นักวิชาการเตือนไทยปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยกระชับความสัมพันธ์และทำการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านและชาติเอเชียให้มากขึ้น
ขณะนี้ทุกประเทศกำลังจับตามองความเปลี่ยนแปลงของสหรัฐฯ ภายหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อเดือนที่แล้ว เนื่องจากนโยบายส่วนใหญ่ของนายทรัมป์ มีความแตกต่างจากยุคของประธานาธิบดีบารัค โอบามา
โดยนายทรัมป์ ชูนโยบายทำให้สหรัฐฯ กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ซึ่งเขามองว่า สิ่งที่ทำให้สหรัฐฯ ตกต่ำ เกิดจากการเปิดประเทศมากเกินไป ขณะที่ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือนาฟต้า เป็นการแย่งงานคนอเมริกัน
ข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือ TPP ไม่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ ส่วนจีนก็เอาเปรียบด้วยการส่งสินค้าราคาถูกเข้ามาขายในสหรัฐฯ และทำให้เงินหยวนอ่อนค่ากว่าความเป็นจริง
ที่งานสัมมนาความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ในยุค โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวานนี้ รศ.ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี นายกสมาคมอเมริกันศึกษาในประเทศไทย ระบุว่า ไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการที่สหรัฐฯ พยายามจัดการกับจีนด้านเศรษฐกิจ เพราะจีนเป็นตลาดนำเข้าและส่งออกที่สำคัญของไทย

นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนแนวทางของสหรัฐฯ จะทำให้ปริมาณสินค้าที่ไทยจะส่งออกไปยังสหรัฐฯ รวมถึงเม็ดเงินลงทุนจากสหรัฐฯ ที่จะมาไทยก็จะลดลงเช่นกัน
ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ที่ปรึกษาคณะกรรมการหอการค้าไทย ระบุว่า ไทยไม่ต้องกังวลมาตรการทางภาษีจากสหรัฐฯ เพราะปรับขึ้นได้ยาก แต่ให้ปรับตัวรับมือกับมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นเพื่อกีดกันทางการค้า เช่น GSP หรือระบบการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรแก่ประเทศกำลังพัฒนา และมาตรการทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (Social and Environmental Issues) ซึ่งนี่เป็นโอกาสสำหรับนักธุรกิจไทยที่จะผลิตและนำเสนอสินค้าที่มีคุณสมบัติหรือผลิตด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


