วีระ โผล่แฉ ปรีชา จันทร์โอชา ลางาน 400 วันแต่ไม่ถูกปลดพ้น สนช.

‘วีระ สมความคิด’ แนะ ‘ปรีชา จันทร์โอชา’ ลาออกจาก สนช. หลังลางานร่วม 400 วัน แต่ไม่ถูกไล่ออก มีแต่น้องนายกฯเท่านั้น

เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมา (15 ก.พ. 60) นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน หรือ คปต. ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘วีระ สมความคิด’ เปิดเผยข้อมูลใหม่ หลังมีการตรวจสอบพบว่า พลเอกปรีชา จันทร์โอชา สมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ น้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีการลางานไปร่วม 400 วัน ไม่ถูกไล่ออก แต่กลับยังทำหน้าที่กินเงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชนอยู่ โดยระบุว่า

วีระ สมความคิด, ปรีชา จันทร์โอชา

ฉาวอีกแล้ว

พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชายนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ขาดการประชุมเป็นประจำ แต่ยังหน้าด้านรับเงินเดือนๆ ละ 120,000 บาท

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย และในฐานะพี่ชาย ซึ่งเป็นผู้เลือกน้องชายคนนี้มานั่งกินเงินเดือน สนช. อย่าบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของน้องชายอีกนะ การมาทำหน้าที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว แล้วหน้าด้านมารับเงินเดือน ในตำแหน่ง สนช.ทำไม?

ตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ถือเป็นตำแหน่งข้าราชการทางการเมือง เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐต้องจ่ายเงินเดือน เบี้ยประชุม รวมถึงผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ อีกมากมาย (ตั้งแต่มาเป็น สนช. พล.อ.ปรีชา ได้ใช้สิทธิเบิกค่าเครื่องบินไปกลับกรุงเทพ-พิษณุโลก จำนวนกี่ครั้ง เป็นจำนวนเงินเท่าใด)

มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดบ้าง ที่สามารถลางานได้มากถึง 394 วัน จากจำนวนวันทำงานทั้งหมด 400 วัน โดยไม่ถูกไล่ออกจากราชการ ก็คงมีแต่พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชายนายกฯประยุทธ์  คนนี้คนเดียวเท่านั้น

ถ้าอ้างว่าติดราชการงานอื่น จนไม่มีเวลามาทำงาน ก็ควรมาลาออกไป อย่าเอาเปรียบสังคม กระทรวงการคลังจะได้ไม่ต้องเสียหาย ไม่ต้องเสียงบประมาณแผ่นดิน อันเป็นเงินภาษีอากรของประชาชน มาจ่ายเป็นเงินเดือนแสนสองหมื่นบาท ให้กับข้าราชการที่ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่เช่นนี้ คนที่ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่  ประธาน สนช. ต้องไล่ออกสถานเดียว

อยากจะดูว่านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะแก้ตัว(ปกป้อง)ให้น้องชายคนนี้อย่างไร?

‘องอาจ ธรรมนิทา’ โฆษกวัดพระธรรมกาย เข้ามอบตัวแล้ว

‘องอาจ ธรรมนิทา’ โฆษกประจำวัดพระธรรมกาย ได้เข้ามอบตัวแล้ว เบื้องต้นตำรวจให้ประกันตัวชั่วคราว ห้ามยุยงปลุกปั่น

มีรายงานว่าเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกประจำวัดพระธรรมกาย ได้เข้ามอบตัวที่กองบังคับการปราบปราม และเจ้าหน้าที่ได้ให้ประกันตัว ก่อนจะปล่อยตัวชั่วคราว แต่ต้องปฏิบัติภายใต้ข้อกฎหมาย โดยมีเงื่อนไขห้ามยุยงปลุกปั่น ภายหลังศาลอาญาได้ออกหมายจับไปเมื่อช่วงเดือน ธ.ค. ปี 59 ที่ผ่านมา

แฟ้มภาพ

‘พล.อ.ประวิตร’ แจง ใช้ ม.44 เปิดทางเข้าควบคุมวัดพระธรรมกาย

“พล.อ.ประวิตร” แจงใช้ ม.44 เปิดทางเข้าควบคุมวัดพระธรรมกาย ชี้ ไม่จำเป็นต้องจับพระธัมมชโยวันนี้ ยัน ไม่เกิดรุนแรง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการใช้อำนาจตามาตรา 44 กำหนดพื้นที่วัดพระธรรมกายให้เป็นพื้นที่ควบคุม ว่า เรื่องการดำเนินคดีเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายได้มีการดำเนินการมานานมากแล้ว ซึ่งพบว่าที่ผ่านมา แม้ศาลจะอนุมัติหมายจับ หมายค้น ไปหลายครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปตรวจค้นภายในวัดได้ จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวอีกว่า การตรวจค้นวันนี้หากไม่พบพระธัมมชโยก็ไม่เป็นไร แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลได้มอบหมายให้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เป็นผู้ดำเนินการ โดยขอกำลังสนับสนุนจากตำรวจภูธรภาค 1 และยังยืนยันว่าทหารไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการตรวจค้นภายในวัด เพียงแต่สนับสนุนอยู่พื้นที่ภายนอกวัดเท่านั้น

พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงการใช้อำนาจตามาตรา 44 กำหนดพื้นที่วัดพระธรรมกายให้เป็นพื้นที่ควบคุม โดยยืนยันว่าการเข้าดำเนินการทั้งหมดในพื้นที่ ต้องไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย จึงขอให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเจ้าหน้าที่ ซึ่งรัฐบาลพยายามทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย ส่วนหนึ่งก็คือ เจ้าหน้าที่รัฐที่ได้รับการอนุมัติจากศาล ต้องสามารถเข้าไปตรวจค้นได้ทุกพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเข้าควบคุมพื้นที่วันนี้ อาจยังไม่ทราบผลของการตรวจค้นในวันนี้ โดยหลักการเจ้าหน้าที่ต้องเข้าในพื้นที่ให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งไม่สามารถยืนยันว่า พระธัมมชโยยังอยู่ภายในวัดหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปตรวจค้นตามหมายจับและหมายค้น ดังนั้น ขอให้ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ว่าจะไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง โดยเฉพาะกับประชาชน