เกิน 7 วัน แต่การควบคุมตัวดังกล่าวต้องควบคุมไว้ในสถานที่อื่นที่มิใช่สถานีตํารวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือ เรือนจำ และจากการติดต่อเข้าเยี่ยมถูกเจ้าหน้าที่ปฎิเสธ ขณะอีก 12 คน ถูกแยกไปคุมตัวที่กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 ถนนวิภาวดี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมให้ทางทนายของกลุ่มผู้ชุมนุนเข้าร่วมในการสอบถามด้วย ส่วนหนึ่งในผู้ชุมนุม ระบุว่า ยืนยันเจตนารมณ์ จะปักหลักอยู่ที่เชิงสะพานสะพานชมัยมรุเชฐ จนกว่า 5 แกนนำที่ถูกควบคุมจะถูกปล่อยกลับมาแล้วค่อยหารือว่าจะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป

ที่มา INN

กทม.ติดตั้งตู้เขียวอาคารร้างเพิ่มความปลอดภัยให้ปชช.

กทม. จัดเจ้าหน้าที่เทศกิจตรวจอาคารร้างพร้อมติดตั้งตู้เขียวเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน

นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายสาโรจน์ สามารถ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจอาคารร้างในพื้นที่เขตตลิ่งชัน จำนวน 3 จุด ประกอบด้วย อาคารวัฏจักร ประกอบด้วยอาคาร 2 หลัง 38 ชั้น และ 8 ชั้น ตั้งอยู่ ณ บริเวณถนนบรมราชชนนี 43 อาคารตึก 3 ชั้น บริเวณทุ่งมังกร ถนนพุทธมณฑลสาย 1 และอาคาร 1 ชั้น บริเวณด้านข้างสวนอาหารครัวตลิ่งชัน เพื่อหาแนวทางเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาบริเวณดังกล่าว และผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งที่ผ่านมากรุงเทพมหานครได้มอบหมายให้สำนักงานเขตที่มีอาคารร้างในพื้นที่ ติดตั้งตู้เขียวในจุดเสี่ยงภัย และจัดเจ้าหน้าที่เทศกิจตรวจตราบริเวณดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพิจารณาข้อกฎหมายที่จะใช้บังคับหรือให้เจ้าของอาคารร้างดำเนินการ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบริเวณอาคารร้างของตน อาทิ การล้อมรั้วให้เป็นสัดส่วน จัดเจ้าหน้าที่ดูแลอาคารร้าง ตัดแต่งกิ่งไม้และหญ้าบริเวณอาคารให้โล่งสะอาด เป็นระเบียบ ไม่รกรุงรัง ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนมากขึ้น

จากนั้น นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายสาโรจน์ สามารถ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนางสาวปราณี สัตยประกอบ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ได้ลงพื้นที่ตรวจสภาพอาคารเรียนของโรงเรียนวัดตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน และโรงเรียนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา ที่จะทำการรื้อเพื่อก่อสร้างอาคารใหม่ทดแทนเนื่องจากอาคารเรียนดังกล่าวชำรุด ทรุดโทรม และผุผัง จากการใช้งานมาเป็นระยะนานไม่ต่ำกว่า 40 ปี ซึ่งหากยังใช้งานต่อไปอาจเป็นอันตรายได้

ขอบคุณภาพจาก กรุงเทพมหานคร